8 ปี ประยุทธ์ กับการตีความต่างมุมของนักกฎหมาย-นักการเมืองไทย
หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ประธานสภาผู้แทนราษฎรขอเวลา 2 วันในการตรวจสอบคำร้องของฝ่ายค้าน ก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา
บ่ายวันนี้ (17 ส.ค.) นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา นำทีมยื่นคำร้องต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าจะครบ 8 ปีในวันที่ 24 ส.ค. นี้ และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พล.อ. ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในการใช้อำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน
นพ. ชลน่านยังฝากให้สื่อมวลชนและสังคมร่วมกันติดตามความเคลื่อนไหวก่อนถึงวันที่ 24 ส.ค. นี้ พร้อมฝากถึงนายกฯ ว่า “อย่าอยู่ยาว อย่าใช้อำนาจ อย่าก่อให้เกิดความขัดแย้ง”
คำร้องขอตีความสถานะของ “นายกฯ 8 ปี” ของฝ่ายค้าน มี ส.ส. ร่วมลงชื่อ 171 คน จากสมาชิกสภาล่างทั้งหมด 478 คน
นายชวนกล่าวว่า หลังจากนี้จะตรวจสอบคำร้องและรายชื่อสมาชิก คงสามารถวินิจฉัยได้เร็ว อาจจะเสร็จใน 2 วันนี้ แล้วส่งศาลรัฐธรรมนูญได้เลย
ก่อนหน้านี้ มีเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างน้อย 2 คนยื่นเรื่องผ่านองค์กรอิสระ ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความสถานะของ “นายกฯ 8 ปี” ด้วยเช่นกัน
บีบีซีไทยสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อถกเถียง และความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่าง ๆ ในการตีความสถานะของนายกฯ คนที่ 29 โดยมีบทสรุปสุดท้ายอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ข้อเท็จจริง
พล.อ. ประยุทธ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง
ครั้งแรก เมื่อ 24 ส.ค. 2557 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ภายหลังก่อรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมติเมื่อ 21 ส.ค. 2557 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 191 เสียง งดออกเสียง 3
ครั้งที่สอง เมื่อ 9 มิ.ย. 2562 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ภายหลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 และรัฐสภาลงมติเมื่อ 5 มิ.ย. 2562 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง พล.อ. ประยุทธ์ แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียง 500 ต่อ 244 งดออกเสียง 3

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ข้อกฎหมาย
การนั่งบริหารราชการแผ่นดินของ พล.อ. ประยุทธ์ ตั้งแต่ปี 2557 กำลังถูกจับตามองอย่างหนักว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ห้ามไม่ให้นายกฯ ดำรงตำแหน่งรวมกันเกิน 8 ปี หรือไม่
ข้อกฎหมายที่บรรดานักกฎหมายจากสำนักคิดต่าง ๆ หยิบยกมาพูดถึงบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560
- มาตรา 158 วรรคสี่ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง
- มาตรา 158 วรรคสอง ระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159
- มาตรา 170 วรรคสอง ระบุว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา 158 วรรคสี่ ด้วย
- มาตรา 264 ระบุว่า ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็น ครม. ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
- คำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ 2560 ในส่วนของมาตรา 158 (ปรากฏในหน้า 275) ระบุว่า การกำหนดระยะเวลา 8 ปีก็เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไปอันเป็นต้นเหตุเกิดวิกฤตทางการเมืองได้
นอกจากนี้ยังมีการอ้างถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาสนับสนุนการตีความสถานะของผู้ดำรงตำแหน่ง “นายกฯ 2 รัฐธรรมนูญ”
- มาตรา 105 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้าพ้นจากตําแหน่งและได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งเดิมหรือตําแหน่งใหม่ ภายใน 1 เดือน ผู้นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งและกรณีเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ แต่ไม่ต้องห้ามที่ผู้น้ันจะยื่นเพื่อเป็นหลักฐาน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ข้อถกเถียง
หลังต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปพลิกตัวบท พบว่ามีข้อถกเถียงในหมู่นักการเมืองและนักกฎหมายเกี่ยวกับการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของ พล.อ. ประยุทธ์ ใน 3 แนวทาง ดังนี้
แนวทางแรก เห็นว่า ควรเริ่มนับตั้งแต่ พล.อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯ ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 นั่นเท่ากับว่าเขาสามารถดำรงตำแหน่งได้ถึง 23 ส.ค. 2565 เพราะไม่มีบทยกเว้นตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158
ผู้สนับสนุนการตีความแนวนี้ อาทิ ส.ส.ฝ่ายค้าน, กลุ่มที่เรียกตัวเอง “99 พลเมือง”, คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ 51 คน รวมถึงนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
กลุ่ม 99 พลเมือง ชี้ว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 บัญญัติไว้ชัดเจนให้ ครม. ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เป็น ครม. ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ อีกทั้งคำอธิบายประกอบมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ ก็ระบุถึงความมุ่งหมายเรื่องการกำหนดระยะเวลา 8 ปี “เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไปอันเป็นต้นเหตุเกิดวิกฤตทางการเมืองได้” จึงมิอาจตีความเป็นอื่น
พวกเขาจึงออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ลาออกก่อนครบกำหนด 8 ปีตามรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคมและให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปตามกติกา
เช่นเดียวกับนายณฐพร โตประยูร ที่อ้างถึงความมุ่งหมายของมาตรา 158 เรื่องไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมือง ซึ่งเขาเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ทราบดี เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เกิดขึ้นจากรัฐบาลนี้ และเห็นว่าการกำหนดว่านายกฯ จะดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปีมิได้ เป็นเรื่องของการควบคุมอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน การตีความจึงต้องตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง คือถ้าเป็นสิทธิเสรีภาพ ถ้าไม่บัญญัติไว้ หมายความว่า “ทำได้” แต่ถ้าเป็นเรื่องอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าไม่เขียนว่าทำได้ แปลว่า “ทำไม่ได้”
“ฉะนั้นระยะเวลา 8 ปี จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่ 24 ส.ค. 2557” นายญฐพรให้ข้อมูลกับบีบีซีไทย
อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ และมโนสำนึก สปิริตทางการเมืองของ พล.อ. ประยุทธ์ว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่ตนเองและคณะสร้างขึ้นมา หรือจะใช้ช่องทางของนักกฎหมาย “ศรีธนญชัย”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ขณะที่ 51 คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ จาก 15 มหาวิทยาลัย ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องข้อกฎหมายในเรื่องการดำรงตำแหน่งไม่เกิน 8 ปีของนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 ส.ค. โดยตั้งประเด็นวินิจฉัยและเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ 3 ข้อ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. เห็นว่า พล.อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯ ตามมาตรา 158 วรรคสี่ และภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 จะดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 8 ปี ดังนั้นหาก พล.อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯ เกินวันที่ 24 ส.ค. 2565 ก็ต้องพ้นตำแหน่งทันทีในวันถัดไป
2. เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มิได้ยกเว้นไม่ให้มาตรา 158 วรรคสี่ ใช้บังคับกับนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งมาก่อนรัฐธรรมนูญประกาศใช้ พล.อ. ประยุทธ์ จึงเป็นนายกฯ ได้ถึงวันที่ 24 ส.ค. 2565 เท่านั้น
3. ยกเจตนารมณ์ของมาตรา 158 วรรคสี่ ของ กรธ. มาย้ำว่า การตีความเรื่องการห้ามมิให้นายกฯ ดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี เป็นเรื่องการควบคุมนายกฯ ไม่ให้อยู่ในอำนาจนานเกินไปจน “เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมือง” จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่เขียนไว้โดยเคร่งครัด เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่เกิน 8 ปี และไม่มีข้อยกเว้นให้ จึงต้องนำระยะเวลาดำรงตำแหน่งก่อนรัฐธรรมนูญประกาศใช้รวมกันเข้าไปด้วย
นอกจากนี้ในการดำรงตำแหน่งนายกฯ ครั้งที่ 2 ของ พล.อ. ประยุทธ์ เมื่อ 9 มิ.ย. 2562 สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ไม่ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเขาแม้มีการร้องขอจากสาธารณะ โดยให้เหตุผลว่า ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจเปิดเผย นั่นหมายความว่า พล.อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯ มาก่อนแล้ว และดำรงตำแหน่งต่อ ทำให้ได้ประโยชน์จากมาตรา 105 วรรคสี่ ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แนวทางที่สอง เห็นว่า ควรเริ่มนับหนึ่งตอน พล.อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะตามหลักกฎหมายทั่วไปและหลักนิติธรรมจะบังคับใช้กฎหมายในทางเป็นโทษกับบุคคลย้อนหลังไม่ได้ นั่นทำให้เขาสามารถดำรงตำแหน่งได้ถึง 8 มิ.ย. 2570
ผู้สนับสนุนการตีความแนวนี้ อาทิ ฝ่ายกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร, นายอุดม รัฐอมฤต อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับ 2560 และนายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลฎีกา
ฝ่ายกฎหมายของสภาเสนอความเห็นต่อเลขาธิการสภาและประธานสภา เมื่อปลายเดือน ต.ค. 2564 โดยเห็นว่า การนับระยะเวลาดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ. ประยุทธ์ ต้องเริ่มนับตั้งแต่ 9 มิ.ย. 2562 เพราะการกำหนดเงื่อนไข 8 ปี “เป็นการจำกัดสิทธิบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ และเป็นการบัญญัติกฎหมายในทางเป็นโทษ ซึ่งจะนำมาบังคับใช้ให้มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นโทษมิได้”
เช่นเดียวกับข้อสงสัยที่ว่าการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ. ประยุทธ์ ตามมาตรา 264 ถือเป็นการดำรงตำแหน่งตามมาตรา 158 วรรคสี่ หรือไม่ นักกฎหมายสภาเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ตามบทเฉพาะกาล เป็นการปฏิบัติหน้าที่แทน ครม. ตามบทหลักของรัฐธรรมนูญเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง และต้องพ้นจากหน้าที่ภายหลัง ครม. ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ดังนั้นระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตามบทเฉพาะกาล มาตรา 264 ตั้งแต่ 6 เม.ย.2560–9 มิ.ย. 2562 ซึ่งเป็นวันที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ถือเป็นการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามมาตรา 158
สอดคล้องกับความเห็นของนายอุดม รัฐอมฤต และนายชูชาติ ศรีแสง ที่มองว่าการเป็นนายกฯ ของ พล.อ. ประยุทธ์ก่อนวันที่ 9 มิ.ย. 2562 ไม่ได้เป็นนายกฯ ตามมาตรา 158 วรรคสอง (นายกฯ ต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159) จึงนำเวลามารวมกันตามมาตรา 158 วรรคสี่ (นายกฯ จะดำรงตำแหน่งรวมกันเกิน 8 ปีมิได้) ไม่ได้
นายอุดม อดีต กรธ. ให้สัมภาษณ์ข่าวสดตอนหนึ่งว่า การนับระยะเวลาดำรงตำแหน่งนายกฯ “ไม่ใช่ว่าจะนับตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเป็นตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ยังไปตีความกันอีกว่าพอมีรัฐธรรมนูญ 2560 พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อยู่แล้วก็นับระยะเวลาไปด้วย อย่าลืมว่าตอนนั้นเขาไม่ได้เป็นนายกฯ ตามมาตรา 158 แต่เป็นนายกฯ ตามบทเฉพาะกาล”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แนวทางที่สาม เห็นว่า การนับระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 8 ปีของ พล.อ. ประยุทธ์ ควรเริ่มนับแต่ 6 เม.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 และมาตรา 158 เพิ่งประกาศใช้ นั่นหมายความว่าเขาจะครบวาระ 8 ปีในวันที่ 5 เม.ย. 2568
บันทึก กรธ.
ท่ามกลางสารพัดสูตรนับระยะเวลาครองอำนาจของประมุขฝ่ายบริหารคนปัจจุบัน ผู้ร่วมวงถกเถียงมีความพยายามจะย้อนกลับไปสำรวจจุดตั้งต้นในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
เครือเนชั่นได้เปิดเอกสารบันทึกการประชุม กมธ. ครั้งที่ 500 เมื่อ 7 ก.ย. 2561 ซึ่งปรากฏความเห็นของ 2 นักกฎหมายคนสำคัญ นั่นคือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ. ต่อมาเอกสารฉบับดังกล่าวได้ถูกส่งต่อ-เผยแพร่-ผลิตซ้ำทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์
- มีชัย : ผู้ที่เป็นนายกฯ อยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ สามารถนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ดังกล่าวเข้ากับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่
- สุพจน์ : หากนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ เมื่อประเทศไทยยังคงมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรนับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว รวมเข้ากับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย
- มีชัย : (หยิบยกบทเฉพาะกาลในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง มาอ้างถึง) ก่อนชี้ว่า การบัญญัติในลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ ก็สามารถนับรวมระยะเวลาดังกล่าวรวมกับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ ซึ่งเมื่อนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 8 ปี

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
นายสุพจน์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” ทางช่อง MCOT 30 เมื่อ 10 ส.ค. ระบุตอนหนึ่งว่า เอกสารดังกล่าวเป็นบันทึกการประชุม และ “เป็นความเห็นเริ่มแรกของคนไม่กี่คน ไม่ใช่มติ” อีกทั้งความเห็นของผู้ยกร่างก็ไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องดูรายละเอียดความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมูญ 2560 ในมาตราที่เกี่ยวข้องกับที่มาของนายกฯ
อดีตรองประธาน กรธ. กล่าวว่า หากดูตามมาตรา 158 มีหลายวรรคหลายตอน จะเจาะจงตอนใดตอนหนึ่งไม่ได้ ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย พยายามหลักเลี่ยงที่จะให้ความเห็นในประเด็นนี้ เพราะเกรงป็นการชี้นำ
ทว่าเมื่อถูกถามว่าบันทึกความเห็นการประชุมของ กรธ. มีน้ำหนักจะนำมาพิจารณาหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า มีบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการประชุมครั้งที่ 500 เกิดขึ้นในปี 2561 หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ไปแล้วถึงค่อยมานั่งประชุมกันเพื่อทำตำราขึ้นมา 1 เล่ม
“ฉะนั้นน้ำหนักจึงมีบ้าง แต่ก็น้อย เพราะผู้ที่พูด เป็นผู้ที่เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่มีจุดอ่อนที่คนอื่น ๆ 10-20 คน ไม่ได้พูดอะไร และไม่ได้เป็นมติ และต่อมามีการทำเป็นหนังสือ ซึ่งทำหลังเหตุการณ์ แต่ถ้าทำระหว่างประชุม มันจะมีน้ำหนัก เพราะนี่คือเจตนารมณ์” นายวิษณุกล่าว
ใครยื่นตีความบ้าง
เมื่อมีผู้สงสัยว่าความเป็นนายกฯ ของ พล.อ. ประยุทธ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ กฎหมายเปิดช่องให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้
รองนายกฯ วิษณุ แนะนำว่า ใครก็ตามที่ต้องการยื่นตีความให้ยื่นผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วให้ กกต. เป็นผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ให้นำเอามาตรา 82 มาใช้โดยอนุโลม เป็นเรื่องที่ ส.ส. หรือ ส.ว. สงสัยในการขาดความเป็นสมาชิกในสภาตัวเอง “ส่วนเรื่องนายกฯ ประชาชนต้องไปยื่นร้องผ่าน กกต. แต่สำหรับ ส.ส. และ ส.ว. เป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน แต่ทางที่ดีที่สุดไปที่ กกต. เพราะมาตรา 170 วรรคท้ายบอกว่าให้ กกต. มีอำนาจดำเนินการเรื่องนี้ หากฝ่ายค้านต้องการยื่น ควรต้องไปยื่นต่อ กกต.”
ถึงขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องเพื่อตีความสถานะของนายกฯ คนที่ 29 อย่างน้อย 3 กลุ่ม
18 ก.ค. นายวรัญชัย โชคชนะ นักกิจกรรมการเมือง ยื่นคำร้องผ่านสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะของ พล.อ. ประยุทธ์ ว่าดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีเมื่อใด โดยเจ้าตัวเปิดเผยเรื่องนี้เป็นครั้งแรกในระหว่างขึ้นปราศรัยหน้ารัฐสภา เกียกกาย ในกิจกรรม “ราษฏรแคมป์ปิ้ง” เพื่อติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เมื่อ 19 ก.ค.

ที่มาของภาพ, ศรีสุวรรณ จรรยา
5 ส.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือต่อองค์กรอิสระ 2 องค์กรคือ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงาน กกต. เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการดำรงตำแหน่งนายกฯ ประยุทธ์ ครบ 8 ปี และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ พล.อ. ประยุทธ์ยุติปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยด้วย
นายศรีสุวรรณกล่าวว่า สมาคมฯ จำเป็นต้องหาข้อยุติข้อถกเถียงทางกฎหมาย โดยคาดหวังให้ กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดินช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งด้วยการส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับการบริหารราชการแผ่นดิน
17 ส.ค. พรรคฝ่ายค้านเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยกรณีเดียวกัน
สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 ระบุว่า ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลง และให้ประธานสภาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
ส่วนท่าทีขององค์กรที่รับคำร้องจากประชาชนช่วงต้นเดือน ส.ค. ทั้ง กกต. และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน อยู่ระหว่างการตรวจสอบเนื้อหาของคำร้อง และพิจารณาอำนาจตามกฎหมาย
ปฏิกิริยาจาก พล.อ. ประยุทธ์
5 ส.ค. พล.อ. ประยุทธ์ถูกสื่อมวลชนสอบถามถึงความกังวลใจกรณีถูกยื่นตีความการดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปี แต่เจ้าตัวหลีกเลี่ยงจะแสดงความคิดเห็น โดยตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ให้ไปถามศาลรัฐธรรมนูญโน่น” และ “จะต้องกังวลอะไรเล่า”
8 ส.ค. นายกฯ ถูกถามคำถามทำนองเดิมอีกครั้ง และให้คำตอบคล้าย ๆ เดิมว่า “เรื่องนี้ผมตอบไปแล้วว่าเป็นเรื่องของศาล” จากนั้นได้เดินออกจากโพเดียมไปทันที
16 ส.ค. ผู้สื่อข่าวยิงคำถามเรื่องการหารือกับฝ่ายกฎหมาย และกระแสข่าวยุบสภาก่อนครบวาระ 8 ปี แต่นายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามในประเด็นนี้








