ความไม่พอใจเรื่องเบร็กซิทจะทำให้สกอตแลนด์แยกตัวเป็นเอกราชสำเร็จหรือไม่หลังการเลือกตั้ง

Flags

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผลการเลือกตั้งในสกอตแลนด์วันพฤหัสบดีที่ 6 พ.ค. จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศว่าจะอยู่ต่อหรือแยกตัวเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักร

จริงอยู่ที่ในการลงประชามติเมื่อปี 2014 ชาวสกอตแลนด์กว่า 55% เลือกจะอยู่กับสหราชอาณาจักรต่อไป แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกิดเรื่องราวมากมายที่อาจทำให้คนเปลี่ยนใจ ทั้งเรื่องเบร็กซิท หรือการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร และการรับมือกับวิกฤตโควิด-19

โซฟี ร็อกส์ นักดนตรีจากเมืองกลาสโกว์ บอกว่าตอนนี้ "ความแตกแยกระหว่างสกอตแลนด์และอังกฤษ" มีมากกว่าตอนที่เธอและเพื่อนร่วมชาติส่วนใหญ่ลงมติไม่เห็นด้วยกับการแยกตัวในตอนนั้น

เธอยกตัวอย่างรูปแบบการรับมือโควิด-19 ที่แตกต่างกันระหว่าง นางนิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีสกอตแลนด์ และนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ โซฟีบอกว่าเบร็กซิทยังทำให้สหราชอาณาจักร "โดดเดี่ยวตัวเองออกจากสังคมใหญ่ ๆ" ด้วย ขณะที่สกอตแลนด์เองยังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ทำให้คำว่า "เรา" สำคัญกว่าคำว่า "ฉัน"

Sturgeon
คำบรรยายภาพ, นางสเตอร์เจียนยืนยันว่าการจัดการลงประชามติโดยรัฐบาลสกอตแลนด์จะเป็นเรื่องถูกกฎหมายเว้นแต่จะมีศาลพิพากษาไปในทางตรงกันข้าม

แน่นอนว่าผลการเลือกตั้งนี้จะนำไปสู่การถกเถียงเรื่องการแยกตัวเป็นเอกราชอีกครั้ง เพราะสหราชอาณาจักรเลือกออกจากสหภาพยุโรปทั้งที่ตอนนั้นคนสกอตแลนด์ถึง 62% ไม่เห็นด้วย

โพลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่าแรงสนับสนุนให้สกอตแลนด์แยกตัวเป็นเอกราชพุ่งสูงมากกว่า 50% เมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าจะตัวเลขจะตกลงในปีนี้แต่เหตุผลที่คนสกอตแลนด์หลายคนยังอยากแยกตัวยังคงอยู่

นอกจากนี้ การแถลงรายวันเรื่องโควิด-19 ของนางนิโคลา สเตอร์เจียน ยังแสดงให้เห็นว่าสกอตแลนด์มีอำนาจในการจัดการเรื่องในประเทศตัวเองแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสาธารณสุขและการศึกษา ถือว่าเป็นการแยกตัวจากอำนาจบริหารจากกรุงลอนดอนที่เป็นรูปธรรมที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งรัฐสภาและฝ่ายบริหารแยกเป็นของสกอตแลนด์เองในปี 1999

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังสังเกตว่าความรู้สึกร่วมในฐานะ "คนบริติช" หรือคนที่มาจากสหราชอาณาจักร มีน้อยลง ต่างจากแต่ก่อนที่มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างตอนร่วมต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่สำหรับ โอนา มิลเลอร์ ผู้ทำงานด้านการกุศลเรื่องการศึกษา เรื่องของอัตลักษณ์แห่งชาติไม่ควรจะเป็นประเด็นสำคัญในการถกเถียงเรื่องนี้

Oona Miller
คำบรรยายภาพ, โอนาคิดว่าประเทศใช้เวลาหลายปีหมดไปกับการคุยเรื่องนี้ แทนที่จะไปสนใจเรื่องที่สำคัญอื่น ๆ

เธอบอกว่า จริงอยู่ที่เบร็กซิททำให้ทุกอย่างเสียหาย ทำให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมืองและปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เข้าใจว่าคนจะตัดสินใจว่าทางออกคือแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรอีก ซึ่งเป็น "สหภาพ" ที่ซับซ้อนลึกซึ้งกว่าสหภาพยุโรปเสียอีก

โอนา บอกว่า หากสกอตแลนด์แยกตัวเป็นเอกราช ประเทศต้องกลับไปเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยและมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวดอีกเป็นทศวรรรษ

เธอบอกว่า ประเทศใช้เวลาหลายปีหมดไปกับการคุยเรื่องนี้ แทนที่จะไปสนใจเรื่องที่สำคัญอื่น ๆ อาทิ ความยากจน หรือสิทธิของผู้พิการ

ด้านคนที่สนับสนุนให้สกอตแลนด์แยกตัวเป็นเอกราชเองก็มีเรื่องกังวลคล้าย ๆ กัน แซม แมคอดัม เพื่อนนักดนตรีของโซฟี ร็อกส์ บอกว่า ก่อนที่จะลงประชามติ เธออยากจะรู้ให้แน่ใจก่อนว่าข้อตกลงทางการค้าของสกอตแลนด์ที่เป็นประเทศเอกราชกับสหภาพยุโรปและประเทศอื่นในสหราชอาณาจักรจะเป็นอย่างไร

ชายสก็อตโบกธงรณรงค์การลงประชามติ

ที่มาของภาพ, PA

แต่การลงประชามติจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า รัฐบาลของนายบอริส จอห์นสัน บอกว่าจะไม่ยอมให้มีการลงประชามติอีกแม้ว่าพรรคชาตินิยมสกอตแลนด์ (เอสเอ็นพี) จะชนะการเลือกตั้งได้เสียงส่วนใหญ่ นายจอห์นสันเคยบอกกับบีบีซีบอกว่าการลงประชามติเมื่อปี 2014 เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในช่วงอายุคน และ "ช่องว่างที่เหมาะสม" ของการลงประชามติอีกทีอยู่ที่ราว 40 ปี

แต่นางสเตอร์เจียนก็ยืนยันว่าการจัดการลงประชามติโดยรัฐบาลสกอตแลนด์จะเป็นเรื่องถูกกฎหมายเว้นแต่จะมีศาลพิพากษาไปในทางตรงกันข้าม

โพลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่าคนส่วนใหญ่ในสกอตแลนด์อยากจะกลับไปเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอีกครั้ง

แต่หากรัฐบาลนายบอริส จอห์นสัน ยืนกรานไม่ยอมให้สกอตแลนด์แยกตัวเป็นเอกราชล่ะ ?

มาร์จอรี สมิธ อดีตสมาชิกพรรคเอสเอ็นพี ซึ่งย้ายมาร่วมพรรคอัลบาของอเล็กซ์ ซัลมอนด์ อดีตนายกรัฐมนตรีสกอตแลนด์ บอกว่า "คงยาก ...รัฐบาลสหราชอาณาจักรเป็นเผด็จการเหรอที่จะกักขังสกอตแลนด์ไว้แต่ในชั้นใต้ดิน และทำอะไรตามใจอยากกับเรา เป็นสิ่งที่รับไม่ได้"

7 ปีผ่านไปหลังจากการลงประชามติในครั้งนั้น สถานการณ์การเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก เบร็กซิทผลักดันให้มีแรงสนับสนุนให้สกอตแลนด์แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักร และการระบาดใหญ่ก็ชี้ให้เห็นอำนาจทางการเมืองในมือรัฐบาลสกอตแลนด์เอง

แต่อนาคตของสกอตแลนด์ และของสหราชอาณาจักร ก็ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่ไม่นอนอยู่ดี