รัฐธรรมนูญ 2560 : กมธ. รุมวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญเป็น “อำนาจที่ 4” ไร้การตรวจสอบ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 สภาผู้แทนราษฎร เตรียมรับฟังข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากคน 2 กลุ่มในวันพรุ่งนี้ (13 มี.ค.)
กลุ่มแรกคือ คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) คาดว่ามีราว 100 คน เตรียมเดินเท้ามาจากสถานีรถไฟฟ้า MRT กำแพงเพชร มายังอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือและอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยผู้ประสานงานแจ้งว่าทาง ครช. ไม่ประสงค์จะเข้ามาในพื้นที่รัฐสภา
อีกกลุ่มคือ ตัวแทนองค์กรนิสิตนักศึกษา และผู้ร่วมชุมนุม "แฟลชม็อบ" จำนวน 137 คนที่ตอบรับมาร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นของ กมธ.
เช้าวันนี้ (12 มี.ค.) วงประชุม กมธ. ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ในประเด็นที่เกี่ยวกับศาล ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
องค์กรที่ถูก กมธ. รุมวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด หนีไม่พ้น ศาลรัฐธรรมนูญ โดยสรุปปมปัญหาหลักได้ 3 ประเด็นคือ ที่มา องค์ประกอบ และวาระดำรงตำแหน่งซึ่งนานถึง 7 ปี, การใช้อำนาจ, การไร้การตรวจสอบถ่วงดุล จนถูกมองว่าเป็น "ซูเปอร์พาวเวอร์" หรือ "อำนาจที่ 4" นอกเหนือจากอำนาจอธิปไตย 3 ฝ่าย
นายโภคิน พลกุล ที่ปรึกษา กมธ.ในโควตาพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า เหตุที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตหลายต่อหลายครั้ง เป็นเพราะตุลาการไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรเป็น ขณะที่คนทั่วไปก็ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลได้เพราะจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล จะจับติดคุกหมด ทั้งที่กฎหมายเขียนว่าสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ทางวิชาการ
นายโภคิน ผู้เป็นอดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด พบว่า ความไม่เป็นอิสระของศาลเกิดจากเหตุผล 2 ข้อคือ อคติของศาลเองซึ่งมาจากชุดความเชื่อแบบหนึ่ง และการถูกแทรกแซงภายในโดยตัวองค์กรเองและภายนอก
"ประเด็นนี้ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะต่อให้รัฐธรรมนูญเขียนดี แต่ถ้าบ้านเมืองไม่มีความยุติธรรม องค์กรที่ต้องให้ความยุติธรรมประชาชนกลับไม่มีความยุติธรรมแล้ว บ้านเมืองก็จะถึงทางตันและไม่มีอนาคต" นายโภคินกล่าว
ตั้งคำถาม "หากศาลทำผิด ใครจะตรวจสอบศาล"
ขณะที่ กมธ. อีกหลายคนซึ่งอยู่ในแวดวงกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระมาก่อน อาทิ นายชัยเกษม นิติสิริ กมธ.โควตา พท., นายสมชัย ศรีสุทธิยากร รองประธาน กมธ.โควตาพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ต่างพากันตั้งคำถามต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบไม่ได้ โดยเฉพาะ "การใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชน" จากเดิมรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้ กมธ. สภา มีอำนาจเรียกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาชี้แจงข้อเท็จจริงได้ และให้วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2560

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
"หากศาลทำผิด ใครจะตรวจสอบศาล" นายสมชัย ผู้เป็นอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)โยนคำถามขึ้นกลางห้องประชุม โดยหยิบยกคดียุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) จากปมหัวหน้าพรรคปล่อยกู้พรรคตัวเอง 191.2 ล้านบาท ขึ้นมาชี้ให้เห็นความขัดกันแห่งอำนาจและกฎหมาย เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.บ.) วิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่เปิดศาลไต่สวนคดีดังกล่าว ขณะที่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ให้ผู้ถูกร้องในการชี้แจงแสดงหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาต่าง ๆ
ประเด็นนี้ นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตรองเลขาธิการ อนค. ได้ "รับลูกทางความคิด" มาขยายความทันทีว่า คดียุบ อนค. แม้มีข้อกังขาเรื่อง กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ต่อมาปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ไปรับรองว่าทุกอย่างถูกหมด ปิดช่องทางในการตรวจสอบ และเมื่อปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอ้างว่าคำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กร
"องค์กรที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรอื่น ๆ กลับคอร์รัปเสียเอง และตรวจสอบไม่ได้เลย" กมธ.ในโควตาอดีต อนค. ระบุ
อย่างไรก็ตาม กมธ.ในโควตาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ให้ความเห็นไปอีกทาง โดยขออย่าใช้เวที กมธ.แก้รัฐธรรมนูญฯ เป็น "เวทีการเมือง" และย้ำว่าในการออกแบบรัฐธรรมนูญต้องเพื่อตอบปัญหาสังคม ตอบโจทย์อนาคต ไม่ใช่ตอบโจทย์ยุบพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

ที่มาของภาพ, EPA
เทียบรัฐประหาร 49-57 สถานะศาล รธน. ต่างกัน
ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม โฆษก กมธ.โควตาอดีต อนค. กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของศาลรัฐธรรมนูญคือการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ดูเหมือนศาลจะไม่ได้ทำหน้าที่นั้น หากเป็นเช่นนั้นยังควรมีศาลรัฐธรรมนูญต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้เขาได้ยกเหตุการณ์รัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุดมาเทียบเคียงกัน
- รัฐประหาร 2549 มีการออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมสภาและ ครม. "แสดงว่าผู้ก่อรัฐประหารมีแง่มุมว่าศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น น่าจะเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบรัฐประหารที่สถาปนาขึ้น"
- รัฐประหาร 2557 ศาลรัฐธรรมนูญยังทำหน้าที่ได้ตามปกติ จึงมีคำถามว่า "เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้ก่อรัฐประหารไม่ได้คิดว่าศาลเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบ คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ)" และ "องค์กรการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับ คสช. อาจทำให้มีความขัดแย้งกับศาลรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ ผมไม่ยืนยัน แล้วแต่คนจะมองเห็น"
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่มีการอภิปรายกันคือ กรณีตุลาการไปดำรงตำแหน่งภายนอก เช่น เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยหลายแห่ง กรณีการจัดหลักสูตรอบรมพิเศษ ซึ่งนายพีระพันธุ์ ในฐานะอดีตผู้พิพากษา ระบุว่า ในศาลยุติธรรมทุกวันนี้ก็ไม่เหมือนเดิม แต่ก่อนหลักการคือไม่ให้ไปยุ่งกับใครเพราะไม่ต้องการให้มีข้อครหาว่าคนนั้นคนนี้รู้จักกัน แต่วันนี้ไม่ใช่ ศาลต้องไปเข้าสังคมกับทุกคน ไปเรียนหลักสูตรต่าง ๆ
กมธ.แก้รัฐธรรมนูญฯ ถกแล้ว 12 หมวด เหลืออีกเพียง 2
สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560 มี 16 หมวด 279 มาตรา ขณะนี้คณะอนุ กมธ.ศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน ได้ศึกษาและนำเสนอความเห็นต่อ กมธ. ชุดใหญ่แล้ว 12 หมวด (หมวด 3-13 และหมวด 15) โดยไม่แตะหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์

ที่มาของภาพ, EPA
หมวดที่มีข้อถกเถียงมากที่สุดคือหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะเป็น "จุดชี้ขาด" ว่าการรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ หรือทำได้เพียงแก้ไขเป็นรายมาตรา ซึ่ง กมธ. มีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายที่เห็นควรให้แก้ไขและไม่ต้องแก้ไขมาตรา 256 กมธ. จึงให้ "พักประเด็น" นี้ไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เสียเวลา ก่อนกลับมาพิจารณาในภายหลัง
ผ่านมาเกือบ 3 เดือนของการทำหน้าที่ กมธ. คงเหลือประเด็นที่ยังไม่ได้พิจารณาเพียง 2 หมวด ก่อนจัดทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมสภาต่อไป
บีบีซีไทยสรุปประเด็นสำคัญ ๆ ที่ กมธ. บางส่วนเห็นควรให้แก้ไขไว้ ดังนี้
ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากเอกสารประกอบการประชุม กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญฯ แต่ละสัปดาห์ โดยข้อเสนอทั้งหมดนี้อาจยังไม่ใช่ความเห็นสุดท้ายของ กมธ.ที่จะจัดทำรายงานเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร








