เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ คิดว่าใครจะเป็นประโยชน์ต่อไทยมากกว่ากัน
- Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ผลการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังไม่เสร็จสิ้น โดยที่นายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หากนายไบเดน ได้เป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศมหาอำนาจนี้จริง รัฐบาลของเขาจะมีนโยบายต่อประเทศไทย และเอเชียอย่างไร
บีบีซีไทยรวบรวมความเห็นจากนักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจถึงผลกระทบต่อประเทศไทยหากมีการเปลี่ยนผู้นำสหรัฐฯ จากการเลือกตั้งครั้งนี้
ไบเดน กับ นโยบายพหุภาคี
ผศ.ดร.ปราณี ทิพย์รัตน์ แห่ง ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่าทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตต่างชูเรื่อง liberalism (เสรีนิยม) เช่น การค้าเสรี ทุนนิยม ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือวิธีการในการดำเนินนโยบาย
"ตอนที่ทรัมป์เข้ามาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เขาทำให้โลกเสมือนเห็นว่ามันมีความแตกต่างอย่างมาก เพราะเขาไปเน้นนโยบายเรื่อง America First (อเมริกาต้องมาก่อน) ทรัมป์เหมือนจะถอนตัวออกจากการค้าเสรี และก็มาเน้นเป็นทวิภาคี แล้วก็เน้นว่าถ้าประเทศสหรัฐอเมริกาเสียเปรียบในระบบเหล่านั้น ก็จะไม่เล่นด้วย"
ผศ. ดร.ปราณี อธิบายเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมาทรัมป์ทำให้โลกเสมือนเห็นว่าสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนไปแล้ว แต่ในความเป็นจริง พื้นฐานของระบบเศรษฐกิจโลกที่สหรัฐฯ นำมาตลอดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงเป็นเสรีนิยมอยู่ เพียงแต่ว่าจุดเน้น จุดต่างจะอยู่ที่ผลประโยชน์ในแต่ละยุคแต่ละสมัย
"ถ้าไบเดนได้ เขาก็ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะนำอเมริกากลับเข้าสู่ระบบที่อเมริกาเคยเป็นอยู่นั่นก็คือ multilateralism หรือพหุพาคีนิยม ซึ่งจะไม่เน้นไปที่นโยบาย 'อเมริกาต้องมาก่อน' จากที่เคยถอนตัวออกจากโลกในหลายอย่างเช่นการถอนความร่วมมือการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน การไม่ให้ความสำคัญกับสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเรียกร้องคนอื่นเยอะ ๆ ก็จะต้องลดระดับตรงนั้นลง" ผศ. ดร.ปราณี กล่าว

ที่มาของภาพ, EPA
เธอวิเคราะห์ว่า 4 ปีที่ผ่านมา ทรัมป์ไปเน้นนโยบายยุทธศาสตร์เอเชียแปซิฟิก ซึ่งทุกคนมองว่าเป็นการปิดล้อมจีน ซึ่งฝ่ายผู้บริหารของทรัมป์รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศก็มองว่าเป็นการตอบโต้นโยบาย "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" (One Belt One Road)
เธอเห็นว่าถ้าเป็นทรัมป์กลับมา ก็คงจะดำเนินนโยบายเดิมก็คือ "อเมริกาต้องมาก่อน" ในส่วนเอเชียแปซิฟิกก็ยังคงเน้นการแข่งขัน ต่อรอง ให้ความสำคัญกับจีนแต่ต่อรองให้ตัวเองได้ประโยชน์มากกว่า ให้ความสำคัญกับพหุพาคีน้อยลง ให้ความสำคัญกับระบบทวิภาคีมากกว่า แต่ถ้าเป็นไบเดนขึ้นมา ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ระบบพหุภาคี
"ไม่ว่าใครจะขึ้นก็ตาม ภาพรวมนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งจะมีผลกระทบต่อโลกจะไม่เปลี่ยนมาก แต่ยุทธศาสตร์จะเปลี่ยน วิธีการดำเนินการจะเปลี่ยน ถ้าเป็นทรัมป์ก็จะมีท่าทีแข็งกร้าว แต่ถ้าเป็นไบเดนก็จะแข็งกร้าวน้อยลง อาศัยวิธีทางการทูตมากขึ้น และไม่ใช้กำลังในการต่อรอง ถ้าภาพรวมของนโยบายต่างประเทศก็จะไม่หนีไปจากเดิม และที่สำคัญที่สุดก็คือ ผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาสำคัญ" ผศ. ดร.ปราณีอธิบาย
สงครามการค้าจะดำเนินต่อไป
ผศ. ดร.ปราณีเห็นว่าสหรัฐอเมริกาภายใต้ทรัมป์รู้สึกว่าเขาเสียเปรียบในการค้าของกับจีน ขณะที่เขาใช้ระบบเสรีนิยมและจีนสามารถบุกเข้าตลาดของสหรัฐอเมริกาได้ 100% แต่ว่าจีนไม่ได้เปิดให้เข้าได้ 100% อย่างเท่าเทียมกัน

ที่มาของภาพ, Reuters
"ทรัมป์ก็เลยนำมาเป็นเงื่อนไขในการต่อรองว่าถ้าจะให้สหรัฐอเมริกาเปิด จีนก็ต้องเปิดให้ตามรายการสินค้าที่เขาต้องการซึ่งมีจำนวนเยอะมาก เพราะฉะนั้นสงครามตรงนี้จะคงอยู่ต่อไปตราบใดที่ประเทศทั้งสองนี้ยังเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกและมีอิทธิพลต่อโลก" ผศ. ดร.ปราณี อธิบาย
"ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้เจรจาต่อรองกับสี จิ้นผิงแล้วว่าจะเปิดให้ตรงไหนบ้าง เพราะฉะนั้นสงครามการค้าก็คือเครื่องมือในการต่อรอง ที่ทำให้ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายได้มากที่สุด"
เธอยืนยันว่าไม่ว่าใครจะขึ้นมาสงครามการค้าก็จะคงอยู่ แต่วิธีการในการตกลงกันกับสองฝ่ายจะแตกต่างกันไป ถ้าทรัมป์ขึ้นก็จะแข็งกร้าวเหมือนเดิม แต่ถ้าเป็นไบเดนก็จะอ่อนลง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะอ่อนจนกระทั่งยอมจีนทุกอย่าง จะมีการนั่งโต๊ะเจรจากันมากขึ้น จะไม่มีการใช้วิธีการประณามและโยนความผิดทุกอย่างไปให้จีน
ผลที่เกิดขึ้นจากสงครามการค้าก็คือคนอเมริกันบริโภคสินค้าที่มีราคาแพงขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รายได้เพิ่มขึ้น เพราะไม่สามารถหาซื้อสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกกว่าได้
"ถ้าไบเดนขึ้นมาก็ต้องคำนึงด้วยว่าสงครามการค้าครั้งนี้ให้ผลประโยชน์กับใครมากกว่ากัน ตอนนี้ก็เห็นแล้วว่าอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ ในแง่การค้า สูงกว่าสหรัฐอเมริกา เพราะจีนใช้ไม้อ่อน และจีนทำหน้าที่ในฐานะเป็นเพื่อนกับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะอาเซียน ถึงแม้ว่าสงครามการค้าจะดำเนินต่อไปแต่ 'โทนเสียง' จะต่างกัน"
เธออธิบายว่าสิ่งที่สำคัญในช่วงของทรัมป์ที่รีพับบลีกันไม่ได้เน้นเลยคือประเด็นเรื่องการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ถ้าเป็นไบเดนขึ้นมา พรรคเดโมแครตเขามีหัวใจสำคัญในเรื่องนี้ สิทธิมนุษยชนจะไปควบคู่กับประเด็นเสรีนิยม ซึ่งเป็นไปได้ทั้งเสรีนิยมทางการเมือง เสรีนิยมทางเศรษฐกิจ และการให้ความสำคัญสิทธิของประชาชน ซึ่งไบเดนอาจจะผูกเรื่องของสิทธิมนุษยชนเข้ากับการค้า แต่ในสมัยของทรัมป์จะไม่พูดเรื่องนี้เลย แต่จะพูดเพียงแค่ว่าสหรัฐอเมริกาจะได้ประโยชน์จากการค้ากับประเทศใดมากกว่ากัน

ที่มาของภาพ, US NAVY
บทความแบงก์ชาติ มอง ไบเดน ดีต่อไทยมากกว่า
เมื่อวันที่ 29 ต.ค. เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่บทความเรื่อง "สหรัฐฯ vs จีน: สองมหาอำนาจ หนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ และสิ่งที่ไทยควรทำ" โดย นางสาวสุขใจ ว่องไวศิริวัฒน์ และ นายชนม์นิธิศ ไชยสิงห์ทอง แห่ง ธปท. และ นายสุพริศร์ สุวรรณิก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
ผู้เขียนวิเคราะห์ว่านายทรัมป์และนายไบเดนมีนโยบายหาเสียงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งนี้อาจเป็น "จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ" ของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบถึงไทยด้วย
นักวิเคราะห์ ธปท. ระบุว่า นายไบเดนเน้นนโยบาย "Buy American" ซึ่งสนับสนุนให้ประชาชนชาวอเมริกันซื้อสินค้าที่ผลิตโดยคนอเมริกัน เพื่อแข่งขันทางการค้ากับจีนมากกว่าที่จะโจมตีทางการค้าโดยตรงผ่านมาตรการกีดกันทางภาษี
"หากนายไบเดนมีชัยชนะในการเลือกตั้งอาจส่งผลดีต่อการส่งออกของจีนและประเทศในกลุ่มห่วงโซ่อุปทาน รวมไปถึงไทย มากกว่าโดยเปรียบเทียบกับนายทรัมป์ เนื่องจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายมากกว่า"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ หากนายไบเดนก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สหรัฐฯ อาจเริ่มต้นพิจารณาเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) อีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย
"หากเข้าร่วมในข้อตกลงดังกล่าว เพราะจะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการค้ากับประเทศที่อยู่ในความตกลงดังกล่าวมากขึ้น แม้จะมีข้อพึงระวังที่จำเป็นต้องเจรจาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของไทยอยู่มากเช่นกัน" ผู้เขียนระบุในบทความ
คกก.ร่วมภาคเอกชน คาด นโยบายการค้าผ่อนคลายมากขึ้น
เมื่อ 4 พ.ย. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า การแพร่ระบาดระลอกสองของโควิด-19 ที่ยังคงมีความรุนแรงในหลายประเทศเป็นความเสี่ยงหลักในช่วงปลายปี 2563 การที่ประเทศหลักในสหภาพยุโรปประกาศล็อกดาวน์ในช่วงเดือน พ.ย. น่าจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมแผ่วลง เบื้องต้นคาดว่าจะมีผลกระทบต่อความต้องการสินค้าส่งออกและจะกระทบจีดีพีของไทยในไตรมาสที่ 4 ราว 0.37-0.5%
นอกจากนี้ ทาง กกร. ยังวิเคราะห์ถึงผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ว่าจะส่งผลต่อนโยบายการค้าและการลงทุนที่เปลี่ยนไปซึ่งมีผลทั้งบวกและลบ
"หากนายโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งประธานธิบดีสหรัฐฯ และพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อาจจะส่งผลให้นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ กับคู่ค้ามีแนวโน้มกลับมาผ่อนคลายมากขึ้น" กกร.ระบุบนเว็บไซต์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมอง ได้ไบเดน ดีต่อการส่งออกของไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2564 จะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ผ่านพ้นจุดต่ำสุดในปีนี้ ขณะที่นโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่เป็นอีกปัจจัยเสริมที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหนุนการส่งออกของไทยให้เร่งตัวไปพร้อมกัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากเป็นนายโจ ไบเดน เข้ามาบริหารประเทศจะทำให้การส่งออกไปสหรัฐฯ ในปี 2564 กลับมาเร่งตัวได้ดีกว่าที่ 10-12% มีมูลค่าการส่งออกที่ 36,700-37,300 ล้านดอลลาร์ฯ แต่ถ้าเป็นนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เติบโตค่อนข้างจำกัดโดยต่ำกว่า 5.0% มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์ฯ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์อีกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่มฟุ่มเฟือยน่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของนายไบเดนมากกว่า เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่นโยบายของไบเดนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด ขยายเครือข่ายระบบ 5G จะช่วยหนุนความต้องการสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ แผงโซลาเซลล์และไดโอด อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์
"นอกจากนี้ ภายใต้นโยบายของพรรคเดโมแครตยังทำให้สินค้าไทยได้อานิสงส์ทางอ้อมผ่านกำลังซื้อของสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวทำให้ต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคในทุกหมวดกลับมาได้เร็ว หนุนความต้องการสินค้าขั้นกลางของไทยให้ส่งออกไปตอบโจทย์การผลิตในประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งสินค้าไปยังปลายทางผู้บริโภคในสหรัฐฯ" ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ
สูญญากาศทางการเมืองในสหรัฐฯ
ผศ. ดร.ปราณีกล่าวว่ามีหลายคนพูดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้อเมริกาแตกแยกมาก ฝ่ายผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายต่างออกมาใช้กำลังทั้งโดยวาจาและความรุนแรงจริง ๆ ซึ่งมันเป็นปรากฏการณ์เหมือน "ประเทศด้อยพัฒนา" ทั้ง ๆ ที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำโลกในเรื่องประชาธิปไตย แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศของตนเอง เช่นการนำกำลังไปปิดล้อมที่นับคะแนนเพื่อที่จะขอไปอยู่ในห้องที่นับคะแนน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น
ถึงแม้มีการยื่นฟ้องร้องเรื่องการทุจริตการนับคะแนนเลือกตั้งของทรัมป์แต่ ผศ. ดร.ปราณียืนยันว่าจะไม่ก่อให้เกิดสูญญากาศทางการเมืองเพราะประธานาธิบดีคนปัจจุบันจะหมดวาระวันที่ 20 มกราคม 2021
เธออธิบายว่าถึงแม้จะมีการฟ้องร้องกัน และมีการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ แต่ก็ต้องไปดูกฎหมายในแต่ละมลรัฐ
"คุณขู่ว่าจะฟ้อง ขู่ได้ แต่การเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ของในแต่ละมลรัฐ และในแต่ละมลรัฐก็กฎกติกาไม่เหมือนกัน สิ่งที่ฝ่ายกฎหมายของทรัมป์กำลังยื่นขอให้ดำเนินการอยู่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละรัฐก็มีกฎและกติกาของเขา ถ้าจะขอให้นับคะแนนใหม่ต้องดูว่าช่องว่างของคะแนนมีกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแต่ละมลรัฐมีกฎไม่เหมือนกัน" ผศ. ดร.ปราณีอธิบาย
"ทรัมป์เป็นคนฉลาด ในคืนวันเลือกตั้งเขามาประกาศชัยชนะเลยทั้ง ๆ ที่ผลยังไม่ได้ออกมาด้วยซ้ำ แต่นี่เป็นการกระตุ้นอารมณ์ฝ่ายที่สนับสนุนว่าถ้าเขาแพ้แสดงว่าเขาถูกโกง เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอมเริกาที่ไม่ทำตามกฎ และที่สำคัญไม่มีมารยาททางการเมือง เขาประกาศแต่แรกแล้วว่าถ้าเขาแพ้เขาจะไม่ยอมรับ ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วถ้าคะแนนออกมาเกิน 270 อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้"















