สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน : เกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

โดย เฟิ้ง เฉ่ายิ๋ง

บีบีซีแผนกภาษาจีน กรุงวอชิงตันดีซี

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 2 ปี มีการตอบโต้กันทั้งด้วยวาจาและการตั้งกำแพงภาษี แต่วันนี้ (15 ม.ค.) ทั้งสองประเทศเตรียมลงนามสัญญาข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ในระยะแรกแล้ว

ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สงครามการค้าในครั้งนี้ได้แปรเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ ของชาติมหาอำนาจทั้งสอง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของโลกอย่างมาก มาดูกันว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ขาดดุลการค้าน้อยลง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เชื่อว่าการทำสงครามภาษี จะช่วยลดการขาดดุลทางการค้า กับจีนได้ ดุลการค้าคือการเปรียบเทียบมูลค่าการนำเข้าสินค้ากับการส่งออกสินค้าของประเทศ โดยถ้านำเข้ามากกว่าส่งออก หมายความว่าประเทศนั้น ๆ ขาดดุลการค้า

จริงอยู่ที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าน้อยลงตั้งแต่สองประเทศเริ่มทำสงครามการค้ากัน แต่ตัวเลขขาดดุลก็ยังสูงอยู่

ในช่วง 12 เดือน นับถึงเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ตัวเลขขาดดุลของสหรัฐฯ ลดลง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.8 แสนล้านบาท) และคงอยู่ที่ 3.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 10 ล้านล้านบาท)

แต่การลดการขาดดุลทางการค้าลงก็มีผลเสีย ที่เห็นได้คือมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศลดลงกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3 ล้านล้านบาท)

A Chinese factory worker examines products at the production line.

ที่มาของภาพ, Getty Images

สหรัฐฯ ส่งออกผลผลิตทางการเกษตรไปจีนน้อยลง

ที่ผ่านมา จีนไม่ได้อยู่เฉย แต่ตอบโต้การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และผู้ที่ได้รับผลพวงมากที่สุดคือ เกษตรกรสหรัฐฯ โดยมูลค่าการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรจากสหรัฐฯ ไปจีนลดลงจากเกือบ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 7.5 แสนล้านบาท) เหลือเพียงไม่ถึง 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2 แสนล้านบาท) ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่นี่ไม่น่าจะส่งผลกระทบมากสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยภาพรวม เนื่องจากเกษตรกรในสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด และทางการก็ได้ให้เงินอุดหนุนจำนวนมากแก่เกษตรกรเพื่อบรรเทาความเสียหาย

A farmer holds soybean from the 2018 harvest, on May 5, 2019, at her farm in Scribber, Nebraska.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การส่งออกถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ไปจีน ลดฮวบลงนับตั้งแต่สหรัฐฯ และจีน เริ่มทำสงครามการค้ากัน

จีนลงทุนน้อยลง

การลงทุนของจีนในสหรัฐฯ ลดลงมาก ในขณะที่การลงทุนของสหรัฐฯ ในจีนค่อนข้างคงที่ตลอดช่วงที่เกิดสงครามการค้า

สถาบันกิจการอเมริกา (American Enterprise Institute) ระบุว่า มูลค่าการลงทุนของจีนลดฮวบจาก 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2016 ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เหลือแค่ 9.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2.9 แสนล้านบาท) ในปี 2018 ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2019 บริษัทจีนลงทุนในสหรัฐฯ เพียงแค่ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 7.5 หมื่นล้านบาท)

บริษัทจีนไม่อยากลงทุนในสหรัฐฯ นักเนื่องจากกังวลเรื่องความขัดแย้งทางการค้า รวมถึงการที่สหรัฐฯ ตรวจสอบการลงทุนเข้มงวดขึ้น และจีนก็ควบคุมการถือครองเงินทุนมากขึ้น

บรรยากาศมืดหม่น

แม้บริษัทอเมริกันยังดำเนินกิจการในจีนอยู่ แต่กิจการเหล่านั้นก็กังวลเรื่องสงครามการค้า สภาธุรกิจสหรัฐฯ-จีน (US-China Business Council) ระบุว่าในปี 2019 บริษัทอเมริกันที่ดำเนินกิจการในจีนราว 81 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าสงครามการค้าส่งผลเสียต่อธุรกิจ โดยตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมา 8 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า

ขณะที่ในปี 2017 มีบริษัทอเมริกันเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ที่กังวลในเรื่องนี้

Employees work on an assembly line of truck at a plant of JAC Motors, a comprehensive automaker with full-line independent brand vehicles in China.

ที่มาของภาพ, Getty Images

กระทบทั้งโลก

คาดกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์อย่างที่ตั้งเป้าไว้ ปัจจัยหนึ่งก็คือสงครามการค้ากับจีน นักวิเคราะห์มองว่าต้องใช้เวลาอีกหลายปีถึงจะเห็นว่าจริง ๆ แล้วสงครามการค้าส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

เศรษฐกิจจีนก็เติบโตน้อยลง ธนาคารโลกคาดว่าในปีนี้ เศรษฐกิจจะเติบโตไม่ถึง 6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ

สงครามการค้าของสองชาติยักษ์ใหญ่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ประกาศลดตัวเลขคาดการณ์เติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008

แยกทาง

แม้ว่าจะทำข้อตกลงการค้ากันใหม่ แต่ยังมีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐฯ และจีน จะ "แยกทาง" กัน

ทางการสหรัฐฯ ขึ้น "บัญชีดำทางการค้า" (Entity list) บริษัทหัวเว่ย และบริษัทจีนอื่น ๆ อีกหลายสิบราย และห้ามไม่ให้บริษัทอเมริกันทำธุรกิจด้วย ส่วนทางการจีนก็สร้างบัญชีดำในลักษณะคล้ายกันขึ้นมาตอบโต้ และก็มีสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะจับจ้องและตรวจสอบบริษัทจีนที่ดำเนินกิจการในสหรัฐฯ ต่ออย่างเข้มงวด

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้ว่าการเจรจาข้อตกลงในขั้นแรกจะสามารถระงับไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายไปมากกว่านี้ แต่ก็ไม่น่าจะทำให้การแข่งขันและการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันและกันของทั้งสองชาติจบลง