ระเบิดเอราวัณ: 2 ปีผ่าน อีกนานกว่าคดีจบ
- Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
คดีระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณไร้ความคืบหน้า หลังผ่านไป 2 ปีสืบพยานไปแค่ 2 ปากจาก 440 ปาก ทนายคาดคดีจบปี 2563
สองปีผ่านไปหลังจากที่นายอาเด็ม คาราดัก ตกเป็นผู้ต้องหาวางระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ชาวอุยกูร์วัย 32 ปียังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) เพื่อรอการพิจารณาคดีที่อาจใช้เวลาต่อไปอีก 3 ปี ตามความเห็นของทนายจำเลย
"ตอนนี้สภาพจิตใจดีขึ้น เพราะอาหารการกินได้อาหารฮาลาล ได้ปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างสมบูรณ์ กังวลใจอย่างเดียวว่าหลังเสร็จคดีจะถูกส่งกลับไปประเทศ" นายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายคาราดัก กล่าวกับบีบีซีไทย
ก่อนหน้านี้ นายชูชาติเคยออกให้สัมภาษณ์สื่อว่า ลูกความถูกพนักงานสอบสวนทรมานเพื่อให้รับสารภาพว่ามีส่วนร่วมในเหตุวินาศกรรมดังกล่าว
มาถึงขณะนี้ นายชูชาติกล่าวว่า ได้เข้าเยี่ยมลูกความครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยการเยี่ยมแต่ละครั้งจะเข้าไปพร้อมกับนายไมไรลี ยูซุฟู ชาวอุยกูร์อีกคนที่ตกเป็นจำเลยที่สองในคดี ซึ่งนายยูซุฟูจะช่วยแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาอุยกูร์ให้นายคาราดัก ซึ่งเคยเป็นที่สนใจของสื่อต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ นับตั้งแต่มีการจับกุมตัวไปจนถึงข้อกล่าวอ้างว่าได้ถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพ
เหตุระเบิดร้ายแรงที่เกิดขึ้นใจกลางเมืองหลวงครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และบาดเจ็บ 130 คน แต่การดำเนินคดีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีความคืบหน้า และแทบจะห่างหายไปจากความสนใจของสื่อ
การจับกุมตัว

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังจากเกิดเหตุระเบิดดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 และเหตุระเบิดที่ท่าเรือสะพานสาทรหนึ่งวันต่อมา ตำรวจเผยภาพจากกล้องวงจรปิดและออกหมายจับ "ชายเสื้อเหลือง" ผู้ต้องสงสัยวางระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ และ "ชายเสื้อฟ้า" ผู้ต้องสงสัยวางระเบิดท่าเรือสะพานสาทร จนนำไปสู่การจับกุมนายคาราดัก ชาวอุยกูร์ จากอพาร์ตเมนต์ย่านหนองจอก ในวันที่ 29 ส.ค.2558
สื่อหลายแขนงรายงานว่านายคาราดักเป็นคนตุรกีและมีพาสปอร์ตตุรกี ทำให้นายชูชาติ เกิดความสนใจขึ้นมาในฐานะที่เคยว่าความให้กับชาวตุรกีในไทยหลายคดี
"ผมและเพื่อนตุรกีสงสัยว่าคนตุรกีไม่เคยก่ออาชญากรรมแบบนี้ เลยว่าเดี๋ยวต้องตรวจสอบดูว่าใช่คนตุรกีหรือเปล่า" นายชูชาติเล่าย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เขาดูข่าวการจับกุมในวันนั้น
นายชูชาติได้เข้าพบนายคาราดักครั้งแรกในวันที่ 11 ก.ย. 2558 ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรี ซึ่งหลังจากการคุยกันไม่ถึง 2 ชม. นายคาราดักก็ได้เซ็นใบแต่งตั้งให้นายชูชาติเป็นทนายความ
"ตอนแรกเขาก็ไม่ได้บอกว่าเป็นตุรกีหรือไม่ เพียงแต่บอกว่ามีความประสงค์จะไปอยู่ตุรกี แต่วันนั้นยังไม่ทราบว่าเป็นอุยกูร์" นายชูชาติกล่าว
หลังจากนั้นนายคาราดักถูกย้ายไปยังเรือนจำ มทบ.11 โดยนายชูชาติได้เข้าเยี่ยมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ก.ย. และได้คุยกันเกือบ 6 ชม. จนกระทั่งรู้ความเป็นมาว่าเป็นชาวอุยกูร์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในวันเดียวกันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เหตุระเบิดไม่ใช่การตอบโต้ไทย หลังส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ให้จีน แต่มาจากผู้เสียผลประโยชน์ในการค้ามนุษย์ หลังจากก่อนหน้านั้นเพียง 1 เดือน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวีว่า แนวโน้มน่าจะเกิดจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์ทางการเมือง
รัฐบาลไทย พยายามปฏิเสธมาตลอดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการก่อการร้ายหรือการล้างแค้นของกลุ่มอุยกูร์ ชนกลุ่มน้อยมุสลิมในจีน แต่เป็นเรื่องการล้างแค้นของแกงค์ในประเทศ
พล.ต.อ. ดร.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติขณะนั้น แถลงว่า ไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุระเบิดเป็น"การก่อการร้าย" เพราะ จะกระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ในเดือน ก.ย. ตำรวจออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 17 คน แต่หลายคนได้หลบหนีไปต่างประเทศ ต่อมาได้จับกุมนายไมไรลี ยูซุฟู ชาวอุยกูร์ ขณะเตรียมหลบหนีข้ามแดนจาก จ.สระแก้ว ไปยังกัมพูชา โดยนายยูซุฟูและนายคาราดักขึ้นศาลทหารรับฟังข้อกล่าวหาทั้งหมด 10 ข้อหาในเดือน พ.ย.

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทั้งนี้ นายชูชาติกล่าวว่า นายคาราดักเดินทางเข้ามายังไทยเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2558 ซึ่งเป็นวันที่หลังจากเกิดเหตุระเบิด โดยเขาถูก "แก๊งค้ามนุษย์" นำพาตัวมายังประเทศไทย เนื่องจากต้องการหนีจากประเทศจีนเพื่อไปทำงานในประเทศมาเลเซียและเดินทางต่อไปยังตุรกี
ถูกซ้อมทรมาน
ในวันที่ 17 พ.ค. 59 ขณะเดินทางไปศาล ผู้ต้องหาทั้ง 2 ร้องเรียนผู้สื่อข่าวว่าถูกซ้อมทรมาน และไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่รักษาการอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้นปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง
"[นายคาราดัก] ได้เซ็นเอกสารการสอบถามของเจ้าหน้าที่ทหาร และมีการระบุข้อความว่ารับสารภาพ เขาไม่รู้ข้อความเหล่านี้เนื่องจากไม่ได้รับการแปลอย่างถูกต้อง เขาก็เลยอ้างว่าถูกซ้อมทรมาน ก็ยื่นคำให้การในศาลไป จะจริงจะเท็จเราก็ไม่ทราบ" นายชูชาติกล่าวกับบีบีซีไทย
ในช่วงแรกผู้ที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาไทย-อังกฤษให้กับจำเลยเป็นคนไทยที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจัดหามาให้ แต่จำเลยไม่ยอมรับ ต่อมาล่ามภาษาอุยกูร์-อังกฤษคนใหม่ถูกจับข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง ทำให้ต้องหาล่ามคนใหม่ ซึ่งเป็นล่ามชาวอุซเบกิสถานที่ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจัดหามาให้ แต่พูดภาษาอุยกูร์ไม่ได้ จึงสื่อสารกับจำเลยไม่ได้ ล่าสุดสถานทูตจีนได้ส่งล่ามแปลภาษาอุยกูร์-อังกฤษ-จีน มา 2 คน

ที่มาของภาพ, BBC THAI
"ทีแรกจำเลยกังวลอยู่เหมือนกัน เพราะถูกรัฐบาลจีนส่งมา แต่พอแปลไปแล้ว ทำหน้าที่ได้ดี เขาก็โอเค" นายชูชาติกล่าว
ความคืบหน้าทางคดี
คดีนี้เริ่มมีการสืบพยานปากแรกเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว โดยเป็นพยานฝ่ายโจทก์ คือ พ.ต.ท.สมเกียรติ พลอยทับทิม พนักงานสอบสวน และปัจจุบันอยู่ในช่วงของการสืบพยานฝ่ายโจทก์ปากที่ 2 คือ พ.ต.ท.ทวยเทพ เดวิด วิบุลศิลป์ ล่ามฝ่ายตำรวจที่ทำหน้าที่แปลภาษาไทย-อังกฤษ
พยานฝ่ายโจทก์ในคดีนี้มีทั้งหมด 400 ปาก และฝ่ายจำเลย 40 ปาก โดยนายชูชาติประเมินว่าการพิจารณาคดีดังกล่าวจะใช้เวลาจนถึงปี 2563 เนื่องจากจำเลยเป็นชาวต่างชาติและภาษาที่ใช้เป็นภาษาเฉพาะ
"เริ่มต้นศาลจะถามพยานเป็นภาษาไทย แล้วมีล่ามที่เป็นคนไทย แปลจากไทยเป็นอังกฤษ ล่ามจากจีนจะแปลจากอังกฤษเป็นอุยกูร์ให้จำเลยฟัง เป็นอย่างนี้ตลอด" นายชูชาติกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขึ้นศาลทหาร
คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีที่เป็นเป้าสายตาของสาธารณชนกรณีที่จำเลยยังคงถูกดำเนินคดีในศาลทหาร แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีคำสั่งฉบับที่ 55/2559 ที่ประกาศเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2559 ยุติการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหารสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นหลังจากวันดังกล่าว เนื่องจากกรณีนี้การดำเนินคดีเกิดก่อนคำสั่งดังกล่าว
นายคิงสลีย์ แอ๊บบอต ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศอาวุโสโครงการเอเชีย-แปซิฟิคของคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล กล่าวว่า ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNCHR) ได้ซักถามผู้แทนไทย ถึงแนวทางย้ายคดีพลเรือนจากศาลทหารกลับไปที่ศาลพลเรือน แต่ประเทศไทยไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนแก่คณะกรรมการ
"จำเลยทั้งสองควรจะถูกโอนย้ายไปยังศาลพลเรือนทันที และระยะเวลาของการดำเนินคดีควรจะเริ่มต้นและเสร็จสิ้นในเวลาที่พอเหมาะพอควร" นายแอ๊บบอตกล่าวกับบีบีซีไทย พร้อมเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยยังมีภาระผูกพันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่จะทำการสืบสวนที่เป็นกลางเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการซ้อมทรมาน ซึ่งไม่ชัดเจนว่ามีการกระทำดังกล่าวหรือไม่ในคดีนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่นายชูชาติกล่าวว่า ตนมีความเชื่อมั่นในศาลทหาร ซึ่งถ้าจำเลยกระทำผิดจริง ก็ต้องได้รับโทษ แต่เท่าที่ตนดูมา หลักฐานต่างๆ ยังไม่มีปรากฏชัดถึงนายคาราดัก
"เท่าที่ผ่านมา คดีศาลทหาร เรากลัวกันว่าจะเป็นเรื่องของทหาร แต่ความเป็นจริงศาลค่อนข้างเปิด แม้กระทั่งสื่อก็เข้าดูได้ น่าจะดีกว่าศาลธรรมดาอีก เพราะเปิดโอกาสมากทีเดียว" เขากล่าว









