ชี้ชะตาคณิตศาสตร์การเลือกตั้ง จะจบที่หาร 500 หรือหาร 100

ที่มาของภาพ, Getty Images
หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ประชุมร่วมรัฐสภาเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อในวาระ 2 และ 3 ในวันนี้ (2 ส.ค.) หลังมีการปรับแก้เนื้อหาในมาตราต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ โดยใช้ 500 เป็นตัวหาร แทนการหารด้วย 100
ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น มีกระแสข่าวว่านักเลือกตั้งบางส่วนได้เดินเกมต่อรองให้กลับไปใช้สูตรหาร 100 และยังมีข่าวปล่อยถึงขั้นว่าอยากกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ร้อนถึงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาปฏิเสธข่าวหลัง
ขณะที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นเองให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หลังจบการพิจารณาในวาระ 3
- มติรัฐสภา 392:160 คว่ำสูตรหาร 100 หนุนสูตรหาร 500 ตามจุดยืน พล.อ. ประยุทธ์
- เปิดมติรัฐสภา เช็กชื่อกองหนุนสูตรหาร 100 ผู้แพ้โหวตกลางรัฐสภา
- เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.ป. พรรคการเมือง และ ร่าง พ.ร.ป. เลือกตั้ง ที่กำหนดอนาคตการเมืองไทย
- รัฐสภาให้ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ 149 ส.ว. โหวตเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3
สูตรเปลี่ยน กฎหมายลูกก็ต้องเปลี่ยน
การแก้ไขเนื้อหาบางส่วนในร่างกฎหมายลูก เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมรัฐสภามีมติเมื่อ 6 ก.ค. คว่ำสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบหารด้วย 100 ในระหว่างพิจารณาวาระ 2 ด้วยคะแนนเสียง 392 ต่อ 160 และมีมติเห็นด้วยกับสูตรหารด้วย 500 ตามญัตติของ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 354 ต่อ 162
สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ปรากฏในมาตรา 23 (แก้ไขมาตรา 128) ของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่..) พ.ศ. …. เสนอโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข และ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นประธาน ส่วน นพ.ระวี เป็น กมธ.เสียงข้างน้อย ที่พลิกมาชนะโหวตกลางสภา

ที่มาของภาพ, ทีวีรัฐสภา
เมื่อสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เปลี่ยนแปลงไป กมธ. จึงต้องปรับปรุงเนื้อหาส่วนที่เหลือให้ไม่ขัดหรือแย้งกัน ซึ่งปรากฏความเปลี่ยนแปลงใน 2 มาตรา
เพิ่มมาตรา 24/1 ขึ้นมาใหม่ เป็นวิธีคำนวณหาจำนวน ส.ส.พึงมีได้ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ภายใต้สูตรหาร 500 ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปความให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้
- นำจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่จะประกาศผลเลือกตั้ง บวกด้วยจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน >> ถ้าจำนวนเต็มสภาก็คือ 400+100 = 500
- คำนวณหาคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส.พึงมี 1 คน โดยนำคะแนนรวมที่ทุกพรรคได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ หารด้วยผลลัพธ์ข้างบน >> ตัวอย่าง ในการเลือกตั้งปี 2562 ทุกพรรคการเมืองได้คะแนนมหาชนรวมกันราว 37,000,000 คะแนน หารด้วย 500 ได้คะแนนเฉลี่ยที่ 74,000 คะแนน
- คำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยนำจำนวน ส.ส.พึงมีได้ของพรรคนั้น ๆ ลบด้วยจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตที่พรรคนั้นได้ >> ตัวอย่าง พรรค ก. ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 1,000,000 คะแนน หารด้วย 74,000 ได้ ส.ส. รวม 13.5 คน หากมี ส.ส.เขตไปแล้ว 7 คน ก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเบื้องต้น 6 คน
- ในกรณีที่คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อครบทุกพรรคแล้ว ยังมีจำนวนไม่ครบ 100 คน ให้พรรคที่มีเศษจากการคำนวณมากที่สุดได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพิ่มอีก 1 คน จนกว่าจะครบ 100 คน
แก้ไขมาตรา 26 เป็นวิธีคำนวณ ส.ส. กรณีมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต ภายใน 1 ปีนับจากวันเลือกตั้ง โดยกำหนดว่า ถ้าต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส.เขตใหม่ด้วยเหตุที่การเลือกตั้งนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรม เมื่อประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส. ซ่อมแล้ว ให้คำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะได้รับจัดสรรใหม่ โดยนำจำนวน ส.ส.เขตที่ได้จากการเลือกตั้งใหม่มารวมคำนวณด้วย ยกเว้นการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างด้วยเหตุผลอื่น ๆ ไม่ให้มีผลกระทบต่อการคำนวณจำนวน ส.ส.พึงมี

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
ล้มบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แค่ “ข่าวลือ”
แม้เสียงข้างมากของสมาชิก 2 สภาตัดสินใจเลือกสูตรคำนวณหายอด ส.ส.บัญชีรายชื่อโดยใช้ 500 หารไปแล้ว แต่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับปรากฏความเคลื่อนไหวจากบรรดาแหล่งข่าวที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน แต่ประสงค์จะปล่อยข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อใน 2 ทิศทาง
หนึ่ง มีรายงานว่าแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลได้เข้าพูดคุยกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอให้พลิกกลับไปใช้สูตรหารด้วย 100 แทนการหารด้วย 500 เพราะเกรงว่ามติรัฐสภาจะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเมื่อทดลองคำนวณแล้วพบว่า พรรคร่วมฯ จะเสียเปรียบพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และอาจไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลย
สอง มีรายงานข่าวว่าแกนนำรัฐบาลได้ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมฯ ว่าต้องการกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวภายใต้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งปรากฏครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนนำมาใช้จัดการเลือกตั้งหนแรกในปี 2562 แล้วทำให้ พปชร. ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก่อนมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2564 ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แยกการตัดสินใจเลือกระหว่าง ส.ส.เขต 400 คน กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน
ข่าวลือ-ข่าวปล่อยที่ออกมา ทำให้นักการเมืองตีความว่าปฏิบัติการหัก กมธ.เสียงข้างมาก แล้วพลิกโหวตกลางรัฐสภาให้ใช้สูตรปาร์ตี้ลิสต์แบบหารด้วย 500 อาจเป็นเพียง “เป้าหลอก” โดยมี “เป้าจริง” อยู่ที่การกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะรองหัวหน้า พปชร. ยอมรับว่า “ได้ยินข่าวทำนองนั้น” แต่เท่าที่ฟังล่าสุดคงจะไม่สามารถกลับไปใช้บัตรใบเดียวได้ เพราะ ส.ส.หลายพรรคไม่ต้องการจะกลับไปใช้บัตรใบเดียว
ต่อมามีนักการเมืองสังกัด พปชร. หลายคนออกมาให้สัมภาษณ์สนับสนุนการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพราะแม้ประชาชนไม่ชอบคน ก็ยังเลือกพรรคได้ หรือถ้าไม่ชอบพรรค ก็เลือกคนแทนได้ แต่ถ้าใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ประชาชนจะไม่มีตัวเลือกใด
นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข และประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สังกัด ปชป. ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความเป็นไปได้ในการกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งบัตรใบเดียวว่า “หากเป็นอย่างนั้น ผมรับไม่ได้ จะคัดค้านเป็นคนแรก” เพราะแก้รัฐธรรมนูญมาใช้บัตร 2 ใบแล้ว วันนี้ควรจะตัดสินว่าจะใช้สูตรหาร 500 หรือ 100 แต่หากแก้แล้วกลับไปที่เดิมเสียเวลาประเทศ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า
เช่นเดียวกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่บอกว่า เราเพิ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญไปไม่นาน ยังไม่ถึงปี แก้จากบัตรใบเดียวมาเป็นบัตร 2 ใบ พร้อมยืนยันว่า ชทพ. สนับสนุนแนวทางบัตร 2 ใบ เพราะเป็นแนวทางที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ริเริ่มเอาไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นที่มาของบัตร 2 ใบ และหารด้วย 100 ดังนั้น ชทพ. จึงเห็นด้วยกับการเดินตามแนวทางนี้มาตลอด ทั้งนี้หากจะกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ก็จะทำให้ความพยายามในการทำงานและประชุมหลายเดือนที่ผ่านมาเท่ากับเป็นศูนย์
ทว่าล่าสุดเมื่อ 1 ส.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาสยบทุกข่าวปล่อย โดยยืนยันว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่เคยพูดถึงประเด็นการกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ไม่มีการถามกันอย่างเป็นทางการ และไม่เคยมีใครมาถามตนเป็นการส่วนตัว
รองนายกฯ ด้านกฎหมายของรัฐบาลกล่าวด้วยว่า หากจะกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง หากจะทำ ส่วนตัวไม่ทราบว่าจะทำไปทำไม

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สูตรหาร 100 ยังกลับมาได้ไหม
หากถามว่าสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบหารด้วย 100 ยังมีโอกาสฟื้นคืนชีพหรือไม่ อาจยังเป็นไปได้ แต่ต้องอาศัยแท็กติกทางกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมามีนักกฎหมายและนักวิเคราะห์การเมืองชี้ช่องเอาไว้ 3 แนวทาง ดังนี้
แท็กติกที่ 1 ยื้อเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้เกินกรอบการจัดทำกฎหมายลูก ซึ่งต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประธานรัฐสภาให้บรรจุระเบียบวาระการประชุม ซึ่งจะครบกำหนด 15 ส.ค. นี้
หากรัฐสภาพิจารณาไม่ทัน ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาปี 2563 ข้อ 101 กำหนดว่า “ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่าง พ.ร.ป. ที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาวาระสอง” ซึ่งก็คือร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ฉบับ กมธ.เสียงข้างมาก และได้กลับไปใช้สูตรหาร 100 โดยปริยาย
อย่างไรก็ตามแท็กติกนี้ดูเหมือนจะถูกตีตกไปแล้ว หลังประธานรัฐสภาสั่งบรรจุระเบียบวาระพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 2-3 ส.ค. นี้
แท็กติกที่ 2 ใช้มติที่ประชุมร่วมรัฐสภาโหวตคว่ำร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งฉบับในวาระ 3 ซึ่งต้องอาศัยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสองสภา หรือ 326 เสียงขึ้นไป จากสมาชิกรัฐสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 726 คน (ส.ส. 477 คน และ ส.ว. 249 คน) ซึ่งจะทำให้สูตรหาร 500 ตกไปโดยอัตโนมัติ แล้วต้องตั้งต้นจัดทำร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2564
แท็กติกที่ 3 ที่ประชุมร่วมรัฐสภาโหวตผ่านร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในวาระ 3 จากนั้นไปรอลุ้นการตีความขององค์กรอิสระ เนื่องจากประธานรัฐสภาต้องส่งร่าง พ.ร.ป. ให้ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาภายใน 10 วัน หากองค์กรเหล่านั้นตีความว่าสูตรหาร 500 ขัดรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายลูกก็จะถูกตีกลับมายังรัฐสภาให้ดำเนินการแก้ไขมาตรา 23-25 ใหม่ โดยอาจกลับใช้สูตรหาร 100
คนการเมืองส่วนใหญ่ดูเหมือนจะสนับสนุนแนวทางนี้ โดยให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ของตนให้จบ แล้วส่งองค์กรภายนอกเป็นผู้ชี้ขาด แทนการกลับมติตัวเองไปมา
เพื่อไทยขู่เอาผิด ส.ส.-ส.ว. โหวตเห็นชอบ
ไม่ว่าบทสรุปของรัฐสภาจะลงเอยอย่างไร แต่แกนนำพรรคฝ่ายค้านยังไม่ขอจบเกมนี้ด้วย นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) และ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เปิดเผยว่า หลังร่าง พ.ร.ป. ผ่านความเห็นชอบในวาระ 3 พท. จะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ ส.ส. และ ส.ว. ที่ร่วมลงมติเห็นชอบกับร่างกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากเป็นกรณีจงใจไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2564
ขณะเดียวกัน พท. อาจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.ป. ฉบับนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะไม่คาดหวังกับ กกต. ว่าจะมีข้อทักท้วงกลับมา

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
ส.ว. ดักคอ “กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ออกกฎหมาย”
ด้านนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา และ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เชื่อว่า กกต. จะดำเนินการตามมติของรัฐสภา ซึ่งประเด็นที่ต้องให้ความเห็นคือ มีข้อความขัดแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่ และจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ “กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ออกกฎหมาย สุดท้ายก็ต้องกลับมารัฐสภา”
สำหรับ กกต. เป็นต้นร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ฉบับ ครม. และ กมธ.เสียงข้างมาก ที่กำหนดให้ใช้สูตรหารด้วย 100 นั่นทำให้ ส.ส. และ ส.ว. ส่วนหนึ่งเห็นว่าองค์กรอิสระแห่งนี้น่าจะตีความสูตรหารด้วย 500 ไม่ถูกต้อง
ในระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย อินไซต์ไทยแลนด์" ทางช่อง MCOT นายดิเรกฤทธิ์ตอบคำถามที่ว่ารัฐสภาไทยกลายเป็นตัวตลกหรือไม่ เพราะกลับไปกลับมา จากโหวตรับหลักการสูตรหาร 100 ในวาระแรก แต่แล้วก็ตัดสินใจคว่ำหลักการเดิมในวาระ 2 แล้วไปเลือกสูตรหาร 500 และล่าสุดมีข่าวลือว่าจะกลับไปใช้สูตรเก่าอีกครั้ง
"ก็มองได้ (ว่าเป็นรัฐสภาตัวตลก)" เขากล่าวและว่า แต่เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป ตอนแรกที่เลือกหาร 100 พราะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อรัฐสภาได้ประชุมพิจารณารายละเอียด เราก็ต้องเลือกว่าแนวทางไหนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ "ผมเชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่ยังยึดสูตรคำนวณตามที่ลงมติไปแล้ว เพราะความจริงเปลี่ยนไป”








