ทำไมพ่อแม่ชาวเกาหลีเลือกขังตัวเองอยู่ในห้อง ?

ที่มาของภาพ, Korea Youth Foundation
- Author, ฮโยจอง คิม
- Role, บีบีซีแผนกภาษาเกาหลี
ช่องส่งอาหารคือสิ่งเดียวที่เชื่อมต่อห้องเล็ก ๆ แต่ละห้องในสถานที่ที่ชื่อว่า “แฮปปีเนส แฟคตอรี (Happiness Factory)” ในเกาหลีใต้ กับโลกภายนอก
ภายในห้องขนาด 5 ตารางเมตรนี้ ผู้อยู่อาศัยมีเพียงผนังเปลือยเปล่าเป็นเพื่อน และห้ามนำมือถือหรือคอมพิวเตอร์พกพาเข้าไปด้วย พร้อมกันนี้ พวกเขาอาจสวมเครื่องแบบเรือนจำสีน้ำเงินได้ด้วย แม้ว่าไม่ใช่ผู้ต้องขังก็ตาม เนื่องจากผู้ที่มายังศูนย์แห่งนี้ก็เพื่อ “ประสบการณ์ถูกคุมขัง”
สิ่งที่พวกเขาส่วนใหญ่มีร่วมกันคือ ลูก ๆ ที่ถอนตัวตัวเองออกจากสังคมอย่างเต็มตัว
ห้องขังเดี่ยว
ผู้ปลีกวิเวกเหล่านี้เรียกว่า ฮิคิโคโมริ (Hikimori) ซึ่งเป็นคำญี่ปุ่นที่ใช้เรียกภาวะการถอนตัวออกจากสังคมอย่างรุนแรงในหมู่วัยรุ่นและกลุ่มคนหนุ่มสาว
ตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา มีผู้ปกครองชาวเกาหลีเข้าร่วมโครงการการศึกษาสำหรับผู้ปกครองเป็นเวลา 13 สัปดาห์ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนและดำเนินการโดยองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ (NGOs) มูลนิธิเยาวชนเกาหลีและศูนย์ฟื้นฟูวาฬสีน้ำเงิน (Blue Whale Recovery Centre)
จุดมุ่งหมายของโครงการนี้คือการสอนให้ผู้คนเรียนรู้วิธีการสื่อสารกับลูกได้ดีขึ้น โดยพวกเขาจะถูกขังเดี่ยวอยู่ภายในห้องขังจำลองแห่งหนึ่งในเมืองฮองชองกุน จ.กังวอน ด้วยความหวังว่าการขังตัวเองให้โดดเดี่ยวครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจลูก ๆ ของพวกเขาได้ลึกซึ้งมากขึ้น
“ผู้ถูกคุมขังทางอารมณ์”
ลูกชายของจิน ยัง-แฮ กักตัวเองอยู่ในห้องนอนมานาน 3 ปีแล้ว นางจิน (นามสมมติ) เข้าใจลูกชายวัย 24 ปี ซึ่งเป็น “ผู้ถูกคุมขังทางอารมณ์” ดีขึ้นเล็กน้อย หลังใช้เวลากักขังตัวเองอยู่ภายในห้อง
“ฉันเคยสงสัยว่าตัวเองทำผิดอะไร เรื่องถึงลงเอยเช่นนี้ และมันเจ็บปวดเมื่อต้องคิดถึงสิ่งนั้น” แม่วัย 50 ปี กล่าว
“แต่เมื่อฉันเริ่มคิดไตร่ตรอง ก็ได้เห็นอะไร ๆ ชัดเจนมากขึ้น”
ไม่เต็มใจที่จะพูด
นางจินบอกว่าลูกชายของเธอมีความสามารถมาโดยตลอด และเธอกับพ่อของเขาก็มีความคาดหวังต่อเขาสูงมาก แต่ลูกชายมักป่วยอยู่บ่อยครั้ง การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงกลายเป็นเรื่องยาก จนมันพัฒนากลายเป็นอาการผิดปกติด้านการรับประทานอาหาร ส่งผลให้การเข้าเรียนเป็นเรื่องยากมากขึ้น
เมื่อลูกชายเริ่มเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ดูเหมือนเขาจะไปได้ดีเป็นเวลาหนึ่งเทอม แต่พอมาถึงวันหนึ่งเขาก็ถอนตัวออกไปอย่างสิ้นเชิง
การเห็นลูกชายขังตัวเองอยู่ภายในห้อง ละเลยความสะอาดและอนามัยส่วนบุคคล รวมถึงอาหาร ทำให้ใจของผู้เป็นแม่แตกสลาย
แม้ความยากลำบากและความกังวลในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครอบครัว รวมถึงผิดหวังที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไม่ได้ แต่ลูกชายก็ยังคงลังเลที่พูดคุยกับเธอว่าความผิดปกติที่แท้จริงคืออะไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อนางจินมาถึงแฮปปีเนส แฟคตอรี เธอได้อ่านบันทึกที่เขียนโดยคนหนุ่มสาวที่เลือกจะโดดเดี่ยวตัวเองออกมาจากสังคม
“เพราะว่าลูกของฉันไม่ค่อยพูดคุยกับฉันมากนัก ฉันเลยไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร” เธอบอก
“เมื่อได้อ่านบันทึกเหล่านั้น มันทำให้ฉันคิดได้ว่า อ่อ เขากำลังปกป้องตัวเองด้วยความเงียบ เพราะไม่มีใครเข้าใจเขาเลย”
พัค ฮาน-ซิล (นามสมมติ) มาที่นี่เพื่อลูกชายวัย 26 ปีของเธอ ซึ่งตัดการสื่อสารกับโลกภายนอกทั้งหมดเมื่อเวลา 7 ปีก่อน ปัจจุบันเขากักขังตัวเองอยู่ในห้อง หลังจากพยายามหนีออกจากบ้านมาแล้ว 2-3 ครั้งก่อนหน้านี้
นางพัคพาเขาไปพบที่ปรึกษาและแพทย์ แต่ลูกชายปฏิเสธกินยารักษาสุขภาพจิตที่แพทย์สั่ง และวัน ๆ หมกมุ่นอยู่กับการเล่นวิดีโอเกม
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ในขณะที่นางพัคพยายามต่อติดกับลูกชายของเธอ เธอก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของเขามากขึ้นผ่านโปรแกรมแยกตัวเองให้โดดเดี่ยว
“ฉันเพิ่มตระหนักว่ามันเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะยอมรับชีวิตของลูก โดยไม่บังคับให้เขาอยู่ในแม่พิมพ์ที่เฉพาะเจาะจง” เธอบอก
การสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการในผู้มีอายุ 19-34 ปี จำนวน 15,000 คน เมื่อปี 2023 พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 5% ระบุว่าพวกเขาโดดเดี่ยวตนเองออกจากสังคม
หากตัวเลขนี้เป็นตัวแทนของประชากรเกาหลีใต้ ก็หมายความว่ามีผู้คนประมาณ 540,000 คน ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ
- ความยากลำบากในการหางาน 24.1%
- ปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 23.5%
- ปัญหาครอบครัว 12.4%
- ปัญหาสุขภาพ 12.4%

ที่มาของภาพ, Getty Images
คลื่นลูกแรกของคนหนุ่มสาวที่แยกตัวออกจากสังคมญี่ปุ่นเกิดขึ้นเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1990 ส่งผลให้กลุ่มประชากรวัยกลางคนต้องพึ่งพาพ่อแม่สูงวัย และความพยายามเลี้ยงดูลูกที่โตแล้วด้วยเงินบำนาญเพียงลำพัง ทำให้ผู้สูงอายุบางคนตกอยู่ในภาวะยากจนและซึมเศร้า
ศาสตราจารย์จอง โก-วูน จากภาควิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยคยองฮี บอกว่า ความคาดหวังของสังคมเกาหลีที่เห็นว่าควรบรรลุเป้าหมายใหญ่ ๆ ในชีวิตตามระยะเวลาที่กำหนด จะขยายความวิตกกังวลของคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะงักงันและมีอัตราการจ้างงานที่ลดต่ำลง
มุมมองว่าความสำเร็จของเด็กคือความสำเร็จของผู้ปกครอง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทั้งครอบครัวถูกดึงให้ติดอยู่ในหล่มแห่งความโดดเดี่ยว นอกจากนี้ พ่อแม่หลายคนก็มองว่าความดิ้นรนของลูก ๆ นั้นเกิดจากการเลี้ยงดูที่ล้มเหลว ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกผิดต่อตนเอง
“ใน[วัฒนธรรม]เกาหลี พ่อแม่มักแสดงความรักและความรู้สึกผ่านการกระทำ มากกว่าแสดงออกทางคำพูด” ศาสตราจารย์จอง กล่าว
“ผู้ปกครองทำงานอย่างหนักเพื่อส่งลูกเข้าเรียน เป็นตัวอย่างทั่วไปของวัฒนธรรมขงจื๊อที่เน้นเรื่องความรับผิดชอบ”

ที่มาของภาพ, Korea Youth Foundation
คิม อก-รัน ผอ.ศูนย์ฟื้นฟูวาฬสีน้ำเงิน บอกว่า การมองว่าคนหนุ่มสาวโดดเดี่ยวตัวเองเป็น “ปัญหาครอบครัว” หมายความว่าพ่อแม่หลายคนต้องตัดขาดออกจากคนรอบข้าง
เนื่องจากบางคนกลัวว่าจะถูกตัดสิน จึงไม่กล้าแม้แต่จะพูดเรื่องนี้กับสมาชิกครอบครัวที่ใกล้ชิดคนอื่น ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญ
“พวกเขาไม่สามารถเปิดเผยปัญหานี้ออกมาได้ ทำให้พ่อแม่เองก็กลายเป็นผู้โดดเดี่ยวด้วย” นางคิมกล่าว
“บ่อยครั้งที่พวกเขาหยุดเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ในครอบครัวช่วงวันหยุด”
“เฝ้าดู”
ผู้ปกครองที่มายังแฮปปีเนส แฟคตอรี เพื่อขอความช่วยเหลือ ยังคงรอคอยวันที่ลูก ๆ ของพวกเขาจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้งอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เธอจะพูดอะไรกับลูกชาย หากเขาเลิกโดดเดี่ยวตัวเอง ดวงตาของนางจินเต็มไปด้วยน้ำตา
“ลูกผ่านอะไรมามากมายนะ” เธอกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
“มันยากใช่มั้ย”
“เราจะคอยเฝ้าดูลูกนะ”
หากคุณได้รับผลกระทบจากปัญหาที่กล่าวถึงในบทความนี้ โปรดขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่เชื่อถือได้ในพื้นที่ของคุณ











