งานวิจัยสหรัฐฯ ชี้เวลาออกกำลังกายที่ให้ผลดีที่สุดของผู้ชายและผู้หญิงต่างกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, โดย ฟิลิปปา ร็อกซ์บี
- Role, ผู้สื่อข่าวด้านสุขภาพ
งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาชี้ว่า ช่วงเวลาในการออกกำลังกายให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดสำหรับผู้ชายและผู้หญิงอาจไม่เหมือนกัน
ทีมนักวิจัยพบว่า ผู้หญิงเผาผลาญไขมันในร่างกายได้มากกว่าจากการออกกำลังกายตอนเช้า แต่สำหรับผู้ชายจะเป็นช่วงเย็น
ทีมนักวิจัยบอกว่า สิ่งที่ค้นพบหลายอย่างในเรื่องนี้เป็นผลมาจากการทดลองกับผู้ชาย
ทั้งเรื่องฮอร์โมน นาฬิกาชีวภาพ และวงจรการตื่นและนอนหลับ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลการทดลองกับผู้ชายและผู้หญิงออกมาต่างกัน
ในช่วงเวลา 12 สัปดาห์ นักวิจัยคอยสังเกตผู้ชาย 30 คน และผู้หญิง 26 คน ซึ่งอายุระหว่าง 25-55 ปี และล้วนมีสุขภาพดีและกระฉับกระเฉง ดูว่าพวกเขามีปฏิกริยาต่อการทดสอบสมรรถภาพร่างกายแบบต่าง ๆ อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการยืดตัว, วิ่งเร็ว, และความทนทาน
คนกลุ่มหนึ่งออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงก่อนเวลา 08.30 น. ขณะที่อีกกลุ่มทำเหมือนกันแต่เป็นระหว่าง 18.00 ถึง 20.00 น. อย่างไรก็ดี ผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนกินอาหารที่ได้รับการจัดเตรียมมาเป็นพิเศษเหมือนกัน
นักวิจัยคอยวัดความดันโลหิต และไขมันในร่างกาย ตลอดช่วง 12 สัปดาห์ รวมถึงวัดความยืดหยุ่นและพละกำลังของผู้เข้าร่วมการทดลองในตอนต้นกับตอนท้ายด้วย
แม้ว่าทุกคนล้วนมีสุขภาพดีขึ้นหลัง 12 สัปดาห์ผ่านไป แต่ ดร.พอล อาร์เซอริโอ ผู้นำการวิจัยและศาสตราจารย์ด้านสุขภาพจากวิทยาลัยสกิดมอร์ในรัฐนิวยอร์ก บอกว่าเขาสังเกตเห็นว่าช่วงเวลาที่ออกกำลังกายให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง
ตอนเช้าหรือตอนเย็น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.อาร์เซอริโอ บอกว่า เมื่อดูจากผลการทดลองแล้ว ผู้หญิงที่อยากลดไขมันช่วงท้องและลดความดันโลหิตควรออกกำลังกายตอนเช้า
นี่เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าไขมันส่วนท้องจะไปเกาะตัวรอบอวัยวะภายในที่สำคัญอย่างเช่น ตับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
อย่างไรก็ดี ดร.อาร์เซอริโอ บอกว่า ผู้หญิงที่อยากจะเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อของร่างกายส่วนบน รวมถึงทำให้อารมณ์ดีขึ้น กินอาหารได้ดีขึ้น ควรออกกำลังกายตอนเย็น
สำหรับผู้ชายที่เข้าร่วมการทดลอง ช่วงเวลาที่ออกกำลังกายมีผลน้อยกว่า แต่ ดร.อาร์เซอริโอ บอกว่า การออกกำลังกายตอนเย็นดีที่สุดสำหรับผู้ชายที่อยากมีสุขภาพหัวใจ ระบบเผาผลาญ รวมถึงสุขภาพจิตดีขึ้น
เมื่อร่างกายมีระบบเผาผลาญดีขึ้นก็จะลดความเสี่ยงการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

ที่มาของภาพ, EPA










