ตาลีบัน : คนอัฟกานิสถานหนีไปอยู่ที่ไหนบ้างหลังกลุ่มติดอาวุธเข้ายึดครองประเทศ

An Afghan family who fled fighting in Kunduz province sit at a makeshift camp in Hasa-e-Awal Park, in Kabul, Afghanistan - 14 August 2021

ที่มาของภาพ, Getty Images

ชาวอัฟกันจำนวนมากกำลังพยายามหลบหนีออกจากอัฟกานิสถานเมื่อกลุ่มติดอาวุธตาลีบันกลับเข้ายึดอำนาจการปกครอง หลังจากถูกกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ ขับออกจากอำนาจมานานเกือบ 2 ทศวรรษ

ผู้พยายามลี้ภัยครั้งล่าสุดนี้จะไปสะสมรวมกับยอดชาวอัฟกันที่ได้ลี้ภัยไปอยู่ตามประเทศเพื่อนบ้านแล้วราว 2.2 ล้านคน และอีก 3.5 ล้านคนที่ต้องพลัดถิ่นฐานไปอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ภายในประเทศ อันเป็นผลมาจากปัญหาความรุนแรง และความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยาวนานของอัฟกานิสถาน

คนอัฟกันออกจากประเทศไปแล้วกี่คน

ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบชัดเจน

ตาลีบันได้ควบคุมจุดผ่านแดนหลักทั้งหมดของอัฟกานิสถานกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยระบุว่าไม่ต้องการให้ชาวอัฟกันเดินทางออกนอกประเทศ ยกเว้นคนที่ต้องเดินทางเพื่อไปทำการค้าหรือธุรกิจ และผู้ที่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง

โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุเมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า "ชาวอัฟกันส่วนใหญ่ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ตามช่องทางปกติ...ณ ปัจจุบัน กลุ่มผู้ที่อาจตกอยู่ในอันตรายยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน"

อย่างไรก็ตาม ชาวอัฟกันหลายคนสามารถหลบหนีออกมาได้

มีรายงานว่าคนอัฟกันหลายพันคนได้ข้ามแดนเข้าไปในปากีสถานหลังจากตาลีบันเข้ายึดอำนาจได้ไม่นาน ขณะเดียวกันมีข่าวว่าชาวอัฟกันราว 1,500 คนหนีเข้าไปในอุซเบกิสถาน และอาศัยอยู่ในเต็นท์ใกล้ชายแดน

ที่กรุงคาบูล ประชาชนหลายพันคนต่างมุ่งหน้าไปยังท่าอากาศยานนานาชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นสนามบินเพียงแห่งเดียวที่ยังเปิดทำการในประเทศ ด้วยความหวังที่จะหนีออกนอกประเทศ

เมื่อวันที่ 20 ส.ค. เจ้าหน้าที่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโตระบุว่า มีคนกว่า 18,000 คนได้เดินทางออกนอกประเทศผ่านทางสนามบินแห่งนี้นับตั้งแต่ตาลีบันเข้ายึดอำนาจ แต่ไม่ชัดเจนว่าในจำนวนนี้มีพลเมืองอัฟกานิสถานอยู่กี่คน

Afghans sit inside a US military aircraft waiting to leave Afghanistan, at the military airport in Kabul - 19 August 2021

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ครอบครัวชาวอัฟกันขึ้นเครื่องบินทหารสหรัฐฯ เดินทางออกจากสนามบินกรุงคาบูล

มีคนพลัดถิ่นฐานเท่าใด

ที่ผ่านมาอัฟกานิสถานได้เผชิญปัญหาประชาชนโยกย้ายถิ่นฐานจากปัญหาการสู้รบและความไม่สงบมานานหลายปี

UNHCR ระบุว่า ก่อนที่ตาลีบันจะเข้ายึดครองครั้งล่าสุด ในปีนี้อัฟกานิสถานมีประชาชนกว่า 550,000 คนที่ต้องโยกย้ายจากบ้านของตัวเองจากปัญหาการสู้รบ

คาดว่าปัจจุบันมีชาวอัฟกันที่ต้องพลัดถิ่นฐานภายในประเทศอยู่แล้วราว 3.5 ล้านคน

นอกจากนี้ จนถึงช่วงสิ้นปีที่ผ่านมายังมีคนอัฟกันที่ลี้ภัยไปอยู่ตามประเทศเพื่อนบ้านอีกราว 2.2 ล้านคน

ในปีนี้ อัฟกานิสถานยังเผชิญกับปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนอาหารในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ รายงานของโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WFP) ระบุว่า เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมามีชาวอัฟกัน 14 ล้านคน หรือกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศต้องเผชิญภาวะอดอยาก

คำบรรยายวิดีโอ, อพยพหนีตาลีบัน

คนอัฟกันลี้ภัยไปที่ไหน

ประเทศเพื่อนบ้านอย่างปากีสถานและอิหร่าน มีชาวอัฟกันลี้ภัยเข้าไปอยู่มากที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจาก UNHCR บ่งชี้ว่า เมื่อปี 2020 มีคนอัฟกันเข้าไปอาศัยในปากีสถานเกือบ 1.5 ล้านคน ขณะที่อิหร่านมีอยู่ราว 780,000 คน

ส่วนเยอรมนีมีผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันมากเป็นอันดับ 3 คือกว่า 180,000 คน โดยมีตุรกีตามมาที่เกือบ 130,000 คน

หากดูที่จำนวนคนยื่นเรื่องขอสถานะผู้ลี้ภัย (ยื่นเรื่องแล้วแต่ยังไม่ได้รับอนุมัติ) เพียงอย่างเดียว จะพบว่าตุรกีมีชาวอัฟกันยื่นเรื่องมากที่สุดคือ 125,000 คน ตามด้วยเยอรมนี 33,000 คน และกรีซ 20,000 คน

A woman attends a rally against the Taliban and in solidarity with the people of Afghanistan, on the Place de la Republique square in Paris, France, August 22, 2021

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, หญิงสาวรายนี้เข้าร่วมการเดินขบวนประท้วงตาลีบัน ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส เมื่อ 22 ส.ค.

ประเทศต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลืออย่างไร

อิหร่าน

ได้ตั้งเต็นท์ฉุกเฉินให้ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในพื้นที่ 3 จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยอิหร่านระบุว่า ชาวอัฟกันที่ข้ามแดนเข้ามาในอิหร่าน "จะถูกส่งตัวกลับประเทศ" เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า มีชาวอัฟกันอาศัยอยู่ในอิหร่านเกือบ 3.5 ล้านคน

ปากีสถาน

นายกรัฐมนตรี อิมราน ข่าน ของปากีสถาน ระบุเมื่อเดือน มิ.ย. ว่าจะปิดพรมแดนที่ติดกับอัฟกานิสถานหากกลุ่มตาลีบันยึดอำนาจได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามมีรายงานว่ายังมีชาวอัฟกันหลายพันคนสามารถข้ามแดนเข้าไปยังปากีสถานได้ และมีจุดผ่านแดนอย่างน้อย 1 แห่งที่ยังเปิดทำการ ขณะเดียวกันมีรายงานว่ากลุ่มตาลีบันได้จำกัดการเดินทางออกนอกประเทศไว้เฉพาะกรณีของผู้เดินทางไปทำการค้า หรือมีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้องเท่านั้น

ทาจิกิสถาน

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่ข่าวหลายชิ้นระบุว่ามีชาวอัฟกันหลายร้อยคนได้หลบหนีเข้าไปในทาจิกิสถาน โดยเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ประเทศนี้ระบุว่าได้เตรียมตัวรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันถึง 100,000 คน

สหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรประกาศแผนรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน 20,000 คนในระยะยาว โดยโครงการรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันเข้าไปตั้งถิ่นฐานใหม่ของรัฐบาลอังกฤษจะมุ่งรับชาวอัฟกัน 5,000 คนให้เข้าไปตั้งถิ่นฐานในสหราชอาณาจักรในปีแรก โดยจะเน้นให้ความช่วยเหลือแก่สตรีและเด็ก ตลอดจนชนกลุ่มน้อยที่ตกอยู่ในอันตรายจากกลุ่มตาลีบันมากที่สุด

สหรัฐฯ

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้อนุมัติงบประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรับมือกับผู้ลี้ภัยฉุกเฉินจากสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ซึ่งรวมถึงการออกวีซ่าพิเศษ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ได้ประกาศตัวเลขที่ชัดเจนของผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่จะรับเข้าประเทศ

แคนาดา

แคนาดาระบุว่าจะรับชาวอัฟกันเข้าไปตั้งถิ่นฐานจำนวน 20,000 คน โดยเน้นผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายจากกลุ่มตาลีบัน อาทิ เจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มผู้นำสตรี

ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียระบุว่าจะกันวีซ่าเพื่อมนุษยธรรม 3,000 ที่ ให้แก่ชาวอัฟกันที่หลบหนีออกจากประเทศ จากยอดวีซ่าในโครงการนี้ทั้งหมด

สหภาพยุโรป

เจ้าหน้าที่ในหลายประเทศของสหภาพยุโรป บ่งชี้ว่าจะไม่เปิดรับผู้อพยพเป็นจำนวนมากเหมือนกับช่วงวิกฤตผู้อพยพในปี 2015 ที่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนในประเทศ

โดยหลายประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ แสดงท่าทีว่าจะไม่รับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน ขณะที่เยอรมนีบ่งชี้ว่าจะรับบางส่วนแต่ไม่ได้ระบุจำนวนที่ชัดเจน

คำบรรยายวิดีโอ, อุ้มเด็กข้ามกำแพงสนามบินในอัฟกานิสถาน

ตุรกี

ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ระบุว่า รัฐบาลตุรกีจะร่วมมือกับปากีสถานเพื่อช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพของอัฟกานิสถาน และป้องกันคลื่นผู้ลี้ภัยลูกใหม่ที่จะมุ่งหน้าสู่ตุรกี ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเร่งการก่อสร้างกำแพงที่ติดพรมแดนอิหร่านเพื่อป้องกันผู้อพยพ

นอร์ทมาซิโดเนีย, แอลเบเนีย และคอซอวอ

นอร์ทมาซิโดเนีย และแอลเบเนีย ระบุว่าจะรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน 450 คน และ 300 คนตามลำดับ เป็นการชั่วคราวตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนที่กระบวนการออกวีซ่าของสหรัฐฯ จะแล้วเสร็จ ส่วนคอซอวอก็เตรียมรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในลักษณะเดียวกัน แต่ยังไม่ได้ระบุตัวเลขที่แน่นอน

ยูกันดา

ยูกันดาตกลงรับผู้ลี้ภัยอัฟกัน 2,000 คน โดยประเทศในแอฟริกาตะวันออกแห่งนี้มีผู้ลี้ภัยมากที่สุดในบรรดาชาติแอฟริกา และมากเป็นอันดับ 3 ของโลก