ครบ 8 ปี ประยุทธ์ ควรไปต่อหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Reuters
นักวิชาการและสังคมออนไลน์ตั้งข้อสงสัยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ หากบริหารประเทศมาแล้ว 8 ปีในวันที่ 23 ส.ค. เพราะตามรัฐธรรมนูญปี 2560 นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปีมิได้
ดร. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า โพสต์ผ่านหน้าเฟซบุ๊ก เปิดประเด็นถึงครบ 8 ปีการนั่งเก้าอี้นายกฯ ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า มีเอกสารบันทึกการประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กมธ. ถึงวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่า ทั้งประธานและรองประธาน กมธ. มีความเห็นว่า ควรนับรวมระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครอบคลุมถึงก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ด้วย
“ส่งผลให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี ในวันที่ 23 ส.ค. นี้ และไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไปหลังวันนั้น”
ดร. พิชาย วิเคราะห์ต่อว่า หาก พล.อ. ประยุทธ์ต้องการดำรงตำแหน่งต่ออีก หลังวันที่ 23 ส.ค. สามารถทำได้ด้วยการ “ยุบสภา” ก่อนครบกำหนด เพราะรัฐธรรมนูญไม่นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตําแหน่ง
“พล.อ. ประยุทธ์ก็ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้อีก 3-4 เดือน ก่อนที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ชึ่งทำให้ พล.อ. ประยุทธ์สามารถร่วมงานประชุมนานาชาติในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีในเดือน พ.ย. ได้” ดร.พิชาย ระบุในโพสต์ดังกล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า ส่วนตัว “หากพล.อ. ประยุทธ์รู้ว่าต้องพ้นจากตำแหน่งแน่นอน เขาคงไม่เลือกที่จากไปอย่างเงียบ ๆ แน่”
เนื้อหาบันทึกการประชุม กมธ. ครั้งที่ 500 เป็นอย่างไร
จากการตรวจสอบพบว่า บันทึกการประชุมที่ ดร.พิชาย กล่าวถึง คือ บันทึกการประชุม กมธ. ครั้งที่ 500 ณ วันที่ 7 ก.ย. 2561 ที่ประชุมกันที่อาคารรัฐสภา 2 โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการ และนายสุพจน์ ไข่มุกต์ เป็นรองประธานกรรมการ คนที่หนึ่ง และกรรมการคนอื่น ๆ รวม 30 คน
เนื้อหาส่วนที่สังคมออนไลน์กล่าวถึง คือ ความเห็นของประธานกรรมการและรองประธานฯ ดังนี้
ประธานกรรมการ (นายมีชัย ฤชุพันธ์) ถามที่ประชุมว่า ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ สามารถนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าว เข้ากับวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่
นายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธานกรรมการ คนที่หนึ่ง ตอบว่า หากนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ เมื่อประเทศไทยยังคงมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรนับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว รวมเข้ากับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย
จากนั้นประธานกรรมการ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาบทเฉพาะกาลในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง ทำให้แม้จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ ก็สามารถนับรวมระยะเวลาดังกล่าว รวมกับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง โดยวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี

ที่มาของภาพ, เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand

ที่มาของภาพ, Facebook/พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
ประยุทธ์ว่าอย่างไร
วันนี้ (10 ส.ค.) นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่เอกสารบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.61 อ้างความเห็นของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ต่อประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ว่า มีความพยายามของคนบางกลุ่มที่ต้องการกดดันหวังสร้างประเด็นให้นายกรัฐมนตรีโดยหยิบเอาบางช่วงบางตอนของเอกสารดังกล่าวที่เป็นความเห็นของกรรมการเพียงไม่กี่คนมานำเสนอจนเกิดความสับสน ทั้ง ๆ ที่เอกสารนี้เป็นแค่บันทึกการประชุมหรือบันทึกการแสดงความเห็นของกรรมการ “แต่ไม่ใช่มติ”
นายธนกร ระบุว่า หน้าปกเอกสารระบุชัดเจนว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ได้รับรอง จึงไม่ควรนำมาใช้อ้างอิง และการประชุมดังกล่าวของ กมธ. เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ประกาศใช้ไปแล้ว เพื่อจัดทำเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในขั้นตอนถัดมา ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้ระบุไว้ “ที่ถูกต้องควรไปพิจารณาความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมูญปี 2560 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่มาของนายกรัฐมนตรี และฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตีความกันไปตามความเห็นหรือความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่มีอำนาจหน้าที่หรือความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์หรือหลักกฎหมาย"
"ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เคารพการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและไม่อยู่เหนือกฎหมาย จึงขอให้ทุกฝ่ายยึดหลักการและปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายเช่นเดียวกัน เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้และไม่เกิดความวุ่นวาย” นายธนกร กล่าว
วาระนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์
พล.อ. ประยุทธ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง
ครั้งแรก เมื่อ 24 ส.ค. 2557 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ภายหลังก่อรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมติเมื่อ 21 ส.ค. 2557 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 191 เสียง งดออกเสียง 3
ครั้งที่สอง เมื่อ 9 มิ.ย. 2562 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ภายหลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 และรัฐสภาลงมติเมื่อ 5 มิ.ย. 2562 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง พล.อ. ประยุทธ์ แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียง 500 ต่อ 244 งดออกเสียง 3

ที่มาของภาพ, Reuters
ข้อกฎหมาย
การนั่งบริหารราชการแผ่นดินของ พล.อ. ประยุทธ์ ตั้งแต่ปี 2557 กำลังถูกจับตามองอย่างหนักว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ห้ามไม่ให้นายกฯ ดำรงตำแหน่งรวมกันเกิน 8 ปี หรือไม่
ข้อกฎหมายที่บรรดานักกฎหมายจากสำนักคิดต่าง ๆ หยิบยกมาพูดถึงบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560
- มาตรา 158 วรรคสี่ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าต่อต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง
- มาตรา 158 วรรคสอง ระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159
- มาตรา 264 ระบุว่า ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็น ครม. ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
- คำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ 2560 ในส่วนของมาตรา 158 (ปรากฏในหน้า 275) ระบุว่า การกำหนดระยะเวลา 8 ปีก็เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไปอันเป็นต้นเหตุเกิดวิกฤตทางการเมืองได้
เชื่อมโยงกับสูตรหาร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ ยังไง
ประเด็นนี้ยังถูกนำมาถกเถียงในที่ประชุมร่วมรัฐสภาลงมติแก้ไขกฎหมายลูก ให้สอดรับกับสูตรการคำนวณ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์แบบหาร 500 ในวันนี้ (10 ส.ค.) ก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 15 ส.ค. ซึ่งสิ่งที่ต้องจับตาคือ สภาจะล่ม จนทำให้ลงมติไม่สำเร็จ เป็นเหตุให้ต้องกลับไปใช้สูตรหาร 100 ตามข้อเสนอเดิมหรือไม่

ที่มาของภาพ, Reuters
นพ. ระวี มศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ตอบคำถามถึงสาเหตุการพลิกไปพลิกมาของกฎหมายลูกว่า น่าจะมีการเกี่ยวพันกับการตัดสินครบวาระ 8 ปี ของนายกรัฐมนตรี เพราะหากนายกฯ ถูกตัดสินว่าครบวาระ ตามมาตรา 158 วรรค 4 จะทำให้นายกฯ คนต่อไปน่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีรายชื่ออยู่ในแคนดิเคตนายกรัฐมนตรี
แต่น่าจะมีขบวนการล็อบบี้ไม่ให้นายอนุทินขึ้นดำรงตำแหน่ง เพราะการโหวตเลือกต้องใช้เสียง ส.ว. 250 เสียงด้วย หลังจากนั้นก็จะเป็นการเอานายกฯ คนนอก เป็นก๊อก 2 ซึ่งตรงนี้ตัวเก็งหนึ่งน่าจะเป็น พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แต่มีเงื่อนไขระบุอยู่ว่า การที่ พล.อ.ประวิตร จะขึ้นเป็นนายกฯ ได้ จะต้องใช้เสียงโหวตของฝ่านค้านจำนวนหนึ่งอยู่ด้วย
“ผมก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่ข่าวลือเขาระบุชัดว่า มีการฮั้วกันระหว่างคน 2 คน โดยประชาชนที่ติดตามข่าวน่าจะรู้ว่าหมายถึงใคร ว่าใครมีอิทธิพลบารมีมากพอที่จะไล่ ส.ส.และ ส.ว. กลับบ้านได้ และใครมีอิทธิพลเหนือพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเป็นหาร 100 เพื่อแลกเปลี่ยนกัน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไป”








