โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. “เศรษฐา 1/1”

นายกฯ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ยกเลิกการควบ รมว.คลัง ในการปรับ ครม. ครั้งนี้

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรีในรัฐบาล “เศรษฐา 1/1” โดยนายเศรษฐา ทวีสิน เหลือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงตำแหน่งเดียว ยกเลิกการควบ รมว.คลัง และไม่ได้ไปควบ รมว.กลาโหม ตามกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันมี 4 รัฐมนตรีหน้าเก่าถูกปรับออกจากตำแหน่ง และมี 6 คนใหม่เข้ามาร่วมโต๊ะ ครม. แทน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 22 ส.ค. 2566 แล้ว และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 1 ก.ย. 2566 นั้น

บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า สมควรปรับปรุงรัฐมนตรีบางตําแหน่งเพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

(ดูรายละเอียดในราชกิจจานุเบกษา)

ราชกิจจาบุเบกษา

ที่มาของภาพ, ราชกิจจาบุเบกษา

ราชกิจจาบุเบกษา

ที่มาของภาพ, ราชกิจจาบุเบกษา

การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) “เศรษฐา 1/1 ” มีขึ้นภายหลังรัฐบาลผสม 11 พรรคการเมือง รวม 314 เสียง ทำงานครบ 7 เดือน โดยมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีในสัดส่วนของ 3 พรรคการเมือง ซึ่งปรากฏว่า รัฐมนตรี 4 คนต้องหลุดจากตำแหน่ง และมี 6 คนใหม่ได้เข้ามาร่วมวงฝ่ายบริหารแทน ในจำนวนนี้เป็น “รัฐมนตรีป้ายแดง” ที่เพิ่งมีโอกาสสัมผัสเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในชีวิต 5 คน

สำหรับสาเหตุที่เรียก ครม. ชุดใหม่ว่า “เศรษฐา 1/1” เป็นไปตามคำแนะนำของนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตเลขาธิการ ครม. 12 คณะ ที่ฝากบอกผู้สื่อข่าวบอกผ่านเครือมติชน-ประชาชาติธุรกิจ ว่า “อยากให้เขียนข่าวให้ถูกต้องว่า ให้เรียกการปรับ ครม. ครั้งนี้ว่าเป็น เศรษฐา 1/1”

นายวิษณุให้เหตุผลว่า รัฐบาล นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มาเป็นนายกฯ สมัยที่ 1 ดังนั้นการปรับ ครม. กี่ครั้ง ก็ยังเป็นนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน คนเดิม จึงเรียกสถานะทางการเมืองในการปรับ ครม. ให้เพิ่มเป็นทับ 1 หรือทับ 2 ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนนายกฯ หรือหากเปลี่ยนนายกฯ แล้วนายเศรษฐากลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง จึงเรียกว่า “เศรษฐา 2” เหมือนกรณี “ประยุทธ์ 2” หรือ “ชวน 2”

เพื่อไทย ออก 3 เข้า 4 เขย่า 6

ในการปรับ ครม. ครั้งนี้ ความเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ เกิดขึ้นกับพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยมี 3 รัฐมนตรีถูกยึดเก้าอี้คืน ได้แก่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข, นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกันมี 4 คนหน้าใหม่ที่จะเข้าไปเป็น “รัฐมนตรีป้ายแดง” สมัยแรก ประกอบด้วย นายพิชัย ชุณหวชิร วัย 75 ปี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ลาออกจากทุกตำแหน่งในภาคเอกชนตั้งแต่ 25 เม.ย. เพื่อเตรียมเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.คลัง, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการ รมว.คลัง ขยับชั้นเป็น รมช.คลัง, น.ส.จิราพร สินธุไพร หรือ “น้ำ” สส.ร้อยเอ็ด พรรค พท. ซึ่งถูกยกให้เป็น “ดาวอภิปราย” ของพรรค และมีแฟนคลับเป็นคนรุ่นใหม่ในโลกออนไลน์ ขึ้นแท่น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คู่กับนายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีตทนายความของนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยมีชื่อติดโผรัฐมนตรีตั้งแต่ช่วงฟอร์มรัฐบาลเศรษฐา มาคราวนี้ได้เข้าไปรั้งเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมใจ

เผ่าภูมิ โรจนสกุล (ซ้าย) ร่วมแถลงข่าวเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต กับ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ภายหลังประชุม ครม. เมื่อ 23 เม.ย.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, เผ่าภูมิ โรจนสกุล (ซ้าย) ร่วมแถลงข่าวเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต กับ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ภายหลังประชุม ครม. เมื่อ 23 เม.ย.

นอกจากนี้ยังมีการปรับ-ลด-โยก-สลักตำแหน่งรัฐมนตรีหน้าเดิมอีก 6 คนคือ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี โยกไปนั่งเป็น รมว.สาธารณสุข, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ควบรองนายกฯ เพิ่มอีก 1 ตำแหน่ง, นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ถูกลดตำแหน่งเหลือ รมว.ต่างประเทศ อย่างเดียว, นายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ ผู้มีความใกล้ชิดนายกฯ เศรษฐา เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม สลับเก้าอี้กับ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

ปานปรีย์ลาออก หลังถูกริบเก้าอี้รองนายกฯ

ภายหลังรับทราบพระบรมราชโองการ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แจ้งขอลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเหลืออยู่เพียงตำแหน่งเดียว โดยระบุว่า “มีความประสงค์จะขอลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ และทุกตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ตั้งแต่ 28 เม.ย.”

หนังสือลาออกของนายปานปรีย์ระบุตอนหนึ่งว่า “สาเหตุของการปรับผมออกจากรองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ผมเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับผมไม่มีผลงานแน่นอน“ จากนั้นได้บรรยายว่าตัวเขาทุ่มเทการทำงานด้านต่างประเทศ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างไร มีผลงานอะไร

ตอนท้ายของหนังสือนายปานปรีย์ระบุว่า ขอขอบพระคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสผมได้ทำงานกับรัฐบาลนี้มาช่วงเวลาหนึ่ง

พลังประชารัฐ ยึด ก.เกษตรฯ

ส่วนอีกพรรคการเมืองที่มีการตั้งคนไปเติมให้เต็มโควตา 4 ตำแหน่ง หลังจากในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ดำรงตำแหน่งเพียง 3 คน หนีไม่พ้น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งส่งนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา เข้าไปนั่งเก้าอี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์

เมื่อ 2 รมช. จากโควตาพรรค พท. (นายไชยา พรหมา) และโควตาพรรครวมไทยสร้างชาติ (นายอนุชา นาคาศัย) ถูกปรับออกจากตำแหน่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค พปชร. และเจ้ากระทรวงเกษตรฯ ได้เจรจาขอแลกโควตากับพรรคร่วมฯ หลังเกิดปัญหากระทบกระทั่งเรื่องการแบ่งงานให้รัฐมนตรีกำกับดูแลในช่วงรัฐบาล “เศรษฐา 1”

นั่นทำให้ พปชร. เข้าควบคุมและบริหารงานกระทรวงเกษตรฯ แบบเบ็ดเสร็จ โดยมี 1 รมว. และ 1 รมช.

รวมไทยสร้างชาติ ปรับ “แฮงค์” ออก ส่ง “เฮ้ง” เข้า

ด้านพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มีโควตา 2 รมว. และ 2 รมช. มีการปรับนายอนุชา นาคาศัย หรือ “แฮงค์” รมช.เกษตรและสหกรณ์ ออกจากตำแหน่ง แล้วสลับให้นายสุชาติ ชมกลิ่น หรือที่ถูกเรียกขานว่า “เสี่ยเฮ้ง” สส.บัญชีรายชื่อ เข้านั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ ซึ่งถือเป็นการยอม “ลดชั้น” ตัวเองของนายสุชาติ ทั้งที่เคยดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ในช่วงรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” มาก่อน

ส่วนอีก 2 คนที่มีชื่อว่าจะถูกปรับออกและปรับเข้าก่อนหน้านี้คือ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.คลัง ยังนิ่งอยู่ที่เดิม ทำให้กระทรวงการคลังมีรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น 4 คน โดยอีก 3 คนเป็นโควตาของพรรค พท.

สุทิน คลังแสง ยังเหนียวบนเก้าอี้ รมว.กลาโหม ทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโควตาของ รทสช.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สุทิน คลังแสง ยังเหนียวบนเก้าอี้ รมว.กลาโหม ทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโควตาของ รทสช.

เช่นเดียวกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่ยังคงนั่งเก้าอี้เลขานุการ รมว.กลาโหม ต่อไป ไม่ได้ขึ้นแท่นเป็น รมช.กลาโหม ตามกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ยังรักษาเก้าอี้รัฐมนตรีเอาไว้ได้ และนายกฯ เศรษฐาไม่ได้มาควบตำแหน่งเจ้ากระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด

3 พรรคร่วมฯ นิ่ง

ขณะที่อีก 3 พรรคร่วมรัฐบาล ทางหัวหน้าพรรคยืนยันกับแกนนำ พท. ว่ายังไม่ขอปรับเปลี่ยนทั้งตำแหน่งและตัวบุคคล โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยังยึดครอง 8 เก้าอี้เดิม แบ่งเป็น 4 รมว. และ 4 รมช., พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ยึดโควตา 1 รมว. และพรรคประชาชาติ (ปช.) ยึดโควตา 1 รมว.

ตั้ง รมต. เต็มโควตา 36 คน ไผ่ “ไม่น้อยใจ”

แม้โควตาเต็มของ ครม. อยู่ที่จำนวน 36 คน (รวมนายกรัฐมนตรี) แต่ในคราวแต่งตั้ง ครม. “เศรษฐา 1” มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพียง 34 คน เนื่องจากมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ 2 บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยพรรคต้นสังกัดของพวกเขายืนยันไม่เปลี่ยนตัวเป็นคนอื่น ทำให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) นำเฉพาะรายชื่อบุคคลที่ไม่มีปัญหาทางกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

คนแรกคือ นายพิชิต ชื่นบาน ซึ่งได้กรอกประวัติในฐานะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โควตาพรรค พท. แต่ไม่อาจฝ่ากระแสต่อต้านจากภายนอกไปได้ เนื่องจากเขาเคยถูกศาลสั่งจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาล จากข้อกล่าวหา “หิ้วถุงขนมใส่เงินสด 2 ล้านบาท” ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในช่วงพิจารณาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ที่มีนายทักษิณ อดีตนายกฯ คนที่ 23 กับ คุณหญิงพจมาน ภรรยา (ในขณะนั้น) ตกเป็นจำเลย เมื่อปี 2551

สุดท้าย นายพิชิตชวดเก้าอี้รัฐมนตรี แต่ได้ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีรองก้นแทนในช่วงที่ผ่านมา

พิชิต ชื่นบาน (ขวาหลัง) รับหน้าที่กลั่นกรองงานกฎหมายให้นายกฯ ก่อนได้เข้ามาเป็น รมต. สมใจในการปรับ ครม. ครั้งแรกของรัฐบาลเศรษฐา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พิชิต ชื่นบาน (ขวาหลัง) รับหน้าที่กลั่นกรองงานกฎหมายให้นายกฯ ก่อนได้เข้ามาเป็น รมต. สมใจในการปรับ ครม. ครั้งแรกของรัฐบาลเศรษฐา

อีกคนคือ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรค พปชร. ซึ่งได้กรอกประวัติในฐานะ รมช.พาณิชย์ โควตาพรรค พปชร. ทว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (7) จากกรณีเคยถูกลงโทษจำคุกในคดีทำร้ายร่างกาย แต่ศาลให้รอการลงโทษ

ต่อมา นายไผ่ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การที่ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ผู้ถูกร้องที่ 2) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 3) และผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ถูกร้องที่ 4) ให้ความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (6) ทำให้ผู้ร้องไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม จำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 25 หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อ 3 เม.ย. ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่า “ไม่ปรากฏว่า ผู้ร้อง (นายไผ่) เป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่” เนื่องจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่ “เป็นเพียงการให้คำปรึกษาและความเห็นทางกฎหมายโดยปฏิบัติตามหน้าที่ และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น และการทูลเกล้าฯ รายชื่อบุคคลเพื่อมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินเป็นหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรี”

ไผ่ ลิกค์ (คนหลัง) ยังคาดหวังว่าจะมีโอกาสนั่งเก้าอี้ รมต. หากคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเป็นคุณกับเขา

ที่มาของภาพ, Facebook/สส.ไผ่ ลิกค์

คำบรรยายภาพ, ไผ่ ลิกค์ (คนหลัง) ยังคาดหวังว่าจะมีโอกาสนั่งเก้าอี้ รมต. หากคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเป็นคุณกับเขา

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 กำหนดให้รัฐมนตรีต้อง

(4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

(5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

(6) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98

(7) ไม่เป็นผู้ต้องคําพิพากษาให้จําคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

ภายหลังการปรับ ครม. “เศรษฐา 1/1” ทำให้มีรัฐมนตรีเต็มโควตา 36 คน โดยที่นายพิชิตได้เข้าร่วมวง ครม. ตามคาด ขณะที่นายไผ่ชวดตำแหน่งไป

ในระหว่างการประชุมพรรค พปชร. เมื่อ 26 เม.ย. นายไผ่ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า “ไม่น้อยใจ” และ “ชิล ๆ” เนื่องจากตัวเขาติดปัญหา และได้พูดคุยกับนายกฯ แล้ว ซึ่งนายกฯ บอกว่าอยากให้เรื่องนี้มีความชัดเจน เดี๋ยวจะมีทางออก โดยจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่พิจารณาเพื่อความชัดเจน แต่ไม่ทันปรับ ครม. รอบนี้