เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 : หาคำตอบกับหลายข้อสงสัยก่อนประกาศผลผู้ชนะ

ผู้สมัครโต้แย้งผลการเลือกตั้งได้ไหม ทำไมคะแนนเสียงบางแห่งจึงมีความสำคัญมากกว่าที่อื่น
นี่คือคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่บีบีซีช่วยไขความกระจ่าง

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผลการเลือกตั้งเสมอกัน - ชินกา, จีน
มีคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 538 คน ซึ่งเป็นตัวแทนมาจากแต่ละรัฐ มากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร
หากผลการเลือกตั้งเสมอกัน นั่นหมายความว่า แต่ละฝ่ายได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งไป 269 คน แม้จะเป็นไปได้ แต่ก็มีโอกาสน้อยมาก
ถ้าไม่มีผู้สมัครได้เสียงข้างมากจากคณะผู้เลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ จะทำหน้าที่ในการตัดสิน
สมาชิกรัฐสภาที่ได้รับเลือกตั้งในปี 2020 จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จะลงมติเลือกประธานาธิบดี โดยที่ ส.ส. ของแต่ละรัฐ ต้องมีมติออกมาว่าจะเลือกใคร นับเป็น 1 เสียง และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต้องได้เสียงสนับสนุนข้างมาก คือ 26 เสียงจึงจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ
วุฒิสภา จะทำหน้าที่เลือก รองประธานาธิบดี ซึ่งวุฒิสมาชิก 100 คน แต่ละคนจะมี 1 เสียง

โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามโต้แย้งผลการเลือกตั้งได้หรือไม่ - บาเซิล, อิสราเอล
ได้ ทีมหาเสียงของทั้งสองฝ่ายแจ้งแล้วว่า พวกเขาได้เตรียมการยื่นข้อโต้แย้งทางกฎหมายหลังการเลือกตั้ง
พวกเขามีสิทธิ์ในการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในเกือบทุกรัฐ โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นในกรณีที่ผลการเลือกตั้งใกล้เคียงกันมาก
การเลือกตั้งปีนี้มีผู้ลงคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์เพิ่มมากขึ้น และเป็นไปได้เช่นกันที่จะมีการฟ้องร้องต่อศาลเกี่ยวกับ ความถูกต้องของบัตรเลือกตั้งเหล่านี้
คดีความเหล่านี้อาจจะขึ้นไปถึงระดับศาลฎีกา ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดทางกฎหมายในสหรัฐฯ
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วในปี 2000 เมื่อศาลสูงสุดสั่งให้ยุติการนับคะแนนใหม่ในรัฐฟลอริดา และตัดสินที่เป็นคุณต่อนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อมา

คะแนนเสียงมหาชนทั่วประเทศมีอิทธิพลอย่างไรต่อการลงมติของคณะผู้เลือกตั้ง - คาโรไลน์ บอนวิตต์, กลอสเตอร์เชียร์, สหราชอาณาจักร
คะแนนเสียงมหาชนทั่วประเทศไม่ใช่ตัวชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่เป็นการคว้าชัยชนะของผู้สมัครในรัฐต่าง ๆ ในจำนวนที่มากพอ
ผู้ชนะในแต่ละรัฐจะได้รับการสนับสนุนจากคณะผู้เลือกตั้งของรัฐนั้น ซึ่งมีจำนวนมากน้อยแตกต่างกันไปตามจำนวนประชากร
ผู้เลือกตั้งเหล่านี้จะประชุมกันในช่วง 2-3 สัปดาห์ หลังวันเลือกตั้ง เพื่อจัดตั้งคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) เพื่อลงมติเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปอย่างเป็นทางการ
การจะคว้าชัยเลือกตั้งได้เข้าไปทำงานที่ทำเนียบขาว ต้องได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 270 คน จากทั้งหมด 538 คน

คนจำนวนมากทั่วโลกรู้สึกเบื่อหน่ายกับความไร้สาระของ "คณะผู้เลือกตั้ง" ยากแค่ไหนที่จะเปลี่ยนแปลงให้การเลือกตั้งสหรัฐฯ หันมาใช้ระบบคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากประชาชน และยกเลิกระบบคณะผู้เลือกตั้ง - จูดี, บริติชโคลัมเบีย, แคนาดา
ระบบการเลือกตั้งสหรัฐฯ ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับการรับรองจากทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นจำนวน 2 ใน 3 หรือ ได้รับการรับรองในสัดส่วนเดียวกันนี้จากสภานิติบัญญัติของรัฐต่าง ๆ จากนั้นรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐฯ จำนวน 3 ใน 4 ต้องรับรองการแก้ไขนี้
การทำเช่นนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จยากมาก โดยในอดีตเคยมีความพยายามเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง
บางรัฐมีความพยายามสนับสนุนให้ผู้เลือกตั้งของรัฐลงคะแนนให้กับผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากกว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในรัฐนั้นก็ตาม นี่คือวิธีการที่ไม่ถูกต้องและจะส่งผลให้คณะผู้เลือกตั้งเป็นโมฆะ



ใครเป็นสมาชิกคณะผู้เลือกตั้ง พวกเขาได้รับเลือกอย่างไร และทำหน้าที่นี้นานแค่ไหน - เพนนี รีด, นอร์ทัมเบอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร
โดยปกติแล้วพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตเสนอชื่อสมาชิกคณะผู้เลือกตั้งในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
มีกฎเกณฑ์การเสนอชื่อสมาชิกคณะผู้เลือกตั้งแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ และพวกเขาจะได้รับเลือกอย่างเป็นทางการในวันเลือกตั้ง
สมาชิกคณะผู้เลือกตั้ง มักจะเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง อย่างเช่น นักเคลื่อนไหว หรือ อดีตนักการเมือง
บิล คลินดัน เป็นสมาชิกคณะผู้เลือกตั้งจากพรรคเดโมแครตในปี 2016 และ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นสมาชิกคณะผู้เลือกตั้งจากพรรครีพับลิกัน

ที่มาของภาพ, Reuters
ถ้าไม่มีผู้ชนะโดยเด็ดขาดในคณะผู้เลือกตั้ง แล้วตำแหน่งประธานาธิบดีจะเป็นของใคร - โรเบิร์ต พัลโลน, รัฐแมรีแลนด์, สหรัฐฯ
ถ้าไม่มีผู้ชนะเด็ดขาดจากการลงคะแนนของคณะผู้เลือกตั้ง นั่นหมายความว่า แต่ละฝ่ายได้คะแนนเสียงจากสมาชิกคณะผู้เลือกตั้งเท่ากัน (ตามที่ตอบคำถามข้างต้น) หรือการดำเนินการทางกฎหมายในรัฐที่มีข้อพิพาทต่าง ๆ ยังไม่ได้ข้อยุติ ทำให้ยังไม่ได้คณะผู้เลือกตั้ง
คณะผู้เลือกตั้ง ซึ่งมีหน้าที่ในการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปอย่างเป็นทางการ ในปีนี้จะประชุมกันในวันที่ 14 ธ.ค. แต่ละรัฐจะต้องส่งสมาชิกคณะผู้เลือกตั้งให้มาเลือกผู้สมัครที่คว้าชัยในรัฐ
ถ้ายังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งอยู่ แต่ละรัฐไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะให้สมาชิกคณะผู้เลือกตั้งเสนอชื่อผู้สมัครคนใด เรื่องนี้ก็จะต้องให้รัฐสภาของสหรัฐฯ มาตัดสิน
รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดเส้นตาย หรือวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี (และรองประธานาธิบดี) ไว้ที่เวลาเที่ยงวันของวันที่ 20 ม.ค.
ถ้ารัฐสภาไม่สามารถเลือกผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ภายในเส้นตายนี้ กฎหมายของสหรัฐฯ ได้กำหนดลำดับผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไว้
รายชื่อลำดับแรกที่จะต้องขึ้นมาทำหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันคือ นางแนนซี เพโลซี ตามมาด้วย สมาชิกวุฒิสภาที่มีตำแหน่งสูงสุดรองลงมา ปัจจุบันคือนายชาร์ลส์ กราสลีย์
เรื่องนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้น จึงไม่มีความแน่ชัดว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ จะมีการปฏิบัติเรื่องนี้อย่างไร

อะไรที่ทำให้คะแนนเสียงของบางรัฐมีความสำคัญกว่ารัฐอื่น - เอส โรเบิร์ตสัน, ซัสเซกซ์, สหราชอาณาจักร
ผู้สมัครมักจะหาเสียงในรัฐที่ผลการเลือกตั้งไม่แน่นอน นั่นคือเหตุผลที่คนบอกว่า คะแนนเสียงในรัฐเหล่านั้น "มีความสำคัญมากกว่า"
รัฐเหล่านั้นคือ รัฐที่ผู้สมัครจากทั้งสองฝ่ายได้รับการสนับสนุนไม่ต่างกันมาก หรือมีคะแนนสูสีกัน เป็นรัฐที่ต้องขับเคี่ยวกันอย่างหนักในศึกเลือกตั้ง
การใช้ระบบคณะผู้เลือกตั้งของสหรัฐฯ ทำให้ผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดใน 48 รัฐ จาก 50 รัฐ จะได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งของรัฐนั้นไปทั้งหมด ไม่ว่าจะชนะกันด้วยผลต่างคะแนนเสียงเท่าใดก็ตาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในรัฐต่าง ๆ ซึ่งเกือบจะยืนยันผลการเลือกตั้งได้ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ อย่าง แคลิฟอร์เนีย อยู่ฝ่ายเดโมแครต หรือ แอละแบมา อยู่ฝ่ายรีพับลิกัน ผู้สมัครจึงมีแรงจูงใจน้อยกว่าในการลงพื้นที่หาเสียงที่นั่น
ผู้สมัครจึงทุ่มเทหาเสียงกับผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งในรัฐที่มีการแข่งขันกันอย่างสูสี อย่าง ฟลอริดาและเพนซิลเวเนีย มากกว่า

ถ้าการลงคะแนนทางไปรษณีย์นับเสร็จช้ากว่าวันเลือกตั้งนานหลายวัน และส่งผลให้ผู้มีคะแนนนำของรัฐเปลี่ยนจาก ทรัมป์ เป็น ไบเดน หรือกลับกัน ระเบียบในการประกาศผลผู้ชนะใหม่เป็นอย่างไร - ชาร์ลี เอเธอริดจ์, เคนต์, สหราชอาณาจักร
ไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายในการประกาศชื่อผู้ชนะในวันเลือกตั้ง แต่สื่อใหญ่ของสหรัฐฯ ต่างคาดการณ์ผู้ชนะ
การนับคะแนนเสียงทั้งหมดไม่แล้วเสร็จในคืนวันเลือกตั้ง แต่ปกติก็ได้คะแนนเสียงมากพอที่จะยืนยันผู้ชนะได้
ผลคะแนนเหล่านี้ไม่เป็นทางการและจะได้รับการรับรองในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทางการของแต่ละรัฐยืนยันผลคะแนนแล้ว
ปีนี้ สื่อสหรัฐฯ น่าจะเพิ่มความระมัดระวังในการคาดการณ์ผู้ชนะ เพราะว่ามีการลงคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์มากขึ้น และต้องใช้เวลาในการนับคะแนนนานขึ้น
เรื่องนี้อาจส่งผลให้ผู้ที่มีคะแนนนำในคืนวันเลือกตั้งในบางรัฐอาจจะพลิกกลับมามีคะแนนตามหลังได้ หลังจากมีการนับคะแนนทั้งหมด รวมถึงบัตรเลือกตั้งที่ส่งมาทางไปรษณีย์














