ไอเอส : บีบีซีพาไปดูความเป็นอยู่ของภรรยาและลูก ๆ ของนักรบไอเอสในค่ายในซีเรีย

ที่มาของภาพ, Jewan Abdi
- Author, ปูนัม เทอเนเจอ
- Role, บีบีซีเอเชียนเน็ตเวิร์ก
ค่ายอัลฮอล์ เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สิ้นหวัง และภัยอันตราย
ที่นี่เป็นที่อยู่ของภรรยาและลูก ๆ ของนักรบกลุ่มไอเอส หรือกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (Islamic State - IS) เป็นเหมือนเมืองขนาดย่อมที่หลายครอบครัวอาศัยอย่างเบียดเสียดในเต็นท์ ล้อมรอบด้วยรั้วลวดหนาม หอสังเกตการณ์ และผู้คุมพกอาวุธ
ค่ายที่ตั้งอยู่ในทะเลทรายนี้อยู่ห่างจากเมืองอัลมาลิกคียาห์ไป 4 ชั่วโมง อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรียซึ่งติดพรมแดนตุรกี
ผู้หญิงที่นั่นใส่ชุดสีดำและนิกอบ (Niqab) ซึ่งเป็นผ้าคลุมหน้าที่เปิดแค่ตา บางคนวางตัวเย็นชา ขณะที่บางคนแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ชัดเจน
แต่ก็มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่ยอมคุยกับฉัน พวกเขามาจากยุโรปตะวันออกทั้งหมด
ฉันถามว่าพวกเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่พวกเธอก็ไม่ยอมบอกอะไรมาก เอาแต่โทษสามีของพวกเธอที่ตัดสินใจเดินทางหลายพันไมล์มาเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอส และอยู่ภายใต้กลุ่มผู้ปกครองที่ทรมาน สังหาร หรือเอาคนหลายพันคนไปใช้เป็นทาส
ที่นี่มีคนถูกกักตัวอยู่ 6 หมื่นคน โดยมีครอบครัวของนักรบไอเอสจากต่างประเทศ 2,500 ครอบครัว หลายคนอยู่ที่นี่ตั้งแต่การพ่ายแพ้ของกลุ่มจีฮัดที่เมืองบากูซ เมื่อปี 2019
ผู้หญิงเหล่านี้ระมัดระวังตัวเวลาเล่าอะไร ไม่ได้กลัวผู้คุม แต่กลัวผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่มีแนวคิดไอเอสอย่างสุดโต่งและบังคับใช้กฎต่าง ๆ ในค่ายแห่งนี้ เมื่อตอนเช้ามืดของวันที่ฉันคุยกับผู้หญิงเหล่านี้อยู่ มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกฆาตกรรม
ความรุนแรงและการบ่มเพาะความคิดสุดโต่งเป็นปัญหาสำคัญที่กองกำลังประชาธิปไตยซีเรียซึ่งนำโดยชาวเคิร์ด ซึ่งเป็นผู้ดูแลค่าย ต้องจัดการ
ดร.อับดุลคารีม โอมาร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเขตที่ปกครองโดยชาวเคิร์ดทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย ยอมรับว่า กลุ่มไอเอสยังควบคุมความเป็นไปในค่ายอัลฮอล์ อยู่ โดยเขาบอกว่าผู้หญิงในค่ายซึ่งมีความคิดอย่างสุดโต่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความรุนแรงส่วนใหญ่

ที่มาของภาพ, Jewan Abdi
ในค่ายมีเด็ก ๆ เต็มไปหมด ซึ่งติดตามพ่อแม่มาซีเรียจากเอเชีย แอฟริกา และยุโรป
ไม่มีอะไรให้เด็ก ๆ ในค่ายนี้ทำมากนัก มีเด็กบางคนปาหินใส่รถตอนเราขับผ่านส่วนของค่ายที่เป็นที่อยู่ของชาวต่างชาติ กระจกด้านผู้โดยสารแตก แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ เด็กคนอื่น ๆ นั่งอยู่เฉย ๆ นอกเต็นท์ และก็มองสิ่งรอบตัวอย่างใจลอย
เด็กเกือบทุกคนเคยเผชิญกับความโหดร้ายที่คนส่วนใหญ่ไม่อาจจินตนาการได้ ต้องย้ายที่พักอาศัยตลอดเวลาขณะกลุ่มไอเอสพยายามจะปกป้องดินแดนที่พวกเขายึดครองได้ในอิรักและซีเรีย
เด็กหลายคนเผชิญกับสงครามมาทั้งชีวิตและก็ไม่เคยไปโรงเรียน ส่วนใหญ่ต้องเสียพ่อหรือแม่ไปอย่างน้อยก็คนใดคนหนึ่ง บางคนได้รับบาดเจ็บรุนแรง ฉันเห็นเด็กชายที่ขาขาดข้างหนึ่งค่อย ๆ เดินไปตามพื้นที่ขรุขระและเต็มไปด้วยฝุ่น
ในค่ายนี้ มีมาตรการตรวจค้นเป็นประจำเพื่อพยายามป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ เด็กผู้ชายที่อายุมากหน่อยก็จะถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง เมื่อพวกเขาโตเป็นวัยรุ่นแล้วก็จะถูกแยกจากครอบครัวและส่งไปอยู่สถานกักกันอีกแห่งที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยแน่นหนากว่า
ดร. โอมาร์ บอกว่า พวกเขาไม่มีทางเลือก เพราะเด็กเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อตัวพวกเขาเองและคนอื่น โดยพวกเขาสามารถติดต่อกับแม่ได้ผ่านเจ้าหน้าที่คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Red Cross - ICRC)
ค่ายโรซ์ เป็นค่ายที่เล็กกว่าอยู่ทางเหนือของค่ายอัลฮอล์ เป็นที่อยู่อาศัยของภรรยาเหล่านักรบกลุ่มไอเอสเหมือนกัน ที่นี่มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นน้อยกว่า เป็นที่ที่ผู้หญิงจากสหราชอาณาจักร รวมถึงชามีมา เบกัม, นิโคล แจ็ก และลูกสาวของพวกเธออาศัยอยู่
ฉันมีโอกาสได้พบกับผู้หญิงจากสาธารณรัฐตรินิแดดและโตเบโก ซึ่งมีอัตราคนที่สมัครไปเข้าร่วมกลุ่มไอเอสสูงที่สุดในซีกโลกตะวันตก
ผู้หญิงคนหนึ่งมีลูกชายอายุ 10 ขวบ เธอพาลูก ๆ ไปอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มไอเอสหลังจากสามีถูกสังหาร ตอนนี้เธอกังวลว่าลูกชายจะถูกพรากให้แยกไปอยู่สถานกักกันอีกแห่งเหมือนที่เกิดขึ้นกับคนอื่น ๆ
สุขอนามัยในค่ายนี้อยู่ในระดับพื้นฐานเท่านั้น ห้องส้วมและห้องอาบน้ำอยู่กลางแจ้ง และเด็ก ๆ ก็บ่นเรื่องน้ำดื่มที่ต้องใช้ร่วมกันจากถังเก็บน้ำ

ที่มาของภาพ, Jewan Abdi
มีตลาดเล็ก ๆ ในค่ายที่ขายของเล่น อาหาร และเสื้อผ้า แต่ละเดือน แต่ละครอบครัวจะได้อาหารเป็นชุด ๆ และเสื้อผ้าสำหรับเด็ก ๆ ตอนที่อยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มไอเอส มีผู้หญิงบางคนที่มีสามีคนเดียวกัน และสายสัมพันธ์นั้นก็ยังคงอยู่เรื่อยมาเพราะว่าพวกเขายังช่วยกันดูแลลูกและงานบ้าน
ประเทศตะวันตกบางประเทศมองว่า ภรรยาของนักรบกลุ่มไอเอสเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของพวกเขา
ผู้หญิงหลายคนที่นี่ปฏิเสธว่า พวกเธอไม่ได้เป็นภัยคุกคาม อย่างไรก็ดี พวกเธอก็มักไม่ยอมพูดคุยถึงเหยื่อจากการกระทำของกลุ่มไอเอส ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงชาวยาซิดีหลายพันคนที่ถูกกลุ่มไอเอสจับไปเป็นทาส หรือศัตรูของกลุ่มที่โดนสังหาร เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงเหล่านี้จะบอกว่า พวกเธอไม่เคยเห็นความโหดร้ายของกลุ่มไอเอส ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัดหัว หรือการสังหารหมู่ที่ทำโดยสมาชิกกลุ่ม

ที่มาของภาพ, Jewan Abdi
ผู้หญิงเหล่านี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และน้อยคนที่จะเข้าใจว่า พวกเธอถูกมองอย่างไรโดยคนในประเทศที่ตัวเองจากมา อย่างไรก็ดี มีบางประเทศอย่าง สวีเดน เยอรมนี และเบลเยียม ที่ยอมรับแม่และลูกบางคนของนักรบไอเอสกลับประเทศ
กระนั้นก็ตาม สถานการณ์ในค่ายก็กำลังแย่ลงเรื่อย ๆ ทางการเคิร์ดกำลังเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ รับประชาชนของตัวเองกลับประเทศ
"นี่เป็นปัญหาระดับนานาชาติ แต่นานาชาติกลับไม่ทำหน้าที่และรับผิดชอบในเรื่องนี้" ดร.โอมาร์ กล่าว "ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป เราจะเผชิญกับหายนะที่เราไม่สามารถรับมือไหว"










