ไทยติดหนึ่งใน 75 ประเทศถูกสหรัฐฯ ระงับวีซ่าถาวร คนไทยยังไปสหรัฐฯ ได้หรือไม่ ด้วยวีซ่าแบบไหน ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศระงับการออกวีซ่าถาวร ( Immigrant Visa) ต่อพลเมือง 75 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป
ประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฉบับนี้ระบุว่า "จะระงับการออกวีซ่าถาวร สำหรับ 75 ประเทศซึ่งมีผู้อพยพเข้ามาใช้สวัสดิการของชาวอเมริกันในระดับที่เกินกว่าจะยอมรับได้" และบอกด้วยว่า "การระงับนี้จะมีผลต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะสามารถมั่นใจได้ว่า ผู้อพยพใหม่จะไม่เข้ามาเบียดบังเอาความมั่งคั่งไปจากชาวอเมริกัน"
หลังจากทำเนียบขาวออกมายืนยันถึงประกาศฉบับนี้อย่างเป็นทางการในวันนี้ (14 ม.ค.) สถานการณ์การขอวีซ่าสหรัฐฯ สำหรับคนไทยก็กลายเป็นประเด็นร้อนแรง
บีบีซีไทยสำรวจรายละเอียดของประกาศนี้ รวมถึงประเภทวีซ่าที่คนไทยจะได้รับผลกระทบ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญต่อผู้ที่กำลังมีแผนเดินทางหรือต้องใช้วีซ่าที่อนุมัติโดยทางการสหรัฐฯ
เปิดรายละเอียดคำสั่ง "อเมริกันเฟิร์สต์" ที่สหรัฐฯ ระบุว่า ป้องกัน "ภาระต่อรัฐ"
กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ประกาศระงับการออกวีซ่าทั้งหมดให้แก่ผู้ยื่นขอวีซ่าถาวรซึ่งเป็นพลเมืองของประเทศตามรายชื่อ 75 ประเทศ โดยกล่าวว่ากำลังทบทวนกฎและแนวทางทั้งหมด
"ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าผู้อพยพจะต้องสามารถพึ่งพาตนเองทางการเงิน และต้องไม่เป็นภาระต่อประชาชนอเมริกัน" ตอนต้นของประกาศฉบับเต็มที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ระบุ
รายชื่อกลุ่มประเทศดังกล่าวซึ่งมี 75 ประเทศถูกจัดว่า "อยู่ในระดับความเสี่ยงสูง" โดยมีตั้งแต่ประเทศในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง ไปจนถึงอเมริกากลางและแคริบเบียน
สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกสหรัฐฯ ประกาศล่าสุด ได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา และไทย
กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ว่าผู้อพยพจาก 75 ประเทศนี้ "ชิงเอาสวัสดิการจากประชาชนชาวอเมริกันในอัตราที่เรารับไม่ได้"
ขณะเดียวกันโพสต์จากทำเนียบขาวซึ่งประกาศนโยบายนี้ระบุว่าการระงับการออกวีซ่าถาวรเป็นไปเพื่อ "ทำให้แน่ใจว่าผู้อพยพที่เข้ามาจะไม่กลายเป็นภาระของรัฐและไม่แย่งชิงความมั่งคั่งไปจากผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน" พร้อมลงท้ายข้อความว่า "AMERICA FIRST" ที่มีความหมายว่าอเมริกาต้องมาก่อน
มาตรการระงับการออกวีซ่านี้จะมีผลตั้งแต่ 21 ม.ค. นี้เป็นต้นไป โดยมาตรการดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ถือสองสัญชาติที่หากมีหนังสือเดินทางที่ยังใช้ได้จากประเทศที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ถูกระงับ พวกเขาจะไม่ถูกจำกัดด้วยประกาศครั้งนี้
รัฐบาลสหรัฐฯ ยังยืนยันว่า มาตรการนี้ไม่กระทบต่อวีซ่าถาวรที่ได้รับการอนุมัติแล้วก่อนหน้านี้ และจะไม่มีวีซ่าใดถูกเพิกถอนภายใต้แนวทางนี้ ส่วนเรื่องการเดินทางเข้าประเทศยังคงต้องตรวจสอบกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ

ที่มาของภาพ, Reuters
"วีซ่าชั่วคราว" ไม่ได้รับผลกระทบตามประกาศนี้
วีซ่าสหรัฐฯ นั้นแยกประเภท ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามวัตถุประสงค์การเดินทาง ได้แก่ วีซ่าชั่วคราว และวีซ่าถาวร
วีซ่าชั่วคราว (Non-immigrant Visa - NIV) คือวีซ่าสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐฯ เพียงชั่วคราวแล้วเดินทางกลับ ประกอบด้วย
- วีซ่าท่องเที่ยวและธุรกิจ (B-1/B-2): สำหรับผู้ที่วางแผนไปเที่ยวพักผ่อน เยี่ยมญาติ หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น
- วีซ่านักเรียนและแลกเปลี่ยน (F, M, J): สำหรับผู้ที่จะไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา วิชาชีพ หรือโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
- วีซ่าทำงานชั่วคราว (H-1B, L, O, P): สำหรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การย้ายมาทำงานในบริษัทข้ามชาติ หรือผู้มีความสามารถพิเศษ
- วีซ่าประเภทอื่น ๆ: เช่น สื่อมวลชน (I), ลูกเรือ (D), และอาสาสมัคร
จากประกาศฉบับล่าสุด นายจตุรภัทร อัสดรชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ พี วิทตี้ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจด้านบริการยื่นขอวีซ่าและให้คำปรึกษาวีซ่าทั่วโลก บอกกับบีบีซีไทยว่าการขอวีซ่าชั่วคราวของคนไทยไม่ได้รับผลกระทบ
สอดคล้องกับประกาศจากทางการสหรัฐฯ ซึ่งชี้ชัดว่ามาตรการระงับนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการยื่นขอวีซ่าประเภทท่องเที่ยว โดยระบุว่า "การชะลอครั้งนี้มีผลเฉพาะต่อผู้ยื่นขอวีซ่าถาวรเท่านั้น ส่วนวีซ่านักท่องเที่ยว ถือเป็นวีซ่าประเภทชั่วคราว"
จตุรภัทรกล่าวถึงสถานการณ์การยื่นวีซ่าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในวันนี้ว่า "ทุกอย่างยังเป็นปกติหมดเลย ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรจากสถานทูตฯ เลย ผู้สมัครวีซ่า (ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการบริษัทของเขา) ที่มีนัดหมายกับสถานทูตแล้ว ก็ยังสามารถเข้าไปเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ตามปกติ"
"วีซ่าถาวร" หยุดการออกเล่มวีซ่า (Issuance) เป็นการชั่วคราว
ส่วนวีซ่าถาวร (Immigrant Visa - IV) ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่ต้องการไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ ประกอบด้วย
- วีซ่าครอบครัว (Family-Based): คู่สมรสของพลเมืองอเมริกัน (IR1, CR1) บุตรซึ่งเป็นพลเมืองอเมริกันขอให้พ่อแม่หรือพี่น้องของพลเมืองขอให้กัน
- วีซ่าคู่หมั้น (K-1): วีซ่าที่ออกให้คู่หมั้นพลเมืองชาวอเมริกันที่เดินทางเข้าประเทศด้วยจุดประสงค์การแต่งงาน (แม้จะมีลักษณะเป็นวีซ่าชั่วคราว แต่เว็บไซต์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ชี้ว่าถูกจัดอยู่ในประเภทถาวรเนื่องจากมีเป้าหมายด้านการย้ายถิ่นฐาน)
- วีซ่าทำงานถาวร (Employment-Based): สำหรับผู้เชี่ยวชาญหรือนักลงทุนที่ขอถิ่นฐานถาวร
- วีซ่าล็อตเตอรี (Diversity Visa): โครงการสุ่มเลือกผู้ย้ายถิ่นฐาน
ประกาศของทางการสหรัฐฯ ระบุว่าแม้ว่าจะมีมาตรการระงับการออกวีซ่า แต่ผู้สมัครจากประเทศที่อยู่ในรายชื่อยังสามารถยื่นใบสมัครและเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ตามปกติ โดยกระทรวงการต่างประเทศยังคงจัดตารางนัดหมายเช่นเดิม เพียงแต่จะไม่มีการออกวีซ่าถาวรให้กับสัญชาติในรายชื่อ 75 ประเทศระหว่างช่วงที่มาตรการนี้มีผลบังคับใช้
เกี่ยวกับการดำเนินการวีซ่าชนิดนี้ นายกิติ ธนูธรรม ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านวีซ่าสหรัฐฯ ชนิดถาวรที่มีประสบการณ์กว่า 17 ปี ระบุว่า "เขาไม่ได้หยุดการดำเนินการ ไม่ได้หยุดการสัมภาษณ์... แค่หยุด ห้ามออกวีซ่า"
เขายกตัวอย่างชาวลาวซึ่งเขาเป็นผู้ให้คำปรึกษา กิติอธิบายว่าประเทศลาวถูกระงับการออกวีซ่าซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 2568 แต่วันที่ 7 ม.ค. 2569 ชาวลาวคนนี้ยังคงได้รับการเข้าสัมภาษณ์ได้ตามปกติ
"(ชาวลาวผู้นี้) สัมภาษณ์ผ่าน กงสุลได้บอกว่ายังออกวีซ่าให้ไม่ได้ ต้องรอคำสั่งยกเลิก แล้วจึงจะติดวีซ่าในเล่มให้" กิติ ผู้ให้คำปรึกษาการขอวีซ่าสหรัฐฯ ประเภทถาวรแก่ผู้ใช้บริการราว 20 รายต่อเดือนระบุ
เขายังตั้งข้อสังเกตว่าประกาศระงับการออกวีซ่าถาวรครั้งนี้อาจไม่มีผลกระทบต่อผู้ที่กำลังดำเนินการขอปรับสถานะหรือการได้มาซึ่ง "ใบเขียว" (Green Card) ภายในสหรัฐฯ เนื่องจากคำสั่งที่ออกมาเป็นอำนาจของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งดูแลการออกวีซ่าผู้อพยพผ่านสถานทูตในต่างประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการภายในประเทศที่ดำเนินการโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (USCIS) ภายใต้กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ
บีบีซีไทยติดต่อไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (USCIS) เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงนี้แล้วและอยู่ระหว่างรอการตอบกลับ
อย่างไรก็ดี ประกาศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า "ไม่มีการเพิกถอนวีซ่าถาวรใด ๆ ตามแนวทางฉบับนี้"
ทั้งนี้ ในส่วนวีซ่าถาวรประเภทล็อตเตอรี คริสตี โนม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิของสหรัฐฯ ระบุว่าได้สั่งหยุดโครงการวีซ่าดังกล่าวตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์หลังพบว่ามือสังหารในเหตุการณ์กราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ได้รับการอนุญาตให้พำนักในสหรัฐฯ ด้วยวีซ่าประเภทดังกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
คนไทยยังไปสหรัฐฯ ได้หรือไม่ ด้วยวีซ่าประเภทไหน ?
ภายหลังจากสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงการดำเนินการการออกวีซ่าถาวรตามประกาศล่าสุด ทำให้เกิดคำถามว่าคนไทยจะยังเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้หรือไม่ บีบีซีไทยรวบรวมคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญและประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐฯ ดังนี้
- ยังไปเที่ยว เรียน หรือเยี่ยมญาติที่สหรัฐฯ ได้หรือไม่
ตอบ: ประกาศฉบับนี้มีผลต่อวีซ่าถาวรเท่านั้น ทางการสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่กระทบวีซ่าท่องเที่ยว
- ยังไปทำงานที่สหรัฐฯ ได้หรือไม่
ตอบ : ขึ้นอยู่กับประเภทของงานและประเภทของวีซ่า หากเข้าเงื่อนไขของวีซ่าประเภท H-1B (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง), L (ย้ายไปทำงานในบริษัทเดิม), O (ผู้มีความสามารถพิเศษ), หรือ P (ศิลปิน/นักกีฬา) จะถือเป็นกลุ่มวีซ่าชั่วคราวที่มีระยะเวลาการกลับแน่นอนและจะไม่ได้รับผลกระทบจากประกาศข้างต้น
- ยังไม่ได้ยื่นเรื่องเพื่อขอวีซ่าถาวร สามารถยื่นในช่วงเวลานี้ได้หรือไม่
ตอบ: ยื่นได้ตามปกติ
- หากมีนัดสัมภาษณ์ช่วงที่มีประกาศระงับต้องไปหรือไม่
ตอบ: ขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินไปตามปกติ
- ได้ดำเนินการขอวีซ่าถาวรและสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา ต้องทำอย่างไร
ตอบ: คำสั่งนี้ระงับเฉพาะการ "ออกเล่มวีซ่า" (Issuance) แต่ขั้นตอนการยื่นเอกสารและการพิจารณายังดำเนินต่อไปตามปกติ
- มีวีซ่าถาวรในมือแล้ว เดินทางได้หรือไม่
ตอบ: เดินทางได้ปกติ หากได้วีซ่ามาแล้วก่อนวันที่ 21 ม.ค. 2569 คำสั่งนี้ไม่มีการเพิกถอนวีซ่าเดิมที่ออกไปแล้ว
- หากถือกรีนการ์ดอยู่แล้ว สามารถเดินทางเข้า-ออกได้หรือไม่
ตอบ: ไม่มีคำสั่งการเพิกถอนกรีนการ์ด

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัดว่าคำสั่งตามประกาศของสหรัฐฯ ฉบับนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด
กิติ ธนูธรรม ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านวีซ่าสหรัฐฯ ชนิดถาวร ให้ความเห็นจากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจนี้มากว่า 17 ปีว่า "ไม่น่าจะเกิน 60 วัน"
เขาระบุต่อไปว่าค่าธรรมเนียมวีซ่าเป็นรายได้สำคัญของหน่วยงานอย่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (USCIS) ซึ่งนำไปเป็นเงินเดือนเจ้าหน้าที่ จึงไม่สามารถหยุดกระบวนการได้นาน นอกจากนี้การหยุดออกวีซ่าเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัว เช่น คู่สมรสหรือพ่อแม่ลูกที่รอพบกัน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันเชิงลบต่อรัฐบาล
ด้านจตุรภัทร อัสดรชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ พี วิทตี้ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจด้านบริการยื่นขอวีซ่าและให้คำปรึกษาวีซ่าทั่วโลก มองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจกำลังเพิ่มนโยบายการตรวจสอบเอกสารทางการเงินให้เข้มงวดมากขึ้น โดยเขาคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำให้สูงขึ้น หรือเพิ่มการตรวจสอบเอกสารด้านการเงินในหัวข้อที่รัฐต้องการเน้นเป็นพิเศษ
"เวลาเรายื่นมันจะต้องมีผู้ร้อง (petitioner) ก็คือผู้สปอนเซอร์ เช่น คนเป็นสามีจะสปอนเซอร์ให้ภรรยา สามีต้องยื่นรายได้ต่อ USCIS ด้วย... เขาก็จะมีเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่ว่าคุณจะต้องมีรายได้เท่าไหร่ต่อปี คิดว่าตรงนี้จะสูงขึ้น" จตุรภัทร กล่าว
ขณะที่กิติมองว่าอาจมีการนำมาตรการที่เด็ดขาดกว่าเดิมมาใช้ เช่น การเรียกวางเงินค้ำประกัน หรือการออกกฎระเบียบที่รัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่จะได้รับวีซ่าจะไม่เข้าไปใช้สวัสดิการรัฐ การระงับวีซ่าชั่วคราวในครั้งนี้จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้ทบทวนนโยบายเพื่อเพิ่มมาตรการคัดกรองที่เน้นความมั่นคงทางการเงินของผู้สมัครให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี จตุรภัทรระบุในฐานะผู้ให้บริการด้านวีซ่าว่า เขาไม่กังวลต่อแนวโน้มการปฏิเสธวีซ่า เนื่องจากตามแนวทางปกติของสหรัฐฯ หากจะมีมาตรการใหม่ ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เพิ่มเติม ทางรัฐบาลมักจะมีการประกาศออกมาอย่างชัดเจนล่วงหน้าเสมอ
"หากสหรัฐฯ จะเข้มงวดกับวีซ่าท่องเที่ยวมากขึ้น ก็จะต้องมีประกาศออกมาก่อนเสมอ" เขาระบุ











