เวียดนามอพยพ: อนาคตมืดมนของ มองตานญาด ชนกลุ่มน้อยนับถือคริสต์หนีตายมาอยู่อย่างไร้สถานะในไทย

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/bbc thai
- Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงษ์
สองเดือนหลังจากที่ซิว (นามสมมุติ) หนีคำขู่ฆ่าจากตำรวจเวียดนามมายังประเทศไทย เพื่อนร่วมชะตากรรมกว่า 130 คนที่เป็นชนกลุ่มน้อยนับถือศาสนาคริสต์ในเวียดนาม และอาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกับเธอ ถูกจับกุมที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โทษฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
ซิวเป็นชาวมองตานญาด (Montagnard) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนามและกัมพูชา เธอขอให้สงวนชื่อจริง เนื่องจากกลัวการคุกคามจากรัฐบาลไทยและเวียดนาม เช่นเดียวกับชาวมองตานญาดคนอื่น ๆ ที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์ในบทความนี้
แม้เธอจะรอดจากการจับกุมเนื่องจากออกไปข้างนอกในตอนนั้น แต่เหตุการณ์นั้นทำให้เธอต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น และนอนรวมกับเพื่อนร่วมชาติของเธออีกกว่า 20 คนในห้องเดียวกัน
หญิงวัย 53 ปี เดินทางมาพบกับบีบีซีไทยพร้อมกับหมวกคู่ใจของเธอ ที่ต้องสวมตลอดเวลาที่เธอออกไปกลางแจ้ง เพื่อปกป้องหนังศีรษะจากความแสบเมื่อถูกไอร้อนของแสงอาทิตย์
ตาของเธอ นอกจากจะปวดแล้วยังมองไม่ชัด และมีน้ำตาไหลออกอยู่เรื่อย ๆ ทำให้เธอต้องพกผ้าเช็ดหน้าเพื่อซับน้ำตาอยู่เป็นประจำ
"ในตัวของฉันมีความเจ็บปวดหลายอย่าง" เธอกล่าวกับบีบีซีไทยผ่านล่ามเป็นภาษาจราย ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในกลุ่มมองตานญาด
แผลกายและแผลใจที่มีอยู่นับไม่ถ้วนในร่างกายของเธอ เกิดขึ้นเพียงเพราะเธอนับถือศาสนาคริสต์ และเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีประวัติศาสตร์อันร้าวฉานกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์
เหตุการณ์นั้นเพิ่งผ่านไปแค่ปีเดียว และยังคงฝังอยู่ในใจของเธอไม่รู้ลืม
ถ้าต่อสู้ จะโดนฆ่าเหมือนสามี
ข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2014 ระบุว่า เวียดนามมีประชากรราว 90 ล้านคน ราว 3/4 ของประชากรไม่ได้นับถือศาสนา แต่ปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อท้องถิ่นดั้งเดิม ที่เหลือแแบ่งเป็นชาวพุทธ 11 ล้านคน , ชาวคาลอลิก 6.2 ล้านคน, โปรแตสแตนท์ 1.4 ล้านคน และมุสลิม 7.5 หมื่นคน กลุ่มทางศาสนาต้องมีการจดทะเบียนภายใต้รัฐบาล ซึ่งจะผ่านการรับรองหรือไม่ขึ้นอยู่กับกรมศาสนา และกิจกรรมทางศาสนาจะถูกควบคุมโดยรัฐ
นิโคลัส เบเคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวกับบีบีซีไทยว่า รัฐบาลเวียดนามปกติแล้วจะปราบปรามเฉพาะกลุ่มทางศาสนาที่มีความคิดที่แตกต่างจากคอมมิวนิสต์ หรือมีความขัดแย้งในอดีตกับรัฐบาล ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงชาวมองตานญาด
"ส่วนมากแล้วชาวมองตานญาดไม่อยากจะจดทะเบียน เพราะเมื่อจดทะเบียนกับรัฐบาล คุณก็จะต้องถูกติดตามและดูแลโดยรัฐ" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/bbc thai
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2543 ที่บ้านหลังเล็ก ๆ ของซิว เคยเป็นที่ ๆ เพื่อนบ้านราว 50 คน มารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาคริสต์ในวันอาทิตย์
แต่สามปีให้หลัง บ้านที่คล้ายโบสถ์เล็ก ๆ แห่งนั้นต้องปิดตัวลงเมื่อสามีของเธอถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุม ช่วงนั้นเองเป็นช่วงที่ซิวถูกสั่งให้ไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจบ่อยครั้ง
บีบีซีไทยได้เห็นคำสั่งให้มารายงานตัวจากสถานีตำรวจ ที่ส่งไปยังบ้านของซิว ทั้งหมด 30 ใบ ตั้งแต่ปี 2544-2560 โดยมีการระบุเป็นภาษาเวียดนามว่า "ให้มาทำงาน" โดยไม่ระบุฐานความผิดอะไร
ซิวอ้างว่า ในแต่ละครั้งที่เธอไปที่สถานีตำรวจ เธอจะถูกสอบสวน ข่มขู่ และซ้อมทรมาน

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/bbc thai
"รัฐบาลเวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์ ทุกครั้งที่มาที่บ้านจะบอกว่าไม่ให้นับถือศาสนาคริสต์ เพราะกลัวว่าจะเสียความเชื่อในรัฐบาล" เธอกล่าว
สถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยประกอบบทความนี้ โดยระบุว่า เอกอัครราชทูตไม่ว่างที่จะให้สัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าว
ถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนา
ซิวอ้างว่าสามีของเธอซึ่งเป็นบาทหลวง เสียชีวิตเมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว เป็นการ "วิสามัญฆาตกรรม" จากตำรวจในท้องถิ่นโดนใช้ยาพิษใส่ลงไปในอาหาร ไม่นานนักก็ถึงคราวของเธอ
"ตำรวจบอกว่าจะฆ่าเราเหมือนตอนที่บอกว่าจะฆ่าสามี ตอนนั้นกลัวมาก" ซิว เล่าย้อนไปถึงตอนที่ตำรวจได้มาพบเธอที่บ้าน
วันหนึ่งซิวถูกคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจเป็นเวลา 7 โมงเช้าถึงตี 1 และถูกบังคับให้เซ็นเอกสารเพื่อเลิกนับถือศาสนาคริสต์ แต่เธอขัดขืน

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/bbc thai
ในขณะที่ถูกใส่กุญแจมือ เธออ้างว่าถูกเตะด้วยรองเท้าสีดำและตีด้วยกุญแจมือที่ซี่โครงและหลัง และใช้มือจิกผมพร้อมกับเอาหัวปากกาจิ้มเข้าที่หัวหลายครั้งจนเลือดไหล
สิ่งที่เกิดขึ้นกับซิวและสามี เป็นสิ่งที่ชนกลุ่มน้อยมองตานญาดหลาย ๆ คนประสบกับตัวเอง และสอดคล้องกับรายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติ ประจำปี 2561 ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำหนดให้เวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศเฝ้าระวัง
รายงานดังกล่าวระบุว่า กลุ่มมองตานญาดเป็นหนึ่งในหลายกลุ่มที่ถูกคุกคามทางศาสนา ซึ่งรวมไปถึงการห้ามไม่ให้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เรียกให้พบเจ้าหน้าที่ กดดันให้ยุติความเชื่อ ยึดที่ดิน และขู่ว่าจับกุมและซ้อมทรมาน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นใน จ.ดั๊กลัก จ่าวิญ บิ่ญเฟื้อก และกอนตูม
เบเคลัง จากแอมเนสตี้ฯ กล่าวว่า มีสองเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลปราบปรามชาวมองตานญาด คือ เหตุผลทางด้านศาสนา และเหตุผลทางด้านประวัติความขัดแย้งทางการเมืองกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์
ในช่วงสงครามเวียดนาม ระหว่างที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้ให้สิทธิ์แก่ชาวมองตานญาดในที่ราบตอนกลางในการปกครองตนเอง

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
แต่เมื่อฝรั่งเศสแพ้สงครามและเวียดนามได้รับอิสรภาพ รัฐบาลเวียดนามใต้ก็ได้ถอนสิทธิ์การปกครองตนเองแก่ชาวมองตานญาด ทำให้พวกเขาต้องต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตนเองอีกครั้ง
ต่อมาพวกเขาได้ร่วมมือกับกองทัพของสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับกองทัพทางเวียดนามเหนือ ในช่วงเวลานั้นเองที่ศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์เริ่มแผ่ขยายเข้ามาในเขตที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม
รัฐบาลเวียดนามยังมีแนวคิดเชิงลบกับศาสนาคริสต์โดยรวม เนื่องจากมองว่าเชื่อมโยงกับแนวคิดของชาติตะวันตก และอิทธิพลจากสหรัฐฯ
"ปัจจัยทางด้านศาสนาและประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ชาวมองตานญาดดูไม่ดีมาก ๆ ในสายตาของรัฐบาล" เบเคลัง กล่าว
นอกจากนั้นยังมีชาวม้งและเขมรใต้ ที่ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับชาวมองตานญาด
หนีมาไทย
ในวันที่ 2 ก.ค. ซิวเดินทางมาถึงประเทศไทยพร้อมกับหลานชาย

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
ที่ไทย เธอได้ลงทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR เป็น "บุคคลในความห่วงใย" ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในกระบวนการตัดสินของ UNHCR ว่าควรจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัย (refugee) หรือไม่
"เราคิดว่าถ้ามาไทยเราจะปลอดภัยและจะได้ไม่กลัวตำรวจจะมาที่บ้าน ไม่กลัวการติดคุกจากรัฐบาลอีกแล้ว" เธอกล่าว
ในหลายปีที่ผ่านมา ชาวคริสเตียนมองตานญาดหลายคนหนีภัยศาสนาจากเวียดนาม ส่วนมากผ่านทางประเทศกัมพูชา
ข้อมูลจาก UNHCR ระบุว่า ในปีที่แล้ว UNHCR ในไทยได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยที่มาจากเวียดนามทั้งหมด 450 คน และมีอีก 471 คนที่ยังรอการรับรองสถานะอยู่
แม้ว่า UNHCR จะไม่จำแนกผู้ลี้ภัยในแง่ของศาสนาหรือเชื้อชาติ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เกือบทั้งหมดที่อยู่ในไทยเป็นชาวมองตานญาด
ซิว หวังว่าเธอจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัย และได้ไปอยู่อาศัยในประเทศที่สาม เธอเคยได้ยินว่า มีคนมองตานญาดได้ไปสหรัฐฯ และแคนาดา

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
เจม เป็นหนึ่งในมองตานญาดชนเผ่าเอเด ที่ได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว หลังจากที่มาประเทศไทยเดือน ม.ค. ปี 2558 ตั้งแต่อายุ 15 ปี
ปัจจุบันเขาอายุ 19 ปี และอยู่ในระหว่างรอคำตัดสินการถูกส่งตัวไปยังประเทศที่สาม
ที่ไทย เจมได้เรียนภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และเรื่องสิทธิมนุษยชน
"ตอนที่เจมเรียนอยู่ รัฐบาลบอกว่า ถ้านับถือศาสนาคริสต์ เรียนจบจะไม่มีงานทำ เพราะเขาจะมองว่าทำงานให้ประเทศอเมริกา" เจมกล่าวกับบีบีซีไทยเป็นภาษาไทย "แต่เราคิดว่าศาสนาช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เรามีความหวังในอนาคต ได้เรียนรู้พระธรรมจากพระเจ้า…เราไม่มีความคิดเรื่องการเมือง หรือทำอะไรไม่ดีกับรัฐบาล"
อยู่อย่างหวาดกลัว
หลังจากที่คนในชุมชนของซิวถูกจับกุมที่ อ.บางใหญ่เมื่อเดือน ส.ค. ตำรวจก็ได้ลงพื้นที่มากขึ้น และเข้าไปสำรวจในสถานที่ต่าง ๆ เช่น บริเวณโบสถ์และโรงเรียน ทำให้เธอและเพื่อนคนอื่น ๆ ต้องย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/bbc thai
ที่พักแห่งใหม่ของเธอ มีผู้พักอาศัยร่วมห้อง 25 คน ที่อยู่ด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกจับกุม และท้ายที่สุดจะถูกส่งกลับไปยังประเทศเวียดนาม
ฮานนา แมคโดนัลด์ เจ้าหน้าที่ประสานงานองค์กร UNHCR ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่ถูกจับกุมเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ส่วนมากเป็นบุคคลในความห่วงใย และหนึ่งในสามเป็นเด็ก
ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายระดับประเทศที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัย ดังนั้น ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัย ตกอยู่ภายใต้กฎหมายเข้าเมือง หากพวกเขาไม่มีวีซ่าที่ถูกต้อง เขาอาจจะถูกมองว่าเป็น "คนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย" (illegal aliens) และอาจถูกกักกันโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หาก UNHCR ได้รับการแจ้งว่ามีผู้ที่ถูกจับกุม จะพยายามเข้ามาแทรกแซงเพื่อป้องกันการจับกุม
บุษฎี สันติพิทักษ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า แม้ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 แต่ไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่บุคคลเหล่านี้มาโดยตลอด ทั้งนี้ รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างพิจารณาเรื่องการเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ดังกล่าว

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/bbc thai
"ประเทศไทยจำเป็นต้องดูความสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันผล กระทบเชิงลบจากการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติกับการรักษาหลักการด้านมนุษยธรรมที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงหลังที่มีผู้โยกย้ายถิ่นฐานทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายจำนวนมากมายื่นขอแสวงหาที่พักพิงกับ UNHCR ที่กรุงเทพฯ" เธอกล่าวกับบีบีซีไทย
นอกจากนี้เธอยังกล่าวว่า ทางการไทยจับกุมผู้แสวงหาแหล่งพักพิงที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยชอบธรรมและเท่าเทียม และได้ให้การดูแลโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล โดยยึดหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) อีกทั้งยังให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยพยายามให้การดูแลแก่ผู้ที่ถูกกักตัวในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้เอ็นจีโอสามารถประกันตัวผู้ถูกกักได้
ปัจจุบัน ชาวมองตานญาด 85 คนถูกส่งไปยังสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่นับรวมผู้หญิงสี่คนที่ได้รับการปล่อยตัวให้ไปอยู่กับลูกเล็กที่บ้านพักของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ ๆ มีเด็กชาวมองตานญาดอีก 47 คน

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/bbc thai
ชุมชนมองตานญาดที่อื่นที่บีบีซีไทยได้ลงพื้นที่ไปสำรวจ ต่างก็อยู่อาศัยด้วยความหวาดกลัว
เนื่องจากไม่มีรายได้ พวกเขาอยู่ได้จากการรับข้าวสารและอาหารแห้งจากโบสถ์ และได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิต่าง ๆ เรื่องค่าที่พัก
ส่วนเจม แม้ว่าจะได้การรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสถานะของเขาในไทยจะถูกกฎหมาย เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายไทยตัวไหนที่รับรองสถานะการอยู่ในราชอาณาจักรอย่างถูกกฎหมายของบุคคลในความคุ้มครองของ UNHCR อีกทั้งการย้ายไปอยู่ประเทศที่สามก็อยู่ในดุลยพินิจของประเทศนั้น ๆ ซึ่งเจมบอกว่า "คงจะมีโอกาสน้อยมาก"
"เจมเองคิดว่าถ้าไปประเทศที่สามไม่ได้ ก็จะอยู่ไทย รอจนกว่าประเทศเจมเปลี่ยน ถึงกลับได้" เขากล่าว "เราอยากจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างมนุษย์ เราไม่อยากจะมีชีวิตเหมือนทาสอย่างที่เราเคยเป็นที่เวียดนาม"































