จักรพรรดิญี่ปุ่น : ความเป็นมา ความหมาย และหมายกำหนดการ พระราชพิธีขึ้นครองราชย์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
โดย ผศ.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
Tokyo University of Foreign Studies
จักรพรรดิวงศ์แห่งญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์หลายศตวรรษ อยู่บนภูมิหลังที่ผูกโยงความเชื่อด้านเทพเจ้าเข้ากับโลกแห่งความจริงในด้านการปกครองมายาวนาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมคู่สังคมญี่ปุ่น ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับสถาบันนี้จึงอยู่ในความสนใจของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิ
ในสมัยโบราณ การสละราชสมบัติไม่ใช่เรื่องแปลก เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น พระพลานามัยของจักรพรรดิบ้าง ภัยพิบัติบ้าง หรือเหตุผลทางการเมือง แต่ในรอบ 2 ศตวรรษที่ผ่านมา ไม่มีเหตุสละราชสมบัติเกิดขึ้น
การสละราชสมบัติครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี 1817 โดยสมเด็จพระจักรพรรดิโคกากุซึ่งอยู่ในสมัยเอโดะ (1603-1868) ดังนั้น การสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิในสมัยเฮเซ (Heisei 1989-2019) จึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาสำหรับคนญี่ปุ่น รัฐบาลต้องเตรียมการทั้งในด้านกฎหมายและความเหมาะสม อีกทั้งต้องเตรียมงานพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ต่อไปในคราวเดียวกัน
สมัยเฮเซ มีความหมายว่า "ความสงบสุขทั่วแผ่นดิน" เริ่มต้นตั้งแต่ 8 มกราคม 1989 ซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ (พระนาม "ฮิโรฮิโตะ") เสด็จสวรรคต และจะสิ้นสุดในวันที่ 30 เมษายน 2019 โดยการสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน (พระนาม "อากิฮิโตะ") ซึ่งเป็นรัชสมัยที่ 125

ที่มาของภาพ, Reuters
ไม่เอ่ยพระนามพระจักรพรรดิ
โดยขนบ คนญี่ปุ่นไม่เอ่ยพระนามของสมเด็จพระจักรพรรดิทั้งในชีวิตประจำวันและในสื่อมวลชน การกล่าวถึงพระองค์จะใช้คำว่า "สมเด็จพระจักรพรรดิ (องค์ปัจจุบัน)" เท่านั้น และสมเด็จพระจักรพรรดิตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ไม่มีนามสกุล เพราะถือว่านามสกุลเป็นสิ่งที่เจ้าเหนือหัวมอบให้แก่ผู้ที่มีศักดิ์ต่ำกว่า เมื่อสถาบันจักรพรรดิอยู่ในสถานะสูงสุด จึงไม่มีผู้ใดมอบนามสกุลให้ได้
สถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่นมีเพียง "วงศ์" เดียวที่สืบทอดกันมาไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี จึงไม่จำเป็นต้องมีนามสกุล นอกจากนี้ ระหว่างช่วงเวลาในรัชสมัยนั้นขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดิยังมีพระชนม์ชีพอยู่ จะไม่นำชื่อสมัยมาเอ่ยถึงพระองค์ คำว่า "เฮเซ" จึงยังใช้กับสมเด็จพระจักรพรรดิไม่ได้ ตัวอย่างอื่น เช่น "จักรพรรดิเมจิ" หรือ "จักรพรรดิไทโช" นั้นพูดได้เพราะทั้งสองพระองค์สวรรคตแล้ว
"พระเจ้าหลวง" และ "พระพันปี"
เมื่อสิ้นสุดสมัยเฮเซ ญี่ปุ่นจะเข้าสู่ศักราชใหม่ทันทีพร้อมกับการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ในวันรุ่งขึ้น สมเด็จพระจักรพรรดิองค์ก่อนจะดำรงพระสถานะเป็น "โจโก" Jōkō ในภาษาไทยมีคำว่า "พระเจ้าหลวง" และสมเด็จพระจักรพรรดินี (ชื่อเดิมขณะเป็นสามัญชน "มิจิโกะ โชดะ") จะทรงเป็น "โจโกโง" Jōkōgō หรือ "พระพันปี" ส่วนภาษาอังกฤษ สำนักพระราชวังแห่งญี่ปุ่นบัญญัติคำว่า Emperor Emeritus และ Empress Emerita ตามลำดับ จากนี้ไปหากเอ่ยถึงพระองค์เป็นภาษาไทย คำที่เหมาะสมจึงน่าจะเป็น "สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวง" และ "สมเด็จพระจักรพรรดินีพระพันปีหลวง"
หมายกำหนดการ
ช่วงเปลี่ยนผ่านรัชสมัยจึงมีทั้งพระราชพิธีสละราชสมบัติและพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ต่อกัน ส่วนแรกนั้นใช้เวลาไม่นานนัก แต่ส่วนหลังจะเริ่มจัดอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป โดยมิได้จัดแค่วันเดียวเสร็จ แต่เป็น "ชุดพระราชพิธี" แบ่งได้ 2 ประเภทตามลักษณะหน่วยงานหลักที่จัด คือ พระราชพิธีของประเทศซึ่งผู้ดำเนินการคือรัฐบาลญี่ปุ่น และพระราชพิธีของวัง นอกจากนี้ยังมีงานสำคัญอีกงานหนึ่งหลังเสร็จพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ด้วย ได้แก่ การสถาปนาผู้สืบทอดราชสมบัติ ซึ่งจะจัดช่วงต้นปี 2020
หมายกำหนดการทั้งหมดมีลำดับดังนี้
- 1 เมษายน - ประกาศชื่อศักราชใหม่
- 30 เมษายน : พระราชพิธีสละราชสมบัติ
- 1 พฤษภาคม : พระราชพิธีขึ้นครองราชย์
-(00:01 น.) - การถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์
-(เช้า) - เสด็จออกมหาสมาคมยามเช้า
- 22 ตุลาคมเป็นต้นไป : พระราชพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์
-กระบวนพยุหยาตรา เสด็จฯ พบปะประชาชน เป็นต้น
-สมเด็จพระจักรพรรดิพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารอาคันตุกะ
- 26 ตุลาคม - ประชาชนเข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักรับรอง
- 14-15 พฤศจิกายน - พระราชพิธีไดโจไซ
-(ยังไม่กำหนด) เสด็จพระราชดำเนินสักการะศาลเจ้าสำคัญ
- 19 เมษายน 2020 - พระราชพิธีแต่งตั้งรัชทายาท

ที่มาของภาพ, Reuters
รายละเอียดของแต่ละพิธี
30 เมษายน พระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระจักรพรรดิจะเสด็จฯ ออกพบตัวแทนประชาชน นายกรัฐมนตรีเป็นหนึ่งในตัวแทนของผู้เข้าเฝ้าฯ กล่าวถวายพระพรและแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมกันนี้พระองค์จะมีพระราชดำรัสครั้งสุดท้ายในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ ในวันรุ่งขึ้นสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีไม่ทรงมีหมายกำหนดการเข้าร่วมพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่
1 พฤษภาคม พระราชพิธีขึ้นครองราชย์ มกุฎราชกุมารทรงเข้าสู่พระราชพิธีขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ พระราชพิธีนี้มีลักษณะเคร่งขรึม จุดสำคัญคือการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์สามสิ่ง Kenji-tō-shōkei no gi อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นจักรพรรดิ ได้แก่ กระจก พระขรรค์ และอัญมณีมางาตามะ รูปทรงคล้ายหยดน้ำ ซึ่งตำนานกล่าวว่าสุริยเทวีผู้เป็นต้นตระกูลจักรพรรดิได้มอบให้แก่หลาน และหลานผู้นี้เป็นทวดของจักรพรรดิองค์แรกแห่งญี่ปุ่น
นอกจากนี้มีการถวายพระราชลัญจกรด้วย โดยจัดที่ "พระที่นั่งต้นสน" ในเขตพระราชฐาน ต่อมาในช่วงเช้า สมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่เสด็จออกมหาสมาคมยามเช้า (Sokui-go choken no gi) โดยมีคณะตัวแทนเข้าเฝ้าฯ อย่างหัวหน้าฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการเป็นอาทิ พระองค์จะมีพระปฐมบรมราชโองการในช่วงนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
อนึ่ง สำหรับพระราชพิธีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์การครองราชย์ของกษัตริย์ ภาษาไทยใช้คำว่า "พระราชพิธีบรมราชาภิเษก" และมีน้ำเป็นส่วนสำคัญตามขนบความเชื่อของไทย โดยนำมาจากแหล่งต่าง ๆ ที่ถือว่าเป็นมงคล พิธีจึงได้ชื่อว่า "ราชาภิเษก" อันประกอบด้วยคำว่า "ราชา" กับ "อภิเษก" คำหลังนี้เป็นกริยาที่มีความหมายว่า "แต่งตั้งโดยการทำพิธีรดน้ำ" (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) ส่วนพระราชพิธีของญี่ปุ่น น้ำไม่ได้มีบทบาทเช่นนั้น แต่มีคติทางชินโต หรือ "วิถีแห่งเทพ" อันสืบเนื่องจากสุริยเทวีและการสร้างชาติของญี่ปุ่นเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหลัก เช่น การไปสักการะศาลเจ้าสำคัญ การรับประทานอาหารร่วมกับเทพเจ้า
22 ตุลาคม พระราชพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ พิธีก่อนหน้านี้อยู่ในขอบข่ายเรียบง่ายเคร่งขรึม ส่วนพระราชพิธีในวันที่ 22 ตุลาคม ถือเป็นพิธีทางการที่มีบรรยากาศทั้งแบบจริงจังและแบบงานเลี้ยงฉลอง เป็นการประกาศอย่างเป็นกิจจะลักษณะให้ผู้คนทั้งในและต่างประเทศทราบโดยทั่วกันถึงการขึ้นครองราชย์โดยสมบูรณ์ของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่
ในวันพระราชพิธี ครึ่งเช้าสมเด็จพระจักรพรรดิทรงฉลองพระองค์ตามขนบราชสำนักญี่ปุ่นโบราณ เสด็จฯ ประทับที่บุษบก "ทากามิกูระ" ซึ่งมีรูปทรงเป็นซุ้มปราการ มีหลังคาประดับเหลี่ยมมุมวิจิตร และเยื้องไปทางขวามีบุษบก "มิโจได" ขนาดย่อมลงหน่อย เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดินี จัดพิธีในท้องพระโรงโดยมีข้าราชบริพาร คณะบุคคล และอาคันตุกะเข้าเฝ้าฯ อย่างคับคั่ง
ในช่วงบ่ายทั้งสองพระองค์ออกพบปะประชาชนในริ้วกระบวนรถยนต์พระที่นั่ง ในครั้งนี้รถพระที่นั่งคือรถโตโยต้าเซนจูรีซึ่งถือว่าเป็นรถยนต์ชั้นสูงของญี่ปุ่น ต่างจากครั้งพระราชบิดาที่ทรงใช้โรลส์-รอยซ์ โดยมีประชาชนมาเข้าเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมีประมาณ 110,000 คน ตั้งแต่คืนวันที่ 22 เป็นต้นไปจะเริ่มเชิญอาคันตุกะคณะต่าง ๆ เข้าเฝ้าฯ รวมแล้ว 4 วัน คือ วันที่ 22, 25, 29 และ 31 ตุลาคม โดยในวันที่ 26 ตุลาคม ประชาชนทั่วไปจะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
14-15 พฤศจิกายน พระราชพิธีไดโจไซ (Daijō-sai) เป็นพิธีตามคติชินโต จัดขึ้นในเขตพระราชฐาน สื่อนัยว่าเป็นการรับประทานอาหารร่วมกับเทพเจ้าและภาวนาขอให้ประเทศกับประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข พิธีนี้เก่าแก่และแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งอดีต รายละเอียดของพิธีคือ ใช้กระดองเต่าเสี่ยงทายว่าจะเลือกผลิตข้าวบนที่นาผืนไหน เมื่อเลือกแล้วและผลิตจนได้ผลก็จะถวายข้าวแด่เทพเจ้า โดยสมเด็จพระจักรพรรดิร่วมเสวย อีกทั้งมีการถวายเสื้อผ้าแด่เทพเจ้า และตั้งแต่สมัยเมจิ (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย) เป็นต้นมาก็นำของขึ้นชื่อประจำจังหวัดแต่ละแห่งมาถวายเทพเจ้าด้วย พิธีนี้เริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 6 โมงเย็นในวันแรก และดำเนินต่อไปจนเสร็จประมาณตีสามครึ่งของวันรุ่งขึ้น
19 เมษายน 2020 พระราชพิธีสถาปนารัชทายาท เมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธีขึ้นครองราชย์โดยสมบูรณ์แล้ว ในปีถัดไปมีการแต่งตั้งรัชทายาทองค์ใหม่ ดังนี้
- รัชทายาทลำดับที่ 1 ได้แก่ เจ้าชายอากิชิโนะพระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า crown prince ซึ่งแปลว่า "มกุฎราชกุมาร" ตามความเข้าใจของคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ใช้คำว่า "โคไตชิ" (Kōtaishi) ซึ่งหมายถึง "พระโอรสผู้ทรงเป็นรัชทายาท" แต่ใช้คำว่า "โคชิ" (kōshi) หากว่ากันอย่างเคร่งครัดคงต้องเรียกว่า "มกุฎราชอนุชา"
- รัชทายาทลำดับที่ 2 ได้แก่ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสในเจ้าชายอากิชิโนะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ชื่นชมและต่อต้าน
ในด้านหนึ่งพระราชพิธีเหล่านี้ถือว่าเป็นการสืบสานขนบประเพณีอันเก่าแก่ แต่ในด้านหนึ่งก็มีค่าใช้จ่ายสูง การเตรียมงานจึงมีแนวโน้มไปในทางประหยัดเพื่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์น้อยที่สุด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะที่สถาบันจักรพรรดิมีความสำคัญต่อญี่ปุ่น แต่ก็มีคนต่อต้านเช่นกัน ความเคลื่อนไหวแต่ละอย่างจึงต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดจากสถาบันนี้
งบประมาณที่ประเมินไว้เพื่องานพิธีคือประมาณ 16,800 ล้านเยน (ราว 5,500 ล้านบาท) โดยจะเชิญแขกบ้านแขกเมืองจากทั่วโลกมาร่วมงานประมาณ 2,500 คน รายละเอียดที่คะเนไว้โดยสังเขป เช่น พระราชพิธีหลัก 1,800 ล้านเยน, ค่าจัดเลี้ยงอาหาร 500 ล้านเยน, พระราชพิธีไดโจไซประมาณ 2,700 ล้านเยน และเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พิธีนี้จึงลดจำนวนแขกที่จะเชิญมาร่วมงาน และพยายามนำสิ่งของในพิธีกลับมาแปรใช้ใหม่แทนที่จะเผาทิ้งเป็นส่วนใหญ่เหมือนที่ผ่าน ๆ มา
เมื่อย้อนกลับไปดูช่วงปี 2016 ตั้งแต่สมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบันทรงแสดงพระราชประสงค์ ว่าจะสละราชสมบัติ ตอนนั้นประชาชนญี่ปุ่นใจหาย แต่ก็ยอมรับโดยดุษณีเพราะเข้าใจว่าด้วยพระชนมายุที่เกิน 80 พรรษาแล้ว ทรงเหน็ดเหนื่อยต่อพระราชกรณียกิจและคงถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพักพระวรกาย เมื่อทุกอย่างต้องเป็นไปตามครรลอง ประชาชนก็ตั้งตารอที่จะได้มีสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่อย่างใจจดใจจ่อ
ความเป็นเทพคือที่มาของศาสนาชินโตและสถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่น ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานะอันสูงส่งของจักรพรรดิเทียบเท่าเทพเจ้า ต่อมาเมื่อแพ้สงคราม สถานะของจักรพรรดิได้ถูกลดระดับลงเหลือเพียงมนุษยภาพ แต่ในเชิงวัฒนธรรมมวลชน สถาบันจักรพรรดิยังคงครองใจปวงชนญี่ปุ่นตราบจนปัจจุบันในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศ แหล่งสืบสานขนบประเพณี มิ่งขวัญของปวงชน และยิ่งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว คงจะกล่าวได้ว่าไม่มีนักเคลื่อนไหวหรือนักการทูตคนใดมาแทนที่ได้









