พิชิต ชิงไขก๊อก รมต. หลัง 40 สว. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอยพ้นเก้าอี้

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมประจำสัปดาห์ 23 พ.ค. นี้ ท่ามกลางการจับตาดูว่า จะมีมติรับคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ยื่นตีความคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ไว้พิจารณาหรือไม่
นายเศรษฐา ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติราชการในประเทศอิตาลี ประกาศข้ามทวีป โดยแสดงความมั่นใจว่า การแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “คิดว่าทำถูกต้อง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ” แต่ไม่ขอก้าวล่วงศาลรัฐธรรมนูญ
ทว่า 2 วันก่อนถึงกำหนดวันประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายพิชิต ชื่นบาน ตัดสินใจยื่นจดหมายลาออกจากตำแหน่ง "เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีที่มีความจำเป็นต้องเดินหน้าด้วยความต่อเนื่อง"
คำร้องของ สว. ยื่นผ่านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ผู้ถูกร้องที่ 1 และนายพิชิต ผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่
สว. จำนวน 40 คนได้เข้าชื่อกันร้องต่อประธานวุฒิสภา เมื่อ 15 พ.ค. เนื่องจากเห็นว่านายเศรษฐาใช้อำนาจนายกฯ ในการแต่งตั้งนายพิชิตเป็นรัฐมนตรี ทั้งที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ กรณีเคยรับโทษจำคุกมาก่อน
ต่อมา 16 พ.ค. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ “รับคำร้องในทางธุรการ” ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
นายพิชิตเคยถูกศาลฎีกาตัดสินให้มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและถูกจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน เมื่อปี 2551 เมื่อครั้งเป็นทนายความให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยลูกทีมของเขาได้นำถุงบรรจุเงินสด 2 ล้านบาท ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการศาลฎีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในช่วงพิจารณาคดีที่ดินรัชดาภิเษก ที่มีอดีตนายกฯ คนที่ 23 กับ คุณหญิงพจมาน ภรรยา (ขณะนั้น) ตกเป็นจำเลย และถูกเรียกขานกันว่า “คดีถุงขนม 2 ล้านบาท”
ทำไม สว. ลุกขึ้นมาร้องศาลตอนนี้
“ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของ สว. ที่ต้องทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชน หลังประเด็นการดำรงตำแหน่งของนายพิชิต ได้มีผู้แสดงความเห็นในวงกว้างและในเวทีสาธารณะว่าเหมาะสมหรือไม่ เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายเห็นว่า ควรส่งให้องค์กรที่มีหน้าที่คือ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย” นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม หนึ่งใน สว. ที่ร่วมลงชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัตินายกฯ กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การลุกขึ้นมายื่นคำร้องต่อศาลของ สว. “ชุดเฉพาะกาล” 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82
สำหรับ มาตรา 82 เปิดทางให้ สส. หรือ สว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่า สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ และให้ประธานส่งคําร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่ ทั้งนี้กรณี สว. ต้องอาศัยเสียง 25 จากสมาชิกทั้งหมด 250 คน
สว.สายกฎหมายรายนี้ให้เหตุผลว่า กรณีของนายพิชิตมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้เห็นว่า มีการละเมิดอำนาจศาล และศาลสั่งให้จำคุก โดยมีคำบรรยายรายละเอียดข้อเท็จจริงของศาลที่ชัดเจนว่า “มีพฤติกรรมทุจริต ติดสินบนต่อกระบวนการยุติธรรม และถูกนำเรื่องเข้าสู่สภาทนายความให้ลบชื่อจากการเป็นทนายความ ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่ชัดแจ้งว่า ไม่มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และยังมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
ส่วนกรณีนายเศรษฐา นายดิเรกฤทธิ์ชี้ว่า เป็นกรณีสืบเนื่องกัน เพราะมีประเด็นทักท้วงต่อการแต่งตั้งนายพิชิตให้ดำรงตำแหน่ง รมต. แล้ว แต่ทำไมนายกฯ ยังนำชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอีก จึงถือเป็นความรับผิดชอบของนายกฯ
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายหลังนายพิชิต ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมวงฝ่ายบริหารในฐานะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) “เศรษฐา 1/1” เมื่อ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา
สำหรับ สว. 250 คน ดำรงตำแหน่งครบวาระตั้งแต่ 10 พ.ค. แต่ยังต้องทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี สว. ชุดใหม่ 200 คน ที่มาจากการเลือกกันเอง โดยระหว่างนี้พวกเขายังมีหน้าที่และอำนาจตาม “บทบัญญัติหลัก” ของรัฐธรรมนูญทุกประการ ยกเว้นอำนาจตาม “บทเฉพาะกาล” เช่น การโหวตเลือกนายกฯ ที่สิันสุดลงแล้ว
เศรษฐา ผิดตรงไหน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำร้องของเหล่า สว. ที่ยื่นต่อศาล มีเนื้อหาทั้งสิ้น 98 หน้า แบ่งเป็น ตัวคำร้อง 11 หน้า และเอกสารประกอบ 87 หน้า
ต่อมามีการเผยแพร่เอกสาร “สรุปคำร้องของ สว.” ซึ่งมีเนื้อหา 2 หน้า ต่อสาธารณะ
บีบีซีไทยขอสรุปใจความสำคัญเอาไว้ ดังนี้
ผู้ร้องบรรยายพฤติการณ์ของนายเศรษฐาเอาไว้ว่า
- อาศัยตำแหน่งหน้าที่ความเป็นนายกฯ “กระทำการโดยอาจมีเจตนาไม่สุจริต เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกร้องที่ 2 (นายพิชิต)” ด้วยการแต่งตั้งเป็น รมต. ด้วยการเลี่ยงและบิดเบือนข้อเท็จจริงในการให้ข้อมูลแก่สังคมและประชาชน ทำให้เข้าใจผิดว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบคุณสมบัติของนายพิชิตเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความรวมถึงไม่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 (4) (5)
- ได้เข้าพบนายทักษิณ ซึ่งมีนายพิชิตเป็นหัวหน้าทนายความประจำตัว ไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง โดยตั้งข้อสังเกตว่า การพบครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อ 16 เม.ย. ก่อนการเสนอทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายพิชิตเป็น รมต.
- รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า นายพิชิตได้กระทำความผิดตามคำสั่งศาลฎีกาที่ 4599/2551 และต่อมาสภาทนายความมีมติลงโทษให้ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ แสดงว่า นายพิชิตเป็นบุคคลที่มีการกระทำการอันเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริต และฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จึงเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามเป็นรัฐมนตรี
40 สว. ที่ยื่นคำร้องเห็นว่า การกระทำของนายเศรษฐา “เป็นการกระทำด้วยความไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ มีพฤติกรรมที่รู้เห็นและยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นการกระทำที่ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นการคบค้าสมาคมกับผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่”
เอกสารสรุปคำร้องของ 40 สว. ระบุว่า ด้วยเหตุนี้ นายเศรษฐาจึงขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และมีลักษณะต้องห้ามความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ซึ่งมีสาระดังต่อไปนี้
มาตรา 160 (4) ระบุว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
มาตรา 160 (5) ระบุว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ส่วนการอ้างถึงการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ ที่ใช้บังคับกับ ครม. ระบุถึงข้อ 7, 8, 11, 17 และ 19

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
กฤษฎีกาตีความคุณสมบัติ พิชิต อย่างไรกันแน่
ในขณะที่นายกฯ ยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่านายพิชิตไม่ตกคุณสมบัติ-ไม่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้เป็น รมต. แต่สมาชิกสภาสูงกลุ่มนี้วิจารณ์ว่า นายกฯ “เลี่ยงและบิดเบือนข้อเท็จจริงในการให้ข้อมูลแก่สังคม”
พวกเขานำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาฉบับลงวันที่ 1 ก.ย. 2566 แนบประกอบการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่ากฤษฎีกา “ยังไม่ได้วินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5)”
คำถามที่เกิดขึ้นคือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตอบข้อหารือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) อย่างไรกันแน่
คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นเอาไว้ตั้งแต่ 1 ก.ย. 2566 ในช่วงที่ชื่อของนายพิชิตติดโผ ครม. “เศรษฐา 1” แต่จนแล้วจนรอด เขาไม่ได้เข้ารับตำแหน่งในทันทีเพื่อลดกระแสกดดันต่อรัฐบาล “ผสมพันธุ์ข้ามขั้ว” ที่พรรคเพื่อไทยเพิ่งเป็นแกนนำจัดตั้งได้สำเร็จ
หนังสือของ สคก. ลงนามโดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการ สคก. อ้างถึงหนังสือ สลค. ขอให้ สคก. ให้ความเห็นในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี เฉพาะตามมาตรา 160 (6) ประกอบกับมาตรา 98 (7) และมาตรา 160 (7) ของรัฐธรรมนูญ
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าว โดยมีผู้แทน สลค. และผู้แทนสํานักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง และมีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า มาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติที่กําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลซึ่งจะมาดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี โดยใน (6) ของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 ซึ่งมาตรา 98 (7) กําหนดลักษณะต้องห้ามไว้ว่า “เคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”
“ดังนั้น การได้รับโทษจําคุกไม่ว่าโดยคําพิพากษาหรือคําสั่งใดจึงเป็นลักษณะต้องห้ามในการดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี บุคคลซึ่งเคยได้รับโทษจําคุกในความผิดฐานละเมิดอํานาจศาลจึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว เว้นแต่บุคคลนั้นได้พ้นโทษเกิน 10 ปีแล้ว หรือได้รับโทษจําคุกในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ อันเป็นข้อยกเว้นที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้”
ประเด็นที่สอง เห็นว่า มาตรา 160 (7) ของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นผู้ต้องคําพิพากษาให้จําคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวไม่รวมถึงคําสั่งให้จําคุก ดังนั้น ผู้ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี และผู้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีจึงต้องไม่เป็นผู้ต้องคําพิพากษาให้จําคุก
ทั้งนี้ การให้ความเห็นในกรณีนี้เป็นการตอบข้อหารือตามที่ผู้แทน สลค. ชี้แจงต่อกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ว่าประสงค์จะขอหารือเฉพาะกรณีมาตรา 160 (6) ประกอบกับมาตรา 98 (7) และมาตรา 160 (7) ของรัฐธรรมนูญ เท่านั้น
ในท้ายหนังสือตอบข้อหารือของ สคก. ยังระบุด้วยว่า ข้อหารือเกี่ยวข้องกับการพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่และอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย การวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุดย่อมเป็นหน้าที่และอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ การให้ความเห็นในกรณีนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เหตุที่หัวหน้ารัฐบาลอ้างว่า กฤษฎีกาตีความแล้วว่า นายพิชิตไม่ตกคุณสมบัติ เพราะหนังสือของ สลค. ยกข้อกฎหมายมาตั้งประเด็นไปเพียง 2 ข้อ
มาตรา 160 (6) ระบุว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (คุณสมบัติ สส. มี 18 ข้อ)
มาตรา 160 (7) ระบุว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นผู้ต้องคําพิพากษาให้จําคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ
ขณะที่คำร้องของ 40 สว. ขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) (5) ว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่
มาตรา 170 (4) ระบุว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 ซึ่งรวมถึงการต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย
ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวเมื่อ 21 พ.ค. ว่า กฤษฎีกาตอบคำถามเท่าที่มีการถามมาเท่านั้น ตามเอกสารที่มีการเผยแพร่ออกมา ซึ่งเป็นเอกสารลับที่สุด แต่งงว่าสื่อเอามาลงได้อย่างไร
ส่วนความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาจะถูกนำไปใช้ในการต่อสู้ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น นายปกรณ์ปฏิเสธจะให้ความเห็น โดยบอกว่าไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกหรือไม่ “เรื่องนี้ถึงศาลแล้ว อย่าถามผมเลย ไปว่ากันที่ศาล”
ผลที่อาจตามมา ถ้าศาลรับคำร้อง
40 สว. ไม่เพียงแต่ขอให้ศาลตีความคุณสมบัตินายเศรษฐาและนายพิชิต แต่ยังขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ด้วย
ถ้าย้อนดูบรรทัดฐานในอดีต จะพบว่า มีกรณีรัฐมนตรีที่ศาลรับคำร้องไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้พวกเขาหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวด้วย อาทิ
- คดีนายกฯ 8 ปี: ศาลสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 24 ส.ค. 2565 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ตามที่ฝ่ายค้านขอให้ตีความว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคสาม และมาตรา 158 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบกำหนดเวลา 8 ปีแล้ว
- คดีซุกหุ้นบุรีเจริญ: ศาลสั่งให้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 3 มี.ค. 2566 ตามที่ฝ่ายค้านขอให้ตีความว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบกับมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีถือหุ้นและเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชัน
อย่างไรก็ตาม มีบางคดีที่ศาลรับคำร้องตีความคุณสมบัติ แต่ไม่ได้สั่งให้รัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่
- คดีธรรมนัส “มันคือแป้ง”: ศาลรับคำร้องคดี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ไว้พิจารณาเมื่อ 17 มิ.ย. 2563 ตามที่ฝ่ายค้านขอให้ตีความว่าสมาชิกภาพ สส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10) และความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (10) หรือไม่ จากกรณีเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายอันถึงที่สุดว่าได้กระทำผิดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้าซึ่งยาเสพติด ก่อนที่เขาจะรอดพ้นคดีนี้ เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า เป็นคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เศรษฐา มั่นใจตั้ง รมต. “ถูกต้อง บริสุทธิ์ใจ”
ด้านนายกฯ เศรษฐา ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจในต่างแดน กล่าวว่า “ไม่ขอไปก้าวล่วงศาลรัฐธรรมนูญ” และ “ต้องให้ความเคารพกระบวนการตรวจสอบ ไม่อยากไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญ” เมื่อมีการรับเรื่องทางธุรการแล้ว ขั้นตอนต่อไปศาลรัฐธรรมนูญก็จะต้องมีการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับ ตรงนี้ก็ต้องให้เกียรติกับทางศาล โดยหน้าที่ของเขาคือเตรียมความพร้อมทั้งหมดให้ครบถ้วนและเหมาะสมให้ถูกต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง
“ถ้าถามว่ากังวลหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ากังวลทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของรัฐบาล หรือเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เมื่อเข้ามาอยู่ตรงนี้แล้วย่อมเป็นเรื่องธรรมดา” นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ที่ประเทศอิตาลี
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงนาทีนี้นายกฯ มั่นใจว่าการแต่งตั้งนายพิชิตถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาแนะนำใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ครับ ผมมั่นใจ คิดว่าทำถูกต้อง ด้วยความบริสุทธิ์ใจครับ”
นายเศรษฐาปฏิเสธด้วยว่า ไม่เสียสมาธิในการทำหน้าที่
ส่วนที่มีข้อวิเคราะห์ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา อาจจะต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ทั้งรัฐบาลในวันที่ 23 พ.ค. นั้น นายเศรษฐากล่าวว่า ถ้าเกิดตนเข้าใจถูก หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา ยังไม่ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ ศาลรัฐธรรมนูญต้องนำเรื่องไปพิจารณาก่อน จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่วันนี้ไม่อยากจะไปก้าวล่วงอะไรทั้งสิ้น ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน
“หากนายพิชิตลาออกแล้วจบปัญหา พร้อมลาออก”
นายพิชิต ชื่นบาน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อ 21 พ.ค. ว่า การตั้งรัฐมนตรีของนายเศรษฐาไม่ได้ผิดอะไร ไม่ได้ทำอะไรผิดแปลกแตกต่างจากนายกฯ คนอื่นในอดีต โดยคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีต้องไปกรอกคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม จากนั้นนายกฯ ต้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปตรวจสอบตามกระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมี สลค. และ สคก. ทำงานอย่างมืออาชีพและไม่มีทางช่วยตัวเขา
“อยากถามและขอวิงวอนว่า ไปเอาผิดนายกฯ ทำไม และไม่ควรเอาเรื่องใด ๆ กับท่านนายกฯ” นายพิชิตกล่าว ก่อนออกตัวว่าเป็น “องครักษ์พิทักษ์นายกฯ”
รมต.ประจำสำนักนายกฯ พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “เป็นวงจรอุบาทว์” นายกฯ บริหารประเทศดี ๆ มาทำให้เกิดการกระทำแบบนี้ ให้ผู้นำประเทศต้องออกจากตำแหน่ง “โจทย์ที่เกิดวงจรอุบาทว์อย่างนี้ หากนายพิชิตลาออกแล้วจบปัญหา พร้อมลาออกทุกเมื่อ และต้องยืนยันให้ได้ว่าถ้าลาออกแล้วจบ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า นี่เป็นเกมการเมืองที่ต้องการล้มนายเศรษฐาหรือไม่ นายพิชิตตอบว่า “แน่นอน”
รมต.ป้ายแดงกล่าวด้วยว่า ชีวิตของเขาถูกกระทำตั้งแต่ปี 2551 โหยหาความยุติธรรมมาทั้งชีวิต และรอจังหวะนี้มานานแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเป็นบรรทัดฐาน
“ประเด็นในศาลฎีกา ไปดูเถอะถ้ามีตรงไหนระบุว่าผมไปหิ้วถุงเงิน 2 ล้าน ผมลาออกวันนี้เลย ไม่ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คนที่ว่ากล่าวผมว่า ‘ทนายถุงเงิน 2 ล้าน’ พูดกันอย่างคนไร้สติ ไม่มีเหตุมีผล”
เขาอธิบายว่า ประเทศไทยใช้ระบบประมวลกฎหมาย ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจ ก็ไม่มีอำนาจ การไต่สวนเรื่องละเมิดอำนาจศาล ใช้วิธีพิจารณาความแพ่งเป็นหลัก ไม่เคยมีการใช้ประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะมาตรา 83 ที่นำมาใช้ในการพิพากษาคดี และเป็นสิ่งที่ติดใจมาทั้งชีวิต
“ในคำสั่งศาลฎีกามีคำหนึ่งระบุว่า ‘ผมน่าจะรู้’ อ้าว ‘น่าจะ’ ก็ขังผมแล้วเต็มพิกัด 6 เดือน ผมคาใจ คดีอาญา ‘น่าจะ’ ถือว่ามีข้อสงสัยต้องยกประโยชน์ให้จำเลย แต่นี้เป็นคดีแพ่ง”
“คำว่า ‘น่าจะ’ แล้วผมถูกขัง มันเป็นเรื่องสมมติฐานและคิดเอาเอง คือไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ที่กล่าวหาว่าพิชิตถือถุงเงิน ก็ไปตั้งข้อสมมติฐานว่าผมน่าจะรู้ ขอให้ไปดูคำสั่งให้ดีจะพบข้อพิรุธข้อสังเกตมากมาย ผมถึงชอบที่ไปศาลรัฐธรรมนูญ ถามอะไร ผมตอบได้ทุกประเด็น” นายพิชิตกล่าว
ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่าทำไมไม่ตั้งคำถามประเด็นนี้ให้ สคก. ตีความ เป็นเพราะต้องการช่วย “ถามให้ตรงคำตอบ” หรือไม่นั้น นายพิชิตบอกว่า ถามไปก็ตอบไม่ได้ ที่ศาลฎีกาใช้คำว่า “น่าจะ” อยากถามว่าเป็นที่ประจักษ์แค่ไหน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ล่าสุด นายพิชิต ชื่นบาน ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงนายกรัฐมนตรี โดยให้มีผล 21 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป หลังรับหน้าที่ได้เพียง 25 วัน
“เรื่องนี้ได้มีการพาดพิงไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี หัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดินต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีที่มีความจำเป็นต้องเดินหน้าด้วยความต่อเนื่อง ข้าพเจ้าจึงไม่ยึดติดกับตำแห่ง ในลักษณะยึดถือประโยชน์ส่วนตนยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนรวม” หนังสือลาออกของนายพิชิตระบุตอนหนึ่ง
นายพิชิตยืนยันด้วยว่า ได้ตรวจสอบและเชื่อมั่นโดยสุจริตว่า “มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายทุกประการ”











