ยาที่คุณกินอาจทำให้รู้สึกซึมเศร้า?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, อเล็กซ์ เทอร์เรียน
- Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ บีบีซี นิวส์
เมื่อพูดถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยา คุณอาจนึกถึงผื่นคัน หรือ อาการปวดศีรษะ แต่งานวิจัยล่าสุดในสหรัฐฯ พบว่า ยาที่แพทย์สั่งให้ใช้เป็นประจำหลายชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ใช้มีอาการซึมเศร้า
ส่วนหนึ่งของยาเหล่านี้ คือ ยารักษาโรคหัวใจ, ยาคุมกำเนิด และยาแก้ปวด ซึ่งเป็นยาที่คนจำนวนมากในประเทศอื่น ๆ ได้รับการสั่งจ่ายจากแพทย์เช่นกัน
มากกว่า 1 ใน 3 ของยาที่ผู้เข้าร่วมการศึกษา 26,000 คน มีอาการซึมเศร้าเป็นผลข้างเคียงจากยาที่ใช้
เขาศึกษาอะไรบ้าง?
วารสารสมาคมการแพทย์อเมริกันตีพิมพ์ผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และกำลังรับยาอย่างน้อย 1 ชนิดระหว่างปี 2005-2014 ซึ่งพบว่า 37% ของยาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์ ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดบางชนิด และยาลดกรด มีผลข้างเคียงอันตรายอย่างหนึ่งคือ การมีอาการซึมเศร้า
ผลการศึกษาจากลุ่มตัวอย่างพบว่า ยิ่งใช้ยามากชนิด ยิ่งมีโอกาสมีอาการซึมเศร้ามากขึ้น
- 7% ในกลุ่มผู้ที่กินยาเหล่านี้ 1 ชนิด
- 9% สำหรับคนที่กิน 2 ชนิด
- 15% สำหรับคนที่กิน 3 ชนิดขึ้นไป
ประเมินกันว่า ราว 5% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เผชิญกับการมีอาการซึมเศร้า
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดีมา กาโต หัวหน้าคณะผู้ศึกษา จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ กล่าวว่า "หลายคนอาจแปลกใจที่รู้ว่า ยาที่พวกเขากินอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวกับการรักษาอาการวิตกกังวล หรือ ด้านอารมณ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงของการมีอาการซึมเศร้าได้ และอาจนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าในที่สุด"
อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ยาเหล่านี้ เป็นสาเหตุของการมีความรู้สึกเศร้าเหงาหงอยหรือไม่
เมื่อคุณรู้สึกไม่สบายกาย คุณย่อมรู้สึกไม่สบายใจ และเป็นไปได้ที่ผู้เข้าร่วมการศึกษาบางส่วนอาจจะมีประวัติการมีอาการซึมเศร้ามาก่อนแล้ว
ผู้เชี่ยวชาญของอังกฤษว่าอย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักร เตือนว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นการเกี่ยวข้องกันระหว่างการรับยาเหล่านี้และความเสี่ยงของการมีอาการซึมเศร้า แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นเหตุและผลของกันและกัน
ศาสตราจารย์เดวิด บอลด์วิน จากราชวิทยาลัยจิตแพทย์ (Royal College of Psychiatrists) กล่าวว่า "ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่การใช้ยาเพื่อรักษาการเจ็บป่วยทางร่างกายอย่างโรคหัวใจและโรคปอด มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้า เพราะการเจ็บป่วยทางร่างกายเองก็มีส่วนทำให้มีความเสี่ยงที่จะมีอาการซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว"
ราชวิทยาลัยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (Royal College of General Practitioners) ก็ระบุเช่นกันว่า ผลการศึกษาทั้งหมดอาจจะใช้ไม่ได้ในสหราชอาณาจักร เพราะระบบสุขภาพของสหราชอาณาจักรแตกต่างจากในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์เฮเลน สโตกส์-แลมเพิร์ด ประธานของราชวิทยาลัยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า "เป็นเรื่องสำคัญที่คนไข้ควรเปิดเผยยาที่กำลังรับอยู่ที่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปอาจไม่ทราบ หรือเปิดเผยต่อเภสัชกร เมื่อไปซื้อยาที่เคาน์เตอร์"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความเสี่ยงคืออะไร?
ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับยาที่ใช้
ยาบางชนิด ให้ผลข้างเคียง คือ อาการซึมเศร้า เช่น ยาคุมกำเนิดบางชนิด แต่สำหรับยาชนิดอื่น ไม่ค่อยพบผลข้างเคียงเช่นนี้
หากผลข้างเคียงที่พบได้มากกว่่า 10% ของผู้ใช้ยาจัดเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ส่วนผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยพบจะส่งผลต่อคนในอัตราน้อยกว่า 1 ใน 10,000
ข้อมูลนี้สามาถสืบค้นได้ทางออนไลน์ และถูกพิมพ์ติดไว้ที่ขวดยา
ศาสตราจารย์เดวิด เทย์เลอร์ จากราชสมาคมเภสัชกรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาว่า มี "คำอธิบายที่ฟังขึ้น" หรือไม่ ว่าเหตุใดยาจึงทำให้เกิดอาการซึมเศร้า
ยกตัวอย่าง การรับประทานยาคุมกำเนิด มีความเกี่ยวข้องที่ชัดเจนระหว่างระดับฮอร์โมนและอารมณ์
เขากล่าวว่า แต่ในยาตัวอื่น อย่างเช่นยาโรคหัวใจ เป็นเรื่องยากกว่าที่จะวิเคราะห์ว่า ตัวยาหรืออาการของโรคที่ทำให้เกิดอาการซึมเศร้าขึ้น
ศาสตราจารย์เทย์เลอร์ กล่าวว่า "เราไม่รู้ว่ายาส่งผลให้เกิดอะไรขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงของการรักษาคน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเหล่านั้น"
ผู้ใช้ควรทำอย่างไร
ศาสตราจารย์เทย์เลอร์ แนะนำว่า ถ้าคุณกำลังรับยาเหล่านี้อยู่ และไม่มีสัญญาณของอาการซึมเศร้า ก็ไม่ต้องกังวลอะไร
แต่สำหรับผู้ที่รับยาเหล่านี้กำลังเผชิญกับอาการซึมเศร้า เขาแนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือว่า มียาตัวอื่นที่ไม่ส่งผลข้างเคียงหรือไม่
ถ้าคุณกำลังคิดว่าจะต้องรับยาเหล่านี้บางชนิด เขากล่าวว่า ก็ควรจะต้อง "ระมัดระวังไว้บ้าง"
"โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังรับยาอีกตัวหนึ่งอยู่ที่เกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้าอยู่แล้ว"










