เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 : ภาพสะท้อนชีวิตว่าที่ประธานาธิบดีผ่านรูปถ่าย

ที่มาของภาพ, Getty Images / BBC
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วัย 74 ปี และนายโจ ไบเดน คู่ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต วัย 77 ปี ต่างมีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 7 ทศวรรษ ทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน
บีบีซีรวบรวมภาพถ่ายที่เป็นตัวแทนบอกเล่าชีวิตที่ผ่านมาของชายทั้งสองคนนี้

วัยเยาว์

ที่มาของภาพ, Alamy
โดนัล จอห์น ทรัมป์ ถือกำเนิดขึ้นในเดือน มิ.ย.ปี 1946 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดไปได้ไม่นาน เขาเป็นลูกคนที่ 4 ของนายเฟรด ทรัมป์ มหาเศรษฐีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวนิวยอร์ก และนางแมรี แอนน์ แม็คคลาวด์ ทรัมป์
แม้เป็นทายาทมหาเศรษฐี แต่ครอบครัวกลับมุ่งหวังให้ โดนัล ทรัมป์ เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งล่างสุดในบริษัทของพ่อ และตอนอายุได้ 13 ปี เขาก็ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร หลังจากเริ่มทำตัวไม่ดีที่โรงเรียน
นายทรัมป์ เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และกลายเป็นลูกคนโปรดที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้สืบทอดธุรกิจครอบครัวต่อจากบิดา หลังจากนายเฟรด จูเนียร์ พี่ชายของเขาเลือกเป็นนักบิน

ที่มาของภาพ, Alamy
โจเซฟ โรบิเนตต์ ไบเดน จูเนียร์ เกิดที่เมืองสแครนตัน รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อปี 1942 เขาเป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้อง 4 คน ของครอบครัวชาวอเมริกาเชื้อสายไอริชที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก
ความท้าทายสำคัญในวัยเด็กของ โจ ไบเดน คือความพยายามเอาชนะปัญหาการพูดติดอ่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความทุกข์ใจให้เขาจนถึงช่วงมัธยม แต่การฝึกพูดหน้ากระจกเป็นเวลาหลายเดือน ช่วยให้เขาเลิกพูดติดอ่างได้สำเร็จ
นายไบเดน เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเดลาแวร์ จากนั้นเข้าเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์
ในเวลาต่อมาเขาได้สมรสกับภรรยาคนแรกที่ชื่อ นีเลีย แล้วเริ่มต้นอาชีพทางการเมืองที่เมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์

ทศวรรษที่ 1970

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายทรัมป์ เล่าว่าเขาเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยเงินก้อนเล็ก ๆ จำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่กู้มาจากบิดา ก่อนที่จะได้เข้าไปทำงานในบริษัทของครอบครัว ซึ่งเขาช่วยบริหารการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในนครนิวยอร์ก ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารใหญ่ของบริษัท โดยในปี 1971 เขาได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น "ทรัมป์ ออร์กาไนเซชัน"
6 ปีต่อมา นายทรัมป์ ได้สมรสกับ อิวานา เซลนิชโควา นักกีฬาและนางแบบเชื้อสายเช็ก ปัจจุบัน ลูก ๆ จากการสมรสครั้งแรกคือ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์, อิวานกา และเอริค ต่างเป็นกำลังสำคัญในการบริหารทรัมป์ ออร์กาไนเซชัน

ที่มาของภาพ, Getty Images

หลังจากได้รับการเลือกตั้งในปี 1972 ขณะตั้งตาคอยจะได้ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก แต่จู่ ๆ ก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นกับนายไบเดน เมื่อ ภรรยา และลูกสาวตัวน้อยที่ชื่อ นาโอมิ เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะที่ลูกชาย 2 คน คือ โบ และ ฮันเตอร์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส
นายไบเดน เป็นที่รู้จักและจดจำของผู้คนจากภาพที่เขาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งวุฒิสมาชิกสังกัดพรรคเดโมแครตสมัยแรกจากห้องผู้ป่วยของโรงพยาบาลที่ลูกชายของเขาพักรักษาตัวอยู่

ทศวรรษที่ 1980

ที่มาของภาพ, Joe McNally / Getty Images
ช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 นายทรัมป์ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน ได้เปลี่ยนจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ในย่านบรูคลิน และควีนส์ ไปยังย่านแมนฮัตตันที่ทันสมัย
หลังจากซื้อโรงแรมเก่าแล้วเปลี่ยนโฉมให้เป็นโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท อันหรูหรา เขาก็สร้างอาคารทรัมป์ทาวเวอร์สูง 68 ชั้น ที่ถนนฟิฟธ์ อเวนิว ซึ่งเริ่มเปิดทำการในปี 1983 หลังจากนั้นก็มีการสร้างอาคารที่ใช้ชื่อตระกูลทรัมป์ตามมามากมาย
แต่ใช่ว่าทุกอย่างที่นายทรัมป์จับจะกลายเป็นเงินเป็นทองไปเสียทั้งหมด เพราะการลงทุนของเขาได้นำไปสู่การที่ธุรกิจ 4 แห่งถูกฟ้องล้มละลาย

ที่มาของภาพ, Arnie Sachs / Getty Images
ช่วง 14 ปีแรกของการทำงานในรัฐสภา นายไบเดน ได้สร้างชีวิตใหม่หลังจากการเสียชีวิตของภรรยาและลูก เขาพยายามทำให้ลูกชายทั้งสองได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง โดยจะเดินทางไปกลับระหว่างบ้านในรัฐเดลาแวร์กับกรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นประจำทุกวัน ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาจะแต่งงานใหม่กับครูสาวที่ชื่อ จิลล์ จาคอบส์ และทั้งคู่มีลูกด้วยกันคนหนึ่งชื่อว่า แอชลีย์
นายไบเดน สร้างชื่อจากการทำงานในคณะกรรมาธิการยุติธรรมของวุฒิสภา แล้วเริ่มมีชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักระดับประเทศ โดยในปี 1987 เขาได้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่ต้องถอนตัวออกไปหลังจากถูกกล่าวหาว่าลอกคำปราศรัยของนายนีล คินน็อค หัวหน้าพรรคเลเบอร์ของอังกฤษในขณะนั้น

ทศวรรษที่ 1990

ที่มาของภาพ, Getty Images
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียวเริ่มไม่พอสำหรับนายทรัมป์ เขาจึงหันไปจับธุรกิจในแวดวงบันเทิง โดยเข้าไปเป็นผู้จัดการประกวดนางงามในปี 1996 ทั้งเวที มิสยูนิเวิร์ส มิสยูเอสเอ และมิสทีนยูเอสเอ
ขณะที่ชีวิตส่วนตัวนั้น นายทรัมป์ได้หย่าขาดจาก อิวานา ภรรยาคนแรก แล้วแต่งงานใหม่กับดาราสาวมาร์ลา เมเปิลส์ ในปี 1993 ทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน ก่อนที่จะหย่าขาดในปี 1999 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่บิดาของนายทรัมป์เสียชีวิต
"พ่อคือแรงบันดาลใจของผม" นายทรัมป์กล่าวในตอนนั้น

ที่มาของภาพ, Wally McNamee/ Getty Images
วันที่ 11 ต.ค. 1991 ชาวอเมริกันต่างเฝ้าดูการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ตอนที่ น.ส.แอนิตา ฮิลล์ นักกฎหมายของมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา ขึ้นให้การต่อคณะกรรมาธิการยุติธรรมของวุฒิสภาที่เปิดการพิจารณาการเสนอชื่อนายคลาเรนซ์ โธมัส เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯ
น.ส.ฮิลล์ กล่าวหาว่า นายโธมัสมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศต่อเธอหลายครั้งตอนที่ทั้งคู่ร่วมงานกันในรัฐบาลของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน
นายไบเดน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการในขณะนั้น เป็นผู้นำการไต่สวน และเขาถูกวิจารณ์เรื่องการจัดการกับหลักฐานของ น.ส.ฮิลล์ มาโดยตลอด
การไต่สวนครั้งนั้นดำเนินขึ้นโดยผู้ชายผิวขาวทั้งหมด ขณะที่ผู้หญิงหลายคนที่ยินยอมจะขึ้นให้การสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของ น.ส.ฮิลล์ กลับไม่ถูกนายไบเดน เรียกตัวมาขึ้นให้การ
ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เมื่อเดือน เม.ย. ปี 2019 นายไบเดน กล่าวว่าเขา "เสียใจที่เธอ (น.ส.ฮิลล์) ได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น"

ทศวรรษที่ 2000

ที่มาของภาพ, Ron Galella / Getty Images
ในปี 2003 นายทรัมป์ได้เป็นตัวละครเอกในรายการเรียลิตีที่ชื่อ "ดิ แอพเพรนทิซ" (The Apprentice) ซึ่งเขาสวมบทเป็นทั้งนักธุรกิจและคนดังในแวดวงสื่อ โดยให้ผู้ร่วมรายการเข้าแข่งขันทำงานในอาณาจักรธุรกิจของนายทรัมป์
เขาทำรายการดังกล่าวยาวนานถึง 14 ซีซัน และระบุในการเปิดเผยข้อมูลด้านการเงินว่าได้รับค่าจ้างจากเครือข่ายโทรทัศน์ให้ทำรายการนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 213 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ในปี 2005 นายทรัมป์ สมรสกับ เมลาเนีย ภรรยาคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นอดีตนางแบบชาวสโลวีเนีย และมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน คือ บาร์รอน วิลเลียม ทรัมป์

ที่มาของภาพ, Joe Raedle / Getty Images

นายไบเดน ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2008 ก่อนที่จะถอนตัวออกไป แม้จะพลาดโอกาสดังกล่าว แต่ชื่อของเขากลับมาเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ หลังจากเมื่อวันที่ 23 ส.ค. ปี 2008 นายบารัค โอบามา ประกาศให้นายไบเดนเป็นคู่ท้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของเขา
ในที่สุดทั้งคู่ก็ชนะการเลือกตั้ง และได้ดำรงตำแหน่งถึง 2 สมัย นายโอบามา และนายไบเดน ได้กลายเป็นเพื่อนร่วมงานที่มีความสนิทสนมแน่นแฟ้น โดยที่นายไบเดนมักเรียกนายโอบามาว่า "น้องชาย" ของเขา

ทศวรรษที่ 2010

ที่มาของภาพ, Carlos Barria / Reuters
ราวเดือน มิ.ย.ปี 2015 นายทรัมป์ได้ประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ทว่าการรณรงค์หาเสียงของเขาต้องเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวมากมาย เช่น การเผยแพร่คลิปจากปี 2005 ที่เผยให้เห็นเขาพูดจาเชิงลามกเกี่ยวกับผู้หญิง รวมทั้งข้อกล่าวหาต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงจากเพื่อนสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ระบุว่าเขาไม่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ได้ประกาศต่อกลุ่มผู้สนับสนุนเขาอยู่เสมอว่าเขาเอาชนะโพลล์สำนักต่าง ๆ ที่ให้เขามีคะแนนตามหลังนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต โดยนายทรัมป์บอกว่า หากเขาได้เป็นประธานาธิบดี เขาจะกวาดล้างการทุจริตในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ
ความมุ่งมั่นของเขากลายเป็นจริงในที่สุด หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 แล้วสาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ปี 2017

ที่มาของภาพ, Michael Reynolds / Getty Images
ในงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งประธานาธิบดี นายโอบามาได้สร้างความประหลาดใจให้นายไบเดน ด้วยการมอบ "เหรียญแห่งอิสรภาพของประธานาธิบดี" (Presidential Medal of Freedom) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ผู้สร้างคุณูปการต่อประเทศชาติ
"การได้รู้จักกับโจ ไบเดน คือการได้รู้จักความรักที่ปราศจากการเสแสร้ง การรับใช้โดยไม่คำนึงถึงตนเอง และการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่" นายโอบามา กล่าว
แม้การร่วมงานกับนายโอบามาจะถือว่าประสบความสำเร็จ แต่นายไบเดน กลับต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมในครอบครัวอีกครั้ง เมื่อ โบ ลูกชายของเขาเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในสมองเมื่อปี 2015 ขณะมีอายุ 46 ปี เขาถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ และตั้งเป้าจะลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเดลาแวร์ในปี 2016

ปี 2020

ที่มาของภาพ, Win McNamee / Getty Images
การรณรงค์หาเสียงชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของนายทรัมป์ปิดฉากลงท่ามกลางการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งคร่าชีวิตคนอเมริกันไปแล้วกว่า 230,000 คน โดยทั้งตัวเขา ตลอดจนภรรยา และบาร์รอน ลูกชายคนเล็กก็ติดเชื้อไวรัสนี้เช่นกัน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวอีกหลายคน
ในช่วงไม่กี่วันก่อนถึงการเลือกตั้งวันที่ 3 พ.ย.นายทรัมป์ได้เรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการล็อกดาวน์ ในขณะที่เขาเร่งเดินหน้าหาเสียงในรัฐ ที่ถือเป็นสนามเลือกตั้งที่มีการแข่งขันกันอย่างสูสี

ที่มาของภาพ, Roberto Schmidt / Getty Images
ท่าทีเรื่องโรคโควิด-19 ของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองถือว่าแตกต่างกันมาก โดยนายไบเดน กล่าวว่าการจัดการวิกฤตไวรัสโคโรนาที่มีสถานการณ์เลวร้ายลงของนายทรัมป์ถือเป็นการ "ดูหมิ่น" เหยื่อของโรคระบาดครั้งนี้
"ถ้าผมชนะเลือกตั้ง ก็คงจะต้องใช้ความพยามยามอย่างหนักเพื่อยุติการระบาดใหญ่ครั้งนี้...ผมสัญญาว่าเราจะเริ่มทำสิ่งที่ถูกที่ควรกันตั้งแต่วันแรกของการทำงาน" นายไบเดน กล่าว
ทุกภาพมีลิขสิทธิ์










