เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: โจ ไบเดน กับคำมั่นและแนวนโยบาย

ตอนที่นายโจ ไบเดน ประกาศสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้อย่างเป็นทางการ เขาบอกว่าเขายืนหยัดต่อสู้เพื่อสองสิ่ง คือคนงานที่ "สร้างประเทศนี้" และค่านิยมที่จะประสานรอยร้าวจากการแบ่งแยกในสังคม
ขณะที่สหรัฐฯ เผชิญความท้าทายหลายอย่าง ตั้งแต่ภาวะโรคระบาดไปจนถึงความอยุติธรรมทางเชื้อชาติ แนวนโยบายหลักของเขาจึงเน้นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนทำงาน ฟื้นฟูการปกป้องสิ่งแวดล้อม สิทธิการรักษาพยาบาล และมิตรประเทศในต่างแดน
เขาส่งสารนี้ถึงผู้ชมทั่วประเทศตอนที่พรรคเดโมแครตประกาศชื่อเขาเป็นตัวแทนพรรคลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ
มาดูรายละเอียดกันว่าเขาวางนโยบายอย่างไรใน 8 ประเด็นหลัก
โรคระบาดโควิด-19
โครงการตรวจหาเชื้อและติดตามตัวทั่วประเทศ
แนวทางในการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง คือการจัดให้มีการตรวจหาเชื้อฟรี และจ้างคน 1 แสนอัตรา สำหรับดำเนินโครงการติดตามตัวผู้สัมผัสเชื้อทั่วประเทศ

ที่มาของภาพ, EPA
เขาบอกว่าเขาต้องการให้มีศูนย์ตรวจหาเชื้ออย่างน้อย 10 แห่งในแต่ละรัฐ และเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางจัดสรรทรัพยากร ให้ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลกลางกำหนดข้อแนะนำให้เป็นเรื่องเป็นราว เขาบอกด้วยว่าผู้ว่าการรัฐทุกรัฐ ควรออกข้อบังคับเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย
ประชนชนที่ยังแคลงใจเรื่องอำนาจของรัฐบาลกลางก็อาจจะมองว่านี่เป็นความพยายามที่เกินเอื้อมไปสักหน่อย แต่ทว่านี่เป็นแนวคิดโดยรวมของพรรคเดโมแครตและตัวนายไบเดนเองในการวางบทบาทหน้าที่ของรัฐบาล
งานและเงิน
เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และลงทุนเรื่องพลังงานสีเขียว
เพื่อรับมือกับผลกระทบจากภาวะโรคระบาด นายไบเดนให้คำมั่นว่าจะ "จัดสรรงบให้เท่าที่จำเป็น" เพื่อปล่อยกู้ให้ธุรกิจขนาดเล็ก และเพิ่มเงินเยียวยาให้ครอบครัว หนึ่งในข้อเสนอคือเพิ่มเงินช่วยเหลือด้านสังคม 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ( ราว 6,000 บาท) ต่อเดือน ซึ่งเท่ากับเป็นการล้มเลิกนโยบายลดหย่อนภาษี และโครงการผ่อนผันหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาของรัฐบาลทรัมป์
นโยบายเศรษฐกิจโดยรวมของนายไบเดน หรือที่เรียกกันว่า "สร้างใหม่ไฉไลกว่าเดิม" เป็นการพยายามเอาใจกลุ่มฐานเสียงของพรรค 2 กลุ่มหลักคือคนวัยหนุ่มสาวและชนชั้นแรงงาน
เขาสนับสนุนให้เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 465 บาท) ต่อชั่วโมง มาตรการนี้ถูกใจกลุ่มคนหนุ่มสาวอย่างมาก และยังเป็นนโยบายเสาหลักของพรรคในปี 2020 ที่ชี้ให้เห็นว่าพรรคเริ่มเอนไปทางฝ่ายซ้ายมากขึ้น เขายังต้องการลงทุน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเรื่องพลังงานสะอาด โดยบอกว่าการส่งเสริมสายการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นการช่วยชนชั้นแรงงานไปในตัว เพราะพวกเขาก็จะเป็นแรงงานหลักในสายการผลิตนี้อยู่แล้ว

ที่มาของภาพ, EPA
นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ทุ่มงบรัฐบาลกลางอีก 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อสินค้าที่ผลิตในอเมริกา เพิ่มเติมไปจากคำสัญญาจะประกาศใช้กฎหมายสนับสนุนซื้อสินค้าอเมริกันสำหรับโครงการขนส่งใหม่ ๆ
ก่อนนี้นายไบเดนเคยถูกวิจารณ์เรื่องที่เขาสนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ซึ่งหลายฝ่ายวิจารณ์ว่าทำให้งานรั่วไหลไปต่างประเทศ ในปีนี้ เขาเสนอแผนให้รัฐบาลกลางทุ่มงบ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใช้จ่ายซื้อวัสดุอุปกรณ์ บริการ การวิจัย และเทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศ
เชื้อชาติ
ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เงินให้เปล่าสำหรับชุมชนชองชนกลุ่มน้อย
หลังเกิดกระแสประท้วงเรื่องความอยุติธรรมทางเชื้อชาติทั่วสหรัฐฯ นายไบเดนบอกว่าเขาเชื่อว่าการเหยียดเชื้อชาติยังมีอยู่ในสหรัฐฯ และจัดการได้ด้วยแผนเศรษฐกิจและสังคมเพื่อสนับสนุนคนกลุ่มน้อย และหัวใจของแผนฟื้นฟูของเขาคือการทุ่มงบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างงานและธุรกิจให้คนกลุ่มน้อย

ที่มาของภาพ, EPA
ส่วนในเรื่องกระบวนการยุติธรรม เขาเปลี่ยนขั้วจากท่าทีปราบปรามอาญชากรรมอย่างเด็ดขาดของเขาในช่วงทศวรรษ 1990 มาตอนนี้เขาเสนอนโยบายลดการจับกุม แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องเชื้อชาติ เพศ ความเหลื่อมล้ำทางฐานะ ในกระบวนการยุติธรรม และการฟื้นฟูนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัว เขาบอกว่าจะจัดโครงการเงินให้เปล่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับรัฐต่าง ๆ เพื่อลงทุนในความพยายามลดการจับกุม ยกเลิกข้อบังคับเรื่องโทษขั้นต่ำ ให้กัญชาไม่มีโทษทางอาญา ซึ่งรวมไปถึงถอดถอนการลงโทษคดีจากกัญชาก่อนหน้านี้ และต้องการให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตด้วย
อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ตัดเงินสนับสนุนตำรวจ โดยบอกว่าที่จริงแล้วควรมีการจัดทรัพยากรเพื่อให้หน่วยตำรวจรักษามาตรฐานไว้ได้ แต่เขาก็บอกว่า งบตำรวจบางอย่างควรจะถูกกันไปจัดการเรื่องภาคสังคม อย่างเรื่องสุขภาพจิต และเรียกร้องทุ่มงบ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อโครงการคุ้มครองชุมชน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กลับเข้าร่วมข้อตกลงระดับโลกอีกครั้ง
นายไบเดนบอกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยอันตรายที่มีอยู่จริง เขาบอกว่าจะสนับสนุนให้ทุกชาติในโลกเร่งมือจัดการเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ ด้วยการเข้าร่วมข้อตกลงปารีสอีกครั้ง หลังจากที่นายทรัมป์ประกาศให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกมา ข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลให้สหรัฐฯ ต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 28% ภายในปี 2025

ที่มาของภาพ, EPA
ถึงแม้ว่านายไบเดนจะไม่เห็นด้วยนักกับนโยบายพร้อมงบประมาณเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่นักการเมืองฝ่ายซ้ายในพรรคของเขาผลักดัน แต่เขาก็เสนอให้จัดงบรัฐบาลกลาง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อทำการวิจัยเรื่องเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะ 10 ปี ซึ่งบางส่วนก็ทับซ้อนกับแผนด้านเศรษฐกิจของเขา นอกจากนี้ เขาต้องการให้สหรัฐฯ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนเหลือศูนย์ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นพันธะสัญญาที่ประเทศอื่น 60 ประเทศทั่วโลกประกาศไว้เมื่อปีที่แล้ว แม้จีนและอินเดีย สองชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูงจะยังไม่ให้คำมั่นเรื่องนี้
โดยรวมแล้วแผนการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมของเขาจึงเข้าคู่กันได้ดีกับแผนเศรษฐกิจที่ต้องการให้ผลิตพลังงานสะอาดมากขึ้น
นโยบายการต่างประเทศ
กู้ชื่อเสียงของอเมริกาและอาจจัดการกับจีน

ที่มาของภาพ, EPA
นายไบเดนเขียนไว้ว่า ในฐานะประธานาธิบดี เขาจะให้ความสำคัญกับประเด็นระดับชาติก่อน นั่นหมายถึงว่า เขายังยึดแนวทางการทำงานร่วมกับนานาชาติในเวทีโลก ตรงข้ามกับนโยบายของนายทรัมป์ที่ต้องการแยกอเมริกาออกมา เขายังสัญญาด้วยว่าจะกระชับความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตร โดยเฉพาะพันธมิตรนาโต้ ซึ่งนายทรัมป์ขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะตัดเงินสมทบ
นายไบเดนบอกด้วยว่าจีนควรรับผิดชอบเรื่องนโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม แต่แทนที่จะมุ่งเป้าขึ้นกำแพงภาษี เขาเสนอผนึกกำลังกับชาติประชาธิปไตยอื่น เพื่อให้จีนเพิกเฉยไม่ได้ แม้จะไม่ชัดเจนว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่
สุขภาพ
ขยายแผนโอบามาแคร์

ที่มาของภาพ, BIDEN CAMPAIGN HANDOUT via REUTERS
ตอนที่เขาเป็นรองประธานาธิบดี สมัยรัฐบาลโอบามา เขาบอกว่าจะขยายแผนประกันสุขภาพ และเดินหน้าให้แผนสำเร็จเพื่อให้ชาวอเมริกันราว 97% ได้รับความคุ้มครอง และเกือบจะได้เสนอแผนดูแลสุขภาพถ้วนหน้าด้วย เขาสัญญาจะให้ชาวอเมริกันทุกคนมีทางเลือกขึ้นทะเบียนในประกันสาธารณสุข คล้ายกับเมดิแคร์ ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ และเขายังลดข้อกำหนดเรื่องอายุขั้นต่ำสำหรับความคุ้มครองเมดิแคร์ จาก 65 เป็น 60 ปี คณะกรรมาธิการด้านงบประมาณรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ขึ้นกับพรรคใด ประเมินว่าแผนของนายไบเดนจะต้องใช้งบราว 2.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะ 10 ปี
การย้ายถิ่นฐาน
ยกเลิกนโยบายทรัมป์

ที่มาของภาพ, Reuters
นายไบเดนสัญญาว่า ภายใน 100 วันแรกของการขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เขาจะเปลี่ยนนโยบายของนายทรัมป์ที่พรากพ่อแม่ลูกที่ชายแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก ยกเลิกข้อจำกัดเรื่องการสมัครขอรับสถานะผู้ลี้ภัย และยกเลิกข้อห้ามเดินทางเข้าประเทศจากกลุ่มประเทศมุสลิม
เขายังสัญญาจะปกป้อง "นักล่าฝัน" ซึ่งเป็นเยาวชนจากครอบครัวผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย และได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยในประเทศได้ภายใต้นโยบายรัฐบาลโอบามา เขาบอกว่าจะให้คนกลุ่มนี้มีสิทธิ์เข้าโครงการขอเงินช่วยเหลือสำหรับนักเรียนด้วย
การศึกษา
โครงการเพื่อเด็กวัยก่อนเข้าเรียน ขยายสิทธิ์เรียนฟรี
เรียกได้ว่าเป็นนโยบายฝ่ายซ้ายที่ชัดเจน เพราะนายไบเดนหนุนนโยบายด้านการศึกษาหลายประการ ซึ่งเป็นแนวนิยมของทางพรรคด้วย ไม่ว่าจะเป็น การผ่อนผันหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษา การเพิ่มวิทยาลัยที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน และการเข้าถึงโครงการเพื่อเด็กก่อนวัยเรียน งบประมาณที่จะมาใช้ตรงนี้จะมาจากการยกเลิกแผนลดภาษีของนายทรัมป์นั่นเอง








