ประกันคุณภาพการศึกษาไทย: ตัวช่วยหรือตัวถ่วง อ. มหาวิทยาลัย ?

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
- Author, ฐิติพล ปัญญาลิมปนันท์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การเปิดเผยรายชื่อ 182 หลักสูตรมหาวิทยาลัยที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ทำให้เกิดการตอบโต้จากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นข้อถกเถียงในหมู่อาจารย์
นับตั้งแต่ประกาศใช้เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา หรือ "มคอ." เป็นหัวข้อที่อาจารย์หลายคนตั้งคำถามมาตลอดว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่ และเหมาะกับโลกปัจจุบันแค่ไหน
สกอ. ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า ใจความของระบบประกันคุณภาพการศึกษา คือการดูแลผลประโยชน์ของผู้เรียน เสริมสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และประสิทธิภาพของระบบนั้นจะมีคุณภาพเท่า ๆ กับคุณภาพอาจารย์ในระบบ
มคอ.คืออะไร
ปี 2546 การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นโจทย์อันดับหนึ่งของวงการศึกษาไทย โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเร่งด่วนเพื่อให้ทันกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ หลายฝ่ายร่วมกันพัฒนากรอบมาตรฐานการศึกษาเป็นเวลานานกว่า 6 ปี ก่อนจะประกาศใช้จริงในปี 2552
แต่ไม่นานหลังจากนั้น ในปี 2553 อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวน 400 คนร่วมลงชื่อในจดหมายต่อต้านการบังคับใช้ มคอ. ซึ่งพวกเขาเรียกว่าเป็น "พันธนาการเชิงเทคนิค" ที่สร้าง "มาตรฐานเดี่ยวและบังคับใช้เหมือนกันหมด (standardization)" และปิดกั้นความเป็นอิสระในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์, 1
"มันเป็นระบบที่มันไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง ซึ่งถ้าคนที่ทำส่วนมากไม่ศรัทธา มันก็นำไปสู่งานเพิ่มโดยใช่เหตุ" ผศ.ไพลิน กิตติเสรีชัย อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทย
ผศ.ไพลิน เป็นหนึ่งในอาจารย์ที่ลงนามในจดหมายคัดค้านครั้งนั้น และทุกวันนี้ยังคงต้องเตรียมเอกสาร มคอ.3 และ มคอ.5 สำหรับวิชาที่รับผิดชอบ
นอกจากนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคน กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เอกสารเหล่านี้จะเขียนออกมาอย่างไรก็ได้เพื่อให้ตรงกับกรอบมาตรฐาน ทำให้คนที่ได้ประโยชน์จากระบบนี้ คือคนที่เขียนเก่ง ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่คนที่ทำงานเก่ง และเป็นเรื่องปกติที่อาจารย์อาวุโสบางคนที่ไม่ชำนาญงานเอกสารต้องให้เจ้าหน้าที่หรือนักศึกษาช่วยทำ
อาจารย์หัวหน้าหลักสูตรคนหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม เปรียบเทียบระบบ มคอ. ว่าเป็นเหมือน "สงครามกระดาษ" ที่เพิ่มความกังวลและความเครียด และสังเกตว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา มันทำให้อาจารย์ห่างเหินกับนักศึกษาเพราะต้องใช้เวลาไปกับงานเอกสารที่เพิ่มขึ้น
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์, 2
งานเอกสารมากแค่ไหน?
ในแต่ละวิชาที่สอน อาจารย์แต่ละคนจะต้องทำ มคอ.3 หรือ รายละเอียดของรายวิชา ซึ่งคล้ายกับแผนการสอนแบบละเอียดที่ระบุว่าในแต่ละสัปดาห์จะสอนอะไรบ้างและมีการวัดผลอย่างไร เมื่อนักศึกษาสอบเสร็จ ผู้สอนจะต้องจัดทำ รายงานผลการดําเนินการของรายวิชา (มคอ.5) เพื่อประเมินว่าสอนได้ตรงตามแผนหรือไม่
หากนักศึกษามีการฝึกงานอาจารย์จะต้องจัดทำ รายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม (มคอ. 4) และ รายงานประสบการณ์ภาคสนาม (มคอ. 6) ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะถูกนำไปประมวลเป็น รายงานผลการดําเนินการของหลักสูตร (มคอ.7) เพื่อใช้ปรับปรุงหลักสูตร (มคอ.2) ต่อไป
หลายมหาวิทยาลัยได้สร้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายใน เพื่อช่วยให้อาจารย์กรอกข้อมูลและรวบรวม มคอ. ได้ง่ายขึ้น ผศ.ไพลิน กล่าวว่าการกรอกแบบฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้ใช้เวลามากจนเป็นปัญหา แต่ความสงสัยในประสิทธิภาพของระบบต่างหากที่ทำให้หลายคนคัดค้าน
"ถ้าเสียเวลามากขึ้นแล้วได้อะไร เรายอมนะ ยินดีจะเสียเวลามากกว่านี้ หากเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์จริง" ผศ.ไพลิน กล่าว
ผศ.ไพลิน อธิบายว่า "ศาสตร์" คือความหลากหลาย ดังนั้น "คุณภาพ" จึงไม่ควรมีความหมายว่า "ดีเหมือนกันหมด" พร้อมกับ ยกตัวอย่างหนึ่งในคำถามที่ใช้ประเมินหลักสูตร
"ทำงานตรงสายหรือเปล่า มันง่ายกว่าถ้าคุณเป็นหมอ ทนาย หรือวิศวกร ถ้าสอนรัฐศาสตร์ จะให้เด็กเป็นนายกฯ หรือปลัดเหรอ ถ้าสอนปรัชญาเด็กต้องจบไปเป็นนักปรัชญาเหรอ"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
5 ด้านที่ทุกหลักสูตรต้องมี
หากเปรียบการทำเอกสาร มคอ.2 - มคอ.7 เป็นกระบวนการเรียนรู้และปรับปรุงหลักสูตรภายในมหาวิทยาลัย มคอ.1 หรือ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ก็เป็นเหมือนจุดตั้งต้นของทุกหลักสูตรในประเทศไทย ซึ่งกำหนดให้ครอบคลุมอย่างน้อย 5 ด้านตั้งแต่ปี 2552 ได้แก่
- ด้านคุณธรรม จริยธรรม
- ด้านความรู้
- ด้านทักษะทางปัญญา
- ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ
- ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ
สกอ.ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่าทั้งหมดนี้เป็นแนวทางให้อาจารย์แต่ละวิชาตีความให้เข้ากับสาขาวิชาได้
นอกจากนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการยังได้ประกาศ มาตรฐานคุณวุฒิเพิ่มเติมสำหรับหลักสูตรในอย่างน้อย 32 สาขาวิชา เพื่อให้สอดคล้องกับสาขานั้น ๆ มากขึ้น
นั่นหมายความว่าจำนวนหน่วยกิตและวิชาแกน สำหรับหลักสูตรสาขาคอมพิวเตอร์ จะใช้มาตรฐานคนละชุดกับหลักสูตรสาขาบัญชี แต่ทั้งคู่ยังครอบคลุม 5 ด้านข้างต้น ขณะที่อีกหลายสาขาวิชาที่ยังไม่มี่กรอบมาตรฐานคุณวุฒิเป็นของตัวเอง
มหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย มีหลักสูตรรวมกันมากกว่า 10,000 หลักสูตร และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่ามากหรือน้อย แต่ละหลักสูตรจะต้องส่ง มคอ.2 มาที่ สกอ. เพื่อรับทราบและบันทึกข้อมูล ในบางปีอาจมีมากกว่า 3,000 หลักสูตร คิดเป็นเอกสารไม่ต่ำกว่า 1 แสนหน้า ซึ่ง สกอ. มีแนวคิดที่จะนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาทดแทนในอนาคต
เมื่อหลักสูตรไม่ผ่านเกณฑ์
เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา สกอ. เปิดเผยรายชื่อ 182 หลักสูตรที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในปีการศึกษา 2558 และ 2559 ซึ่งส่วนมากเป็นเพราะจำนวนและคุณสมบัติของอาจารย์ประจำหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
มหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องไม่พอใจเพราะ 59 จาก 182 หลักสูตรนั้นได้ถูกปิดไปแล้ว อาทิเช่น หลักสูตร ป. โท สาขาวิชาการบริหารจัดการกอล์ฟ ของ ม.รามคำแหง และหลักสูตร ป. ตรี สาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดีย ของ ม.ราชภัฏยะลา
สกอ. มีหน้าที่กำกับดูแลการประกันคุณภาพภายใน ไม่ใช่บังคับหรือลงโทษมหาวิทยาลัย แต่ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประกันคุณภาพการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แย้งว่าในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น
"เรียนตรง ๆ เลย คือ สกอ. ค่อนข้างสับสนในบทบาทของตนเอง เพราะบทบาทของ การประกันคุณภาพภายในนั้นมีเพื่อการพัฒนาเป็นหลัก" ดร.ธีรเวช กล่าว

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ดร.ธีรเวช อธิบายว่างานประกันคุณภาพการศึกษาของไทยมีสองแบบคือ แบบภายนอกที่รับผิดชอบโดย สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ส่วนแบบภายใน สกอ. มีหน้าที่กำกับดูแลให้แน่ใจว่ามีกลไกการประกันคุณภาพ
"สกอ. กำหนดให้มหาวิทยาลัย ทำตามและส่งให้ สกอ. ซึ่งใช้คำว่ารับทราบ ไม่เคยใช้คำว่ารับรอง แต่ตอนประกาศผล มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าไม่ผ่าน ผมว่ามันแปลก ๆ " ดร.ธีรเวช กล่าว
ดร.ธีรเวช เล่าว่า การตั้งมาตรฐานของ สกอ. ซึ่งใช้กันมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี เป็นสิ่งที่พูดคุยกันมากในแวดวงการศึกษา โดยเขามองว่ายังมีส่วนที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละที่
"เกณฑ์ของ สกอ. เป็นแบบ 'one size fits all' (ขนาดเดียว) ไม่สนว่ามหาวิทยาลัยเล็กใหญ่ ใช้เกณฑ์เดียวกันหมด แต่ละมหาวิทยาลัยมีบริบทที่แตกต่างกัน อย่างหลักสูตรวิศวกรรมและคหกรรมก็ไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกัน" ดร.ธีรเวช กล่าว
เขาเชื่อว่ามาตรฐานของแต่ละมหาวิทยาลัยควรจะวัดจากคำสัญญาที่แต่ละมหาวิทยาลัยบอกกับสังคม

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
นอกจากนี้ ดร.ธีรเวช ยังอธิบายว่ากฎเกณฑ์บางอย่างทำให้การจ้างอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นไปได้ยาก เพราะกำหนดให้เชิญบุคคลภายนอกมาสอนได้ไม่เกิน 50% โดยเฉพาะเมื่อต้องการเปิดหลักสูตรใหม่ที่มีการบูรณาการข้ามสาขา
"ถ้าเราเจอคนเก่งที่สุดในอุตสาหกรรม เราไม่สามารถเชิญท่านมาสอนทั้งคอร์สได้ … ศาสตร์วิชาใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน สกอ. บอกว่าต้องมีวุฒิตรงหรือสัมพันธ์เท่านั้น ให้มหาวิทยาลัยดุลพินิจ แต่พอเสร็จส่งไป สกอ. บอกว่าไม่สัมพันธ์ อย่าง วิศวกรรมชีวการแพทย์ ถ้าเอาคนจบด้านนี้โดยตรงเป๊ะ มันก็ไม่มี หรือหลักสูตรป.โท นาฏศิลป์ไทย หาคนจบ ป.เอก นาฏศิลป์ไทย ก็ไม่สามารถหาได้"
ทั้งนี้ สกอ. ชี้แจงกับบีบีซีไทยว่า ผลงานทางวิชาการและการทำงานสามารถใช้พิจารณาเป็นคุณวุฒิของอาจารย์ได้ แต่มหาวิทยาลัยควรเปิดหลักสูตรก็ต่อเมื่อมีความพร้อมทางด้านบุคลากร เพื่อประโยชน์ของนักศึกษา และย้ำว่าการเปิดหลักสูตรใหม่เป็นอำนาจตัดสินใจและความรับผิดชอบของแต่ละมหาวิทยาลัย

ที่มาของภาพ, Getty Images
อนาคตมหาวิทยาลัยไทย
ประเทศไทยกำลังกลายเป็นสังคมสูงวัย ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราเกิดที่ลดลงในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา และหมายถึงจำนวนนักศึกษาทั่วประเทศที่ลดลงอย่างมากในปัจจุบัน
นั่นทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยเข้มข้นขึ้น ขณะที่กำไรมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้รัฐบาลยังมีแนวคิดที่จะจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา แยกออกจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้มหาวิทยาลัยไทยในการแข่งขันกับต่างชาติ
แต่นั่นอาจไม่พอที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานของมหาวิทยาลัยไทย ตามความเห็นของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบัน ทีดีอาร์ไอ
"มหาวิทยาลัย มีองค์ประกอบแตกต่างกัน หลากหลายเหลือเกิน แต่ว่าทุกวันนี้ถูกรวมมาเป็นก้อนเดียวกัน ถูกปฏิบัติเหมือนกันหมด ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนา และยังไม่มีอิสระเท่าที่ควร" ดร.สมเกียรติ กล่าวในรายการ ในรายการ ที่นี่ ThaiPBS
การศึกษาของ ทีดีอาร์ไอ ยังระบุด้วยว่ามหาวิทยาลัยที่แตกต่างกันควรมีตัวชี้วัดที่ต่างกันไป เช่น มหาวิทยาลัยวิจัย ที่มีเป้าหมายศึกษาวิจัย ควรใช้อันดับทางวิชาการและงานวิจัยเป็นตัวชี้วัด ขณะที่มหาวิทยาลัยเปิด ซึ่งมีหน้าที่สร้างโอกาสทางการศึกษา ควรจะวัดผลจากโอกาสที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังแนะนำให้หรือลดการกำกับดูแลลง เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีอิสระมากขึ้น








