สาวซาอุฯ : ย้อนเหตุไทยกักตัว-ส่งกลับต่างชาติ ที่ทำให้เกิดคำถามในประเด็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ที่มาของภาพ, EPA/THAI IMMIGRATION BUREAU
เหตุกักตัว ราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน หญิงซาอุฯ วัย 18 ปี ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมาทำให้เกิดคำถามขึ้นอีกครั้ง ถึงจุดยืนของประเทศไทยในเรื่องการปฏิบัติตามแนวทางนานาชาติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และความร่วมมือกับ "มิตรประเทศ" ที่ร้องขอให้ส่งพลเมืองของตน กลับประเทศ
ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน เข้าปกครองประเทศเมื่อปี 2557 รัฐบาลทหารไทยได้ส่งตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยกลับประเทศในหลายกรณีจากคำขอของ "มิตรประเทศ" ทั้งจากรัฐบาลจีน บาห์เรน เวียดนาม และกัมพูชา บีบีซีไทยรวบรวมบางเหตุที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งทำให้เกิดเป็นประเด็นถกเถียงทั้งในไทยและต่างประเทศ
1. นักเตะบาห์เรน
เมื่อปลายเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว นายฮาคีม อัล อาไรบี นักฟุตบอลชาวบาห์เรน ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยในออสเตรเลียด้วยความช่วยเหลือของสหประชาชาติ ถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ของไทย กักตัวไว้ตามการร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากรัฐบาลบาห์เรน โดยกระทรวงต่างประเทศออสเตรเลียออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไทยปล่อยตัว
ในปี 2555 นายอัล อาไรบี ถูกจับกุมและซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่บาห์เรนเนื่องจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพี่ชาย ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลในตะวันออกลาง หรือ "อาหรับสปริง" หลังจากนั้นเขาก็ได้ออกมาพูดเกี่ยวกับเหตุการณ์การซ้อมทรมานกับสื่อต่าง ๆ

ที่มาของภาพ, BAHRAIN INSTITUTE FOR RIGHTS AND DEMOCRACY
ในเดือน ม.ค. 2557 ศาลบาห์เรนอ่านคำพิพากษาลับหลังนาย อัล อาไรบี จำคุก 10 ปี ในข้อหาสร้างความเสียหายให้สถานีตำรวจ แต่เขาปฏิเสธ โดยอ้างว่า ขณะนั้นเป็นตัวแทนทีมชาติบาห์เรนแข่งฟุตบอลอยู่ที่ประเทศกาตาร์
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ปีที่แล้ว เว็บไซต์วอยซ์ทีวีรายงานว่า ศาลอาญากรุงเทพมีคำสั่งขยายเวลากักตัวเขาออกไปอีก 60 วัน หลังจากนั้นยังไม่ทราบว่า ชะตากรรมของเขาจะเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รายงานว่า ในปี 2557 ประเทศไทยเคยส่งตัว อาลี ฮารูน กลับบาห์เรน ที่หนีมาไทยหลังจากถูกจับกุมและอ้างว่าถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่บาห์เรนเมื่อปี 2556 หลังจากที่เข้าร่วมในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล โดยขณะนั้น นายฮารูนมีหมายจับจากตำรวจสากล หรือ อินเตอร์โพล
ครอบครัวของนายฮารูนบอกกับแอมเนสตี้ฯ ว่า นายฮารูนถูกซ้อมทรมานหลังจากที่ถูกส่งตัวกลับไปที่บาห์เรน และปัจจุบันถูกจำคุกตลอดชีวิต
2. ส่งผู้ผลิตสารคดีกัมพูชากลับประเทศ

ที่มาของภาพ, LONG KIMHEANG
เมื่อต้นเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว สตม. ได้ส่งตัวได้ส่งตัวนายรวต รุท มุนี (Rath Rott Mony) อายุ 47 ปี นักกิจกรรมแรงงานชาวกัมพูชา กลับประเทศ ตามหมายจับของรัฐบาลกัมพูชา ในความผิดฐานยุยงส่งเสริมให้เกิดความแตกแยกในกัมพูชา
เขาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่อาคารเดอะเทรนดี้ ย่านสุขุมวิท ในขณะที่กำลังรับหนังสือเดินทางคืนจากศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าประเทศเนเธอร์แลนด์ นายมุนีร่วมผลิตสารคดีชื่อ "แม่ขายหนู" มีความยาวประมาณ 27 นาที ถูกเผยแพร่เมื่อเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงยากจนที่ถูกขายเพื่อค้าประเวณี หลังจากถูกติดตามและได้รับคำขู่เกี่ยวกับสารคดีที่เขามีส่วนร่วมในการผลิต ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางมาไทยเพื่อลงทะเบียนเป็นผู้แสวงหาที่ลี้ภัยกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ
ฮิวแมนไรท์ วอทช์ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ในวันที่ 11 ธ.ค. เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลไทยส่งนายมุนีกลับ เนื่องจากมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่า เขาอาจถูกฟ้องคดีด้วยเหตุผลทางการเมือง ถูกควบคุมตัวอย่างมิชอบ และถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายในกัมพูชา
นอกจากนี้ เมื่อเดือน ก.พ. ปีที่แล้ว ไทยได้ส่งตัว น.ส.สม สุขา นักกิจกรรมแรงงาน กลับกัมพูชา แม้ว่าเธอได้สถานะเป็นผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติแล้ว
เธอถูกจำคุกทันทีหลังจากถูกส่งตัวกลับ โดยก่อนหน้านั้นศาลกัมพูชาอ่านคำพิพากษาลับหลัง น.ส. สุขา ในข้อหาดูหมิ่นและยุยงส่งเสริมให้เกิดความแตกแยก หลังจากที่เธอขว้างรองเท้าแตะไปที่ป้ายหาเสียงริมถนนของพรรครัฐบาล ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปีที่แล้ว
3. ส่งชาวอุยกูร์กลับจีน
เมื่อกลางปี 2558 ทางการไทยได้ส่งตัวชาวอุยกูร์เกือบร้อยคนให้ทางการจีน โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็นความร่วมมือของไทยกับจีนและตุรกี โดยฝ่ายไทยยืนยันว่าได้ขอให้จีนดูแลความปลอดภัยให้กับคนเหล่านั้นด้วย ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศหลายคนเชื่อว่าการส่งตัวไปจีนครั้งนั้น เป็นเหตุให้กลุ่มชาวอุยกูร์และชาวตุรกีบางส่วนโกรธแค้นบุกรุกเข้าไปภายในสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ของไทย ที่นครอิสตันบูล เมื่อ 9 ก.ค. 2558 ทำลายสิ่งของภายในอาคาร ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทยในตุรกีคาดว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อนโยบายของรัฐบาลไทยในการจัดการผู้อพยพชาวอุยกูร์ และตามมาด้วยการลอบวางระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณเมื่อ 17 ส.ค. 2558 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 20 คน และบาดเจ็บกว่า 130 คน แต่ทางการไทยปฏิเสธว่าเหตุระเบิดไม่ได้มากจากล้างแค้นที่ไทยส่งผู้อพยพชาวอุยกูร์ ให้จีน
ต่อมา มิ.ย. 2559 ชาวอุยกูร์ที่ถูกกักตัวอยู่ในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกรุงเทพฯ (สวนพลู) จำนวน 15 คน ได้อดอาหารประท้วงที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมโดยชาวอุยกูร์กลุ่มดังกล่าวถูกกักกันมานานกว่า 2 ปี

ที่มาของภาพ, AFP
นายดอลกุน อิซา ประธานสภาอุยกูร์โลก เปิดเผยกับบีบีซีไทยในครั้งนั้นว่า มีชาวอุยกูร์ที่ถูกกักกันอยู่ตามสถานกักกันต่าง ๆ ในไทยราว 70 คน โดยคนเหล่านี้ถูกจับกุมในค่ายกักขังเหยื่อค้ามนุษย์ที่ภาคใต้ของไทย และบางส่วนถูกจับขณะพยายามเดินทางข้ามพรมแดนไทย-มาเลเซีย
ต่อมาในเดือน พ.ย. ปี 2560 ชาวอุยกูร์ 20 คน หนีออกจากอาคารควบคุมคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง อ.สะเดา จ.สงขลา สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าคนเหล่านี้เป็นชาวอุยกูร์กลุ่มสุดท้ายจากกว่า 200 คน ที่ถูกทางการไทยควบคุมตัวตั้งแต่ปี 2557 โดยในจำนวนนี้กว่า 100 คน ถูกบังคับส่งตัวกลับไปยังจีนตั้งแต่เดือน ก.ค. 2558

ที่มาของภาพ, Khaosod
ต้นเดือน ก.พ. 2561 รอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า ทางการมาเลเซียได้ควบคุมชาวอุยกูร์ 11 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่หลบหนีจากอาคารควบคุมคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่จ. สงขลา แหล่งข่าวระบุว่ามาเลเซียได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากจีนให้ส่งตัวพวกเขากลับสู่จีน ไม่ใช่ประเทศไทย แต่ทางการมาเลเซียยังไม่เต็มใจที่จะส่งตัวชาวอุยกูร์กลับเนื่องจากยังแคลงใจเรื่องความโปร่งใสว่าทางการจีนจะปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไรเมื่อกลับคืนสู่ประเทศ
4.ชนกลุ่มน้อยเวียดนาม

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
เมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว เว็บไซต์คมชัดลึกรายงานว่า เจ้าหน้าที่จับกุมชาวต่างชาติรวม 172 คน เนื่องจากมีชาวบ้านร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม อ.บางใหญ่ ว่ามีชาวต่างด้าวจำนวนมากแอบมาเช่าห้องพักอยู่รวมกัน สงสัยจะเป็นเหยื่อของเครือข่ายการค้ามนุษย์
บีบีซีภาษาเวียดนามรายงานว่า ผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนาม และกัมพูชาจากชนกลุ่มน้อย Jarai ที่องค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนและผู้ลี้ภัยกล่าวว่าได้หนีภัยประหัตประหารทางการเมืองและศาสนาจากประเทศตนเอง
นางฮวิน เบีย (Hjuon Bya) หนึ่งในผู้ถูกจับกุม มาจากชนกลุ่มน้อยในเวียดนามที่เรียกตัวเองว่า E-de กล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซีภาษาเวียดนามว่า ตัวเธอ สามี และลูกอีก 3 คน อพยพออกจากเวียดนามเมื่อปี 2559 โดยเดินทางผ่านกัมพูชาเข้ามายังไทย และหวังว่าหน่วยงานของสหประชาชาติในไทยจะให้ความช่วยเหลือให้ลี้ภัยไปประเทศที่สาม โดยเธอบอกว่า กลัวที่จะกลับไปเวียดนาม

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
"สิ่งเดียวที่เราทำได้คือสวดมนต์ถึงพระเจ้า" เธอกล่าว ในขณะที่คนอื่นในห้องล้อมวงกันเพื่อสวดมนต์ขอพรจากพระเจ้า พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง
เหตุดังกล่าวทำให้เด็ก ๆ ผู้ลี้ภัยเกือบ 50 คนเสี่ยงถูกคุมตัวไว้โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขณะรอให้พ่อและแม่เข้าสู่กระบวนการศาล
ในหลายปีที่ผ่านมา ชาวคริสเตียนมองตานญาดหลายคนหนีภัยศาสนาจากเวียดนาม ส่วนมากผ่านทางประเทศกัมพูชา ข้อมูลจาก UNHCR ระบุว่า ในปี 2560 UNHCR ในไทยได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยที่มาจากเวียดนามทั้งหมด 450 คน และมีอีก 471 คนที่ยังรอการรับรองสถานะอยู่
5.เจ้าของร้านหนังสือในฮ่องกงที่หายตัวไป

การหายตัวไปของผู้เกี่ยวข้องกับร้านหนังสือหลายรายในฮ่องกงในช่วงปลายปี 2558 ทำให้หลายฝ่ายออกมาตั้งคำถามว่าอาจเป็นทางการจีนที่ลักพาตัวพวกเขาไปกักขังอย่างไม่เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
หนึ่งในนั้นคือ กุ้ย หมินไห่ หนึ่งในเจ้าของร้านหนังสือในฮ่องกงที่หายสาบสูญซึ่งเป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน โดยเว็บไซต์ข่าวผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า เขาหายตัวไปจากอพาร์ตเมนต์ในเมืองไทย ก่อนที่ต่อมาในเดือน ม.ค. 2559 เขาจะไปปรากฏตัวในสื่อทางการจีน โดยออกมาสารภาพผิดในคดีเมาแล้วขับรถชนผู้หญิงคนหนึ่งเสียชีวิตซึ่งเป็นคดีตั้งแต่ปี 2546
นอกจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้คนตั้งคำถามว่าเป็นการข่มขู่บังคับให้รับสารภาพโดยรัฐบาลจีนหรือไม่ ผู้วิพากษ์วิจารณ์จำนวนไม่น้อยก็ตั้งข้อสงสัยว่า ทางการไทยมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการหายตัวไปของเขาหรือไม่
6. กักตัวนักเคลื่อนไหวฮ่องกง

ที่มาของภาพ, AFP
ต.ค. 2559 โจชัว หว่อง นักศึกษาและนักกิจกรรมชาวฮ่องกง มีกำหนดการเข้าร่วมงานรำลึก "40 ปี 6 ตุลา 19" ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เขาถูกทางการไทยกักตัวไม่ให้เข้าประเทศ
นายหว่องคือหนึ่งในผู้นำการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยซึ่งมีบทบาทสำคัญใน "ขบวนการร่ม" ซึ่งชาวฮ่องกงจำนวนมากร่วมกันแสดงพลังต่อต้านการแผ่ขยายอิทธิพลของรัฐบาลจีนเข้าครอบงำการบริหารส่วนท้องถิ่น และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษโดยตรง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
พรรคเดโมซิสโต (Demosistō) ของฮ่องกงออกแถลงการณ์ประณามการจับกุมและเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวนายหว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวฮ่องกงทันที ในขณะที่ขอให้ทางการฮ่องกงเข้าช่วยเหลือเพื่อให้หลักประกันในเรื่องความปลอดภัยแก่นายหว่อง ที่เป็นเลขาธิการพรรค
แถลงการณ์ของพรรคเดโมซิสโตที่เป็นพรรคการเมืองใหม่จัดตั้งโดยนายหว่องระบุว่า หว่องเดินทางจากฮ่องกงมาประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการอภิปราย เรื่องประชาธิปไตยที่กรุงเทพฯ ตามกำหนดเขาจะเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิคืนวันที่ 4 ต.ค. เมื่อเวลา 23.45 น. แต่ทางพรรคไม่สามารถติดต่อเขาได้จนกระทั่งได้รับคำยืนยันจากเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาลที่เดินทางไปรับหว่องว่า เขาถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับตัวไป
แถลงการณ์อ้างเนติวิทย์ที่กล่าวว่า ทางการไทยได้รับจดหมายจากรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการเดินทางเข้าเมืองไทยของหว่องหนนี้ และเนติวิทย์เองไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้เข้าเยี่ยมหว่อง








