"บ็อกเซอร์" 1 ในชาวปากีสถานคริสเตียนกว่า 800 คน ที่หนีภัยศาสนาสู่มุมอับในไทย

ที่มาของภาพ, Boxer
- Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
อดีตแชมป์นักมวยที่เป็นหนึ่งในผู้แสวงหาที่ลี้ภัยชาวปากีสถานกว่า 800 คนในเมืองไทย เล่าถึงอดีตอันแสนเจ็บปวดที่ครอบครัวคริสเตียนของเขาถูกบังคับให้หันมานับถือศาสนาอิสลามจนถูกขู่ฆ่า ในขณะที่รอสถานะผู้ลี้ภัยมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ขณะที่สถานทูตปากีสถานปฏิเสธกรณีคุกคามคริสเตียนในปากีสถานทุกกรณี
ที่อพาร์ทเมนท์ขนาดประมาณ 15 ตารางเมตร ย่านสุขุมวิท เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวของชายสัญชาติปากีสถานและลูกชายอีก 3 คน เสื้อผ้าเก่าๆ ถูกกองกระจัดกระจายเต็มห้องที่มีขนาดเล็กมากสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของคน 4 คน ส่วนระเบียงได้กลายมาเป็นครัวขนาดย่อม ที่ครอบครัวดังกล่าวใช้เพื่อประกอบอาหาร
ชายวัย 54 ปีผู้นี้เรียกตัวเองว่า "บ็อกเซอร์" ซึ่งแปลว่า "นักมวย" โดยบ็อกเซอร์กล่าวว่าตนเองเป็นอดีตนักมวยชื่อดังระดับชาติของปากีสถาน แต่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าแข่งขันในระดับโอลิมปิก เนื่องจากไม่ยอมหันมานับถือศาสนาอิสลาม สุดท้ายต้องพาครอบครัวหลบหนีมาอยู่ประเทศไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้วหลังจากที่สมาชิกในครอบครัวถูกทำร้าย
"ผมเกิดมาเป็นคริสเตียนและจะตายเป็นคริสเตียน" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, BOXER
นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่บ็อกเซอร์ต้องเปลี่ยนจากชายที่มีฐานะดี มาเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้และต้องอดมื้อกินมื้อ แถมต้องเดินทางไปเยี่ยมภรรยาที่ถูกคุมขังที่สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เนื่องจากเธอไม่มีวีซ่า
บ็อกเซอร์ได้เล่าเรื่องราวของเขาโดยผ่านล่าม คือ ลูกชายคนโต และยอมให้บีบีซีไทยสัมภาษณ์ภายใต้เงื่อนไขว่าจะปกปิดชื่อจริงและไม่ถ่ายภาพใบหน้าของเขาในปัจจุบัน
นักมวยชื่อดัง
บ็อกเซอร์และครอบครัวเกิดและโตที่ละฮอร์ เมืองหลวงของแคว้นปัญจาบ ประเทศปากีสถาน
เขาเริ่มชกมวยเมื่ออายุ 13 ปี และเริ่มแข่งขันในระดับจังหวัดครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปี
บ็อกเซอร์เล่าว่า เขามีชื่อเสียงเพราะเป็นนักมวยที่ชกด้วยมือซ้าย และให้บีบีซีไทยดูรูปภาพและบทความภาษาอังกฤษในหนังสือพิมพ์ที่เขียนเกี่ยวกับชัยชนะของเขาในการแข่งขันต่างๆ ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยๆ ของภาพและบทความทั้งหมดที่ยังหลงเหลืออยู่ที่บ้านของเขาที่ปากีสถาน

ที่มาของภาพ, BOXER
"นักมวยส่วนใหญ่ถูกผมน็อคเอ๊าท์ในยกที่ 2" เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจ
บ็อกเซอร์กล่าวว่า สมัยก่อนเขาฝึกซ้อมอย่างหนักและมีโค้ชที่เข้มงวด ทำให้เขาติดทีมชาติในที่สุดและคว้ารางวัลมาหลายครั้ง และเคยได้รับมอบเหรียญรางวัลจากอดีตนายกรัฐมนตรีมุฮัมมัด คาน ชูเนโช ของปากีสถานอีกด้วย
ชัยชนะที่บ็อกเซอร์ภาคภูมิใจมากที่สุดเกิดขึ้นในปี 2522 เมื่อเขาได้ขึ้นชกกับนักมวยต่างชาติ
"พ่อผมบอกว่านักมวยคนนี้แข็งแรงมาก และขอร้องไม่ให้ผมขึ้นชกกับเขา แต่ผมบอกว่าผมจะทำให้ความภาคภูมิใจของนักมวยคนนั้นเปลี่ยนให้เป็นเศษผงเลย" บ็อกเซอร์กล่าว
วันนั้น ท่ามกลางคนดูนับพันคน บ็อกเซอร์สามารถทำให้คู่ต่อสู้น็อคเอาท์ภายใน 10 วินาที ซึ่งก็ยิ่งทำให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้น
ถูกกีดกัน
ความสำเร็จในอาชีพการงานของบ็อกเซอร์ทำให้เขากลายเป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวย จนสามารถส่งลูกชายทั้งสามคน ซึ่งปัจจุบันอายุ 17, 20 และ 23 ปี เรียนโรงเรียนนานาชาติและใช้ชีวิตอย่างสบาย

ที่มาของภาพ, BOXER
ขณะเดียวกันนั้น มีการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นศาสนาในประเทศอย่างเคร่งครัด
"ก่อนหน้านั้น ไม่มีปัญหาระหว่างชาวมุสลิมกับคริสเตียน" บ็อกเซอร์กล่าว
บ็อกเซอร์เองถูกผู้ใหญ่ในวงการมวยเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนศาสนาหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งเขาแจ้งความจำนงที่จะแข่งในเวทีนานาชาติในระดับโอลิมปิกในปี 2527 ที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ความหวังของเขาล้มเหลวเมื่อคณะกรรมการคัดเลือกนักกีฬาเอาชื่อของบ็อกเซอร์ออกก่อนที่เขาจะได้รับการคัดเลือก เนื่องจากเขาไม่ยอมหันมานับถือศาสนาอิสลาม
บ็อกเซอร์จำชื่อนักมวยที่ได้ไปโอลิมปิกแทนเขาได้ดี เขาคนนั้นชื่อ ฮุสเซน ชาห์ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม
แต่จากการตรวจสอบข้อมูลของบีบีซีไทยพบว่าฮุสเซน ชาห์ ไม่ได้ไปแข่งโอลิมปิกในปีนั้น
ในปี 2530 บ็อกเซอร์ตัดสินใจออกจากทีมชาติและประกอบอาชีพเป็นโค้ชจนถึงปี 2548

ที่มาของภาพ, BOXER
ทวีความรุนแรง
เมื่อคณะกรรมการคัดเลือกนักกีฬาไม่ประสบผลสำเร็จในการเกลี้ยกล่อมให้บ็อกเซอร์เปลี่ยนศาสนา ก็ได้ขอให้กลุ่มมุสลิมอื่นๆ ช่วยกันโน้มน้าวบ็อกเซอร์แทน จนกระทั่งมีกลุ่มหัวรุนแรงพยายามกดดันบ็อกเซอร์ทุกวัน จนมีการข่มขู่ว่าหากไม่มีการเปลี่ยนศาสนาจะฆ่าเขาและครอบครัว
ในระยะแรกมีชาวมุสลิมที่คอยให้ความช่วยเหลือบ็อกเซอร์ แต่พวกเขาถูกขู่เช่นกัน จึงทำให้บ็อกเซอร์ต้องต่อสู้เพียงลำพัง
บ็อกเซอร์เป็นห่วงความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว จึงย้ายไปอยู่อีกสถานที่หนึ่ง จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2556 เขาได้รับจดหมายจากกลุ่มมุสลิมที่ระบุว่ารู้ที่อยู่อาศัยของเขาและหากไม่เปลี่ยนศาสนาจะฆ่าทั้งตัวเองและครอบครัว
จนมีอยู่วันหนึ่งมี "กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง" บุกเข้ามาในบ้านและทำร้ายลูกชายคนกลางและภรรยาของบ็อกเซอร์ โดยลูกชายคนกลางถูกตัดริมผีปากด้านบนจนเนื้อทั้งสองข้างแยกออกจากกัน กระโหลกศีรษะแตก และถูกเจาะลิ้น ซึ่งบีบีซีไทยได้เห็นบาดแผลที่ริมฝีปากและที่ลิ้นของลูกชายคนกลางของบ็อกเซอร์ด้วย ส่วนภรรยาถูกหักนิ้ว

ที่มาของภาพ, BOXER
ขอความช่วยเหลือ
ในปี 2556 บ็อกเซอร์ได้ขอความช่วยเหลือจากโบสถ์ โดยบาทหลวงได้แนะนำให้บ็อกเซอร์ติดต่อขอความช่วยเหลือจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่ชื่อ Centre for Legal Aid Assistance & Settlement (CLAAS) ซึ่งได้ให้ที่พักพิงกับกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนา รวมถึงบ็อกเซอร์และครอบครัว แต่ถึงกระนั้นบ็อกเซอร์ก็เชื่อว่าเขาคงอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นาน
"ขณะนั้นผมเตรียมพร้อมที่จะไปไหนก็ได้เพื่อที่จะช่วยครอบครัว แต่สาเหตุที่เลือกประเทศไทยเพราะว่าง่ายต่อการขอวีซ่า" บ็อกเซอร์กล่าว
ด้วยความเร่งรีบที่จะออกจากประเทศให้ได้เร็วที่สุด บ็อกเซอร์ได้นำเสื้อผ้าและเงินบางส่วนติดตัวไปด้วย แต่ยังมีทรัพย์สินอีกมากที่ยังคงอยู่ที่ปากีสถาน
หลังจากที่บ็อกเซอร์และครอบครัวเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว โจเซฟ ฟรานซิส ผู้อำนวยการของ CLAAS ประจำปากีสถาน ได้เขียนจดหมายซึ่งต่อมาบ็อกเซอร์ได้ยื่นให้กับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

ที่มาของภาพ, BOXER
ในจดหมายดังกล่าว ฟรานซิสแสดงความกังวลว่าหากบ็อกเซอร์และครอบครัวถูกปฏิเสธสถานะผู้ลี้ภัยและต้องถูกผลักดันกลับปากีสถาน เขาจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ เนื่องจากปากีสถานถูกควบคุมอยู่ในอำนาจของกลุ่มหัวรุนแรง และรัฐบาลล้มเหลวในการปกป้องชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อย
อยู่แบบผิดกฎหมาย
ครอบครัวของบ็อกเซอร์เดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน 2557 และได้ขอความช่วยเหลือจาก UNHCR
ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้ UNHCR ได้ปฏิเสธการขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัยของบ็อกเซอร์และครอบครัว และปัจจุบันกำลังอยู่ในสถานะอุทธรณ์การตัดสินดังกล่าว
วิเวียน แทน โฆษก UNHCR ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า UNHCR ไม่สามารถให้ข้อมูลรายบุคคลได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับ แต่เธอกล่าวว่า ผู้ลี้ภัยชาวปากีสถานในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยประมาณ 4,500 คน และผู้แสวงหาที่ลี้ภัยกว่า 2,000 คนในประเทศไทยที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ไม่รวมถึงผู้ลี้ภัยชาวพม่ากว่า 100,000 คนที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนไทย-พม่า
ทั้งนี้ มีผู้ลี้ภัยชาวปากีสถานกว่า 2,000 คน และผู้แสวงหาที่ลี้ภัยชาวปากีสถานกว่า 800 คนที่ลงทะเบียนกับ UNHCR ในประเทศไทย
สถานการณ์เริ่มลำบากขึ้นเมื่อบ็อกเซอร์เป็นคนเดียวในครอบครัวที่สามารถทำวีซ่าได้ โดยเขาได้รับวีซ่าเกษียณอายุซึ่งต้องต่ออายุทุกปีและใช้เงินในการต่ออายุ 15,000-25,000 บาทต่อครั้ง
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 เจ้าหน้าที่ได้บุกทลายคอนโดแห่งหนึ่งที่มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ที่นั่นเป็นที่เดียวกันกับที่ภรรยาของบ็อกเซอร์สอนหนังสืออย่างลับๆ ให้กับเด็กๆ ที่ไม่สามารถเข้าเรียนโรงเรียนในไทยได้เนื่องจากไม่มีวีซ่าสำหรับเรียนหนังสือ ทำให้วันนั้นภรรยาของบ็อกเซอร์ถูกจับกุมไปด้วย และต้องถูกคุมขังที่สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจนถึงปัจจุบัน
ที่มา: วิเวียน แทน โฆษก UNHCR ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สตม. จะดำเนินคดีกับชาวต่างชาติที่เข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย ซึ่งระหว่างรอการส่งกลับ บุคคลที่ถูกจับกุมก็จะมีการยื่นคำขอแสวงหาที่ลี้ภัยกับ UNHCR
แม้ว่า UNHCR จะให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า จะพยายามเข้ามาแทรกแซงเพื่อป้องกันการจับกุมผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัยในกรณีที่ได้รับแจ้งว่าถูก สตม. จับกุม แต่ พ.ต.อ.เชิงรณกล่าวว่า แนวปฏิบัติดังกล่าวไม่สามารถทำได้ตามหลักกฎหมายไทย ซึ่งกฎหมายมีระบุเพียงว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีอำนาจให้ชาวต่างชาติอยู่พำนักได้ และที่ผ่านมา ครม. อนุญาตให้อยู่เฉพาะชาวต่างชาติที่ประสบภัยพิบัติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) อาจขอความร่วมมือ สตม. ในการชะลอการเนรเทศ ซึ่ง สตม. ก็ช่วยเหลือกรณีมนุษยธรรมเป็นครั้งๆ ไป
ด้านบุษฎี สันติพิทักษ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า แม้ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 แต่ไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่บุคคลเหล่านี้มาโดยตลอด ทั้งนี้ รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างพิจารณาเรื่องการเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ดังกล่าว
"ประเทศไทยจำเป็นต้องดูความสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันผล กระทบเชิงลบจากการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติกับการรักษาหลักการด้านมนุษยธรรมที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงหลังที่มีผู้โยกย้ายถิ่นฐานทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายจำนวนมากมายื่นขอแสวงหาที่พักพิงกับ UNHCR ที่กรุงเทพฯ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากปากีสถาน" เธอกล่าวกับบีบีซีไทย
นอกจากนี้เธอยังกล่าวว่า ทางการไทยจับกุมผู้แสวงหาแหล่งพักพิงที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยชอบธรรมและเท่าเทียม และได้ให้การดูแลโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล โดยยึดหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) อีกทั้งยังให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยพยายามให้การดูแลแก่ผู้ที่ถูกกักตัวในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้เอ็นจีโอสามารถประกันตัวผู้ถูกกักได้

ที่มาของภาพ, BOXER
'เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น'
สถานทูตปากีสถานประจำประเทศไทยปฏิเสธว่าความรุนแรงดังกล่าวมีอยู่จริง โดยอาเมียร์ นาวีด ที่ปรึกษาประจำสถานทูต กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ที่ปากีสถานไม่มีการโจมตีชาวคริสเตียน และผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์มีสิทธิเท่าเทียมกันกับมุสลิม
นาวีดอธิบายว่า 99% ของคริสเตียนในปากีสถานที่มาประเทศไทยไม่ใช่เพราะถูกทำร้าย แต่มาเพราะเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยค่าครองชีพถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศแถบยุโรป โดยอัตราการว่างงานที่ปากีสถานสูงถึง 5.9% และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ UNHCR ปฏิเสธสถานภาพผู้ลี้ภัยแก่บุคคลเหล่านั้น บีบีซีได้สอบถาม UNHCR ถึงเรื่องดังกล่าว แต่ไม่สามารถยืนยันตัวเลขดังกล่าวได้
"99% ของเรื่องราวต่างๆ ที่ถูกเล่าไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น" นาวีดกล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ได้รับสถานภาพผู้ลี้ภัยจะเป็นผู้ที่นับถือนิกายอามาห์ดียะห์ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ถือว่าเป็นมุสลิมตามรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, Getty Images
นาวีดกล่าวว่า แม้จะมีคริสเตียนปากีสถาน 1,000-1,500 คนที่อยู่ในไทยแบบผิดกฎหมายในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่จะทำงานไปด้วย ทั้ง ๆ ที่กฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยทำงาน แต่ทางสถานทูตก็ไม่เคยปฏิเสธการช่วยเหลือเมื่อมีการร้องขอมา และไม่เคยยึดหนังสือเดินทาง โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สถานทูตออกหนังสือเดินทางฉุกเฉิน 202 เล่ม ให้แก่ผู้ที่ทำหนังสือเดินทางหาย และต่ออายุหนังสือเดินทาง 69 เล่ม โดยทั้งหมดได้เดินทางกลับปากีสถานแล้ว และไม่พบว่ามีใครที่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด
"ทุกวันนี้มีอย่างน้อยวันละ 1-2 ครอบครัวที่กลับบ้าน และปัจจุบันแทบจะไม่มีชาวปากีสถานเข้ามาขอลี้ภัยในไทยเพราะพวกเขาไม่ได้รับผลลัพธ์ที่เขาต้องการ" นาวีดกล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีชาวปากีสถานประมาณ 25,000 คนที่อาศัยอยู่และทำงานอย่างถูกกฎหมาย และกว่า 100,000 คนที่เป็นชาวปากีสถานแต่เป็นสัญชาติไทย หรือสองสัญชาติ
สถานการณ์ที่อันตราย
บีบีซีสอบถามไปยังองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ซึ่งกล่าวตรงกันว่าเหตุการณ์การกระทำที่รุนแรงต่อผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ในปากีสถานมีอยู่จริง และไม่ใช่แค่กับชาวคริสเตียน แต่ผู้ที่นับถือนิกายอามาห์ดียะห์ก็ถูกกระทำคล้ายคลึงกัน
พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน องค์กร Fortify Rights ยืนยันว่า กลุ่มปากีสถานที่ขอลี้ภัยโดยมากจะมาด้วยเหตุผลทางศาสนาจริง เพียงแต่ว่าภัยประหัตประหารจะหนักหนาแค่ไหนที่จะขอสิทธิ์ลี้ภัยก็เป็นเรื่องที่ UNHCR ต้องคัดกรองอย่างละเอียดอีกที

ที่มาของภาพ, PUTTANEE KANGKUN
"เหตุผลที่ถูกใช้สำหรับคนปากีสถาน คือ ถ้าถูกละเมิดแบบที่เล่ามา ถ้าเขาย้ายไปอยู่เมืองอื่น ภัยประหัตประหารจะหมดไปหรือไม่ เพราะปากีสถานไม่ใช่ว่าทั้งประเทศที่ชนกลุ่มน้อยถูกกระทำ คือ ถ้าคุณย้ายเมืองแล้วอาจจะปลอดภัยก็ได้ ทาง UNHCR ก็อาจจะบอกว่าคุณอยู่ประเทศคุณได้ถ้าอยู่เมืองอื่น" นักวิจัยเรื่องผู้ลี้ภัย กล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า ผู้ลี้ภัยปากีสถานส่วนมากเป็นผู้ลี้ภัยที่มีฐานะ จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะขอลี้ภัยเพียงเพราะต้องการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของตัวเอง
ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชีย องค์กร Human Rights Watch กล่าวว่า ปัญหาของการถูกกดทางศาสนาในปากีสถานมาจากกฎหมายห้ามดูหมิ่นศาสนาอิสลาม (blasphemy law) ทำให้ชาวคริสเตียนในปากีสถานหวาดกลัวและหนีไปอยู่ประเทศอื่น ซึ่งหากสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นศาสนา ทั้งครอบครัวก็ต้องหนีไปด้วย
"เราขอเขาให้เปลี่ยนกฎหมาย เนื่องจากสร้างปัญหาให้คนศาสนากลุ่มน้อย แต่รัฐบาลปากีสถานนิ่งเฉยและไม่ยอมปกป้องคนที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นศาสนา" โรเบิร์ตสัน กล่าว
ชีวิตที่ไทย
เริ่มแรกบ็อกเซอร์และครอบครัวพักอยู่ที่อพารท์เม้นท์ย่านประชาอุทิศ ด้วยค่าห้องเดือนละ 2,500 บาท เมื่อร่วมกับค่าน้ำและค่าไฟก็เกือบ 4,000 บาท แต่สภาพความเป็นอยู่ที่แออัดและสกปรกมาก เนื่องจากมีมดและแมลงมาปนเปื้อนกับอาหาร ทำให้พวกเขาต้องย้ายมาพักแถวสุขุมวิทเมื่อประมาณสี่เดือนที่ผ่านมา โดยต้องเสียค่าเช่าห้องเป็นเงิน 3,600 บาทต่อเดือน ซึ่งเมื่อรวมกับค่าน้ำค่าไฟแล้วก็เกือบ 7,000 บาทต่อเดือน

ที่มาของภาพ, Getty Images
บ็อกเซอร์เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อศักดา แก้วบัวดี นักแสดงชื่อดังที่ให้ความช่วยเหลือผู้ขอลี้ภัยและผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ได้พบเขาครั้งแรกที่สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เมื่อประมาณครึ่งปีที่ผ่านมา โดยเห็นเขาทุกครั้งที่คนไปเยี่ยมคนที่นั่น
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศักดาไปเยี่ยมบ็อกเซอร์เป็นประจำ โดยมักจะนำอาหารและเงินบริจาคติดไม้ติดมือไปด้วย และเมื่อเดือนที่ผ่านมา เขาลงเรื่องราวของบ็อกเซอร์ลงไปในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำให้มีผู้บริจาคเงินเข้ามาช่วยเหลือบ็อกเซอร์เป็นจำนวนมาก

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ว่าครอบครัวบ็อกเซอร์จะอยู่ด้วยความยากลำบาก แต่ก็ยังมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอาหารปากีสถานแจกจ่ายให้กับชาวคริสเตียนที่อยู่สถานกักกัน แม้ว่าบางครั้งนั่นหมายความว่าตัวเองต้องอดมื้อกินมื้อก็ตาม
"ความยากลำบากเหล่านี้มันทำให้พวกเราเรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตในขณะที่ต้องสูญเสียอะไรหลายๆ อย่างมันเป็นยังไง" ลูกชายคนโตของบ็อกเซอร์กล่าว "มันยากนะ แต่บางครั้งการที่จะได้อะไรมาเราต้องสูญเสียอะไรบางอย่างก่อน"










