เอเวอร์แกรนด์ของจีนล้มละลาย จะสะเทือนโลกเหมือน “เลห์แมน บราเธอร์ส” ล่มสลาย หรือไม่ ?

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, อสังหาฯ โครงการใหญ่เหล่านี้ จะมีวันสร้างเสร็จหรือไม่ ?
    • Author, มาริโกะ โออิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ บีบีซี

ย้อนไปเมื่อ 15 ปีก่อน (ปี 2008) เกิดวิกฤตการเงินครั้งร้ายแรงระดับโลก ในชื่อ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ฃึ่งทำให้ธนาคารวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง “เลห์แมน บราเธอร์ส” (Lehman Brothers) ต้องยื่นล้มละลาย วิกฤติในครั้งนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ จนเกิดการผิดนัดชำระหนี้ และฟองสบู่แตก ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์อเมริกาล้มครืน

ตอนนี้ โลกกำลังจับตาการยื่นล้มละลายของ “เอเวอร์แกรนด์” (Evergrande) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีน ที่แบกหนี้สินมากกว่า 10 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งคำถามว่า จะซ้ำรอย “เลห์แมน บราเธอร์ส” ล่มสลาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เรียกกันว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” เมื่อปี 2008 หรือไม่

การผิดนัดชำระหนี้ของเอเวอร์แกรนด์เมื่อปี 2021 ได้ส่งแรงกระเพื่อมต่อพันธบัตรต่างชาติที่ เอเวอร์แกรนด์ ถือครองไว้ เหตุการณ์นั้นส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

ไม่เพียงเท่านั้น กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ของทางการจีน ระบุถึงการนำทรัพย์สินส่วนบุคคลของผู้ก่อตั้งเอเวอร์แกรนด์ ไปขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาเพิ่มสภาพคล่องด้วย ซึ่งตัวนาย สวี่ เจียอิ้น ผู้ก่อตั้งเอเวอร์แกรนด์ มีทรัพย์สินส่วนตัวราว 3.54 แสนล้านบาท ตามข้อมูลของฟอร์บส์

แต่การจะเปรียบเทียบการล้มละลายของ เอเวอร์แกรนด์ กับ เลห์แมน บราเธอร์ส นั้น อาจไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น บีบีซีไทยชวนคุณผู้อ่านมาเปรียบเทียบกัน ผ่านมุมมองของนักวิเคราะห์

เอเวอร์แกรนด์ VS เลห์แมน

วิเนช มอตวานี จากศูนย์วิจัยเส้นทางสายไหม และเคยทำงานเป็นนักวิเคราะห์ของเครดิตสวิสในสหรัฐฯ ตอนที่ เลห์แมน ล่มสลาย เขาวิเคราะห์กับบีบีซี ภายหลังการผิดนัดชำระหนี้ของเอเวอร์แกรนด์ว่า สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างเจ้าพ่ออสังหาฯ จีน กับ ธนาคารวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ คือ “เอเวอร์แกรนด์ เป็นโศกนาฏกรรมที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น”

เมื่อรัฐบาลจีนบังคับใช้นโยบาย “สามเส้นแดง” สำหรับการประเมินศักยภาพการกู้ยืมของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เข้มงวดขึ้น เมื่อปี 2020 “ชัดเจนเลยว่า เอเวอร์แกรนด์ เป็นผู้ละเมิดนโยบายรายสำคัญ ดังนั้น ปฏิกิริยาจากทุกคนในจีนจึงต่างพูดว่า ‘นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น’”

นโยบาย ‘สามเส้นแดง’ กำหนดเส้นแดง 3 เส้น คือ

  • บริษัทอสังหาฯ ของจีนจะถูกจำกัดให้มีอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ไม่เกิน 70%
  • อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อผู้ถือหุ้นต้องไม่เกิน 100%
  • บริษัทต้องมีเงินสดมากกว่าหนี้สินระยะสั้น 1 เท่าตัว
.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, วิกฤตเอเวอร์แกรนด์ กับ เลห์แมน บราเธอร์ส แตกต่างกันอย่างไร ?

เหตุผลที่รัฐบาลจีนประกาศใช้นโยบายนี้ ก็เพื่อควบคุมเพดานหนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็จำกัดประสิทธิภาพในการกู้ยืมเงินของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปด้วย

ตลอดหลายสิบปีก่อนหน้านั้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนจมอยู่ใต้การกู้ยืมที่ไร้การควบคุม ซึ่งธนาคารกลางจีน นิยามว่า “สุ่มเสี่ยง”

สำหรับการผิดนัดชำระหนี้ของเอเวอร์แกรนด์ มาจนถึงการยื่นขอการคุ้มครองล้มละลายเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ในแวดวงธุรกิจเปรียบสถานการณ์นี้ว่าเป็นเหมือน “แรดเทา” ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึงเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดเจน มีโอกาสเกิดสูง มีผลกระทบสูง และเปิดโอกาสให้ผู้ต้องรับมือมีทางเลือกในการตอบสนอง ซึ่งตรงกันข้ามกับ “หงส์ดำ” ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่ผู้คนไม่คาดคิดมาก่อน และข้อมูลในอดีตไม่บ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

โรรี กรีน หัวหน้าฝ่ายวิจัยจีนและเอเชีย ของบริษัทที่ปรึกษา ทีเอส ลอมบาร์ด วิเคราะห์ว่า “เสียงเตือนถึงเอเวอร์แกรนด์ มีมายาวนานแล้ว”

วิกฤตที่แตกต่าง ?

ความแตกต่างสำคัญระหว่างการล่มสลายของเลห์แมน บราเธอร์ส กับวิกฤตเอเวอร์แกรนด์ คือกรณีของเลห์แมน เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซง ก็จำเป็นต้องออกกฎหมายก่อน จึงจะมีอำนาจในการออกมาตรการต่าง ๆ แต่ในกรณีของเอเวอร์แกรนด์ รัฐบาลจีนไม่ประสบปัญหานี้ เนื่องจากมีอำนาจเบ็ดเสร็จ

อันที่จริง ด้วยความที่รัฐบาลจีนกำกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ผ่านธนาคารของรัฐอยู่แล้ว รัฐบาลจีนจึงมีข้อมูลว่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใดที่สุ่มเสี่ยงจะผิดนัดชำระหนี้ ผิดกับกรณีของสหรัฐฯ ที่วิกฤตซับไพรม์ เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน โดยที่รัฐบาลแทบไม่รู้ตัว

พูดอีกอย่างก็คือ “เอเวอร์แกรนด์” เป็น “แรดเทา” ที่รัฐบาลจีนทราบอยู่แล้วว่าจะเกิด ในขณะที่ “เลห์แมน บราเธอร์ส” เป็น “หงส์ดำ” ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อน

.

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนระมัดระวังในการดำเนินมาตรการรับมือ มากกว่าตอนที่สหรัฐฯ ต้องรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2008 ที่เข้าไปอุ้มธนาคารใหญ่สุดของโลกหลายแห่ง โดยรัฐบาลจีนดำเนินวิธีการแบบ “ทีละเล็กทีละน้อย” (piecemeal approach)

“จีนก็เหมือนศัลยแพทย์ที่กำลังผ่าตัดเนื้องอก และกำลังคิดว่า ‘ฉันจะช่วยใครดี’” อลิเซีย การ์เซีย เฮอร์เรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค ของธนาคารเพื่อการลงทุน Natixis กล่าวกับบีบีซี เมื่อปี 2021

สิ่งสำคัญสำหรับรัฐบาลจีน คือการที่เอเวอร์แกรนด์ ยังดำเนินงานอยู่ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าทางบริษัทจะสร้างบ้านและพัฒนาโครงการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ เพื่อที่ผู้ซื้อรายย่อยจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก รวมถึงเพื่อให้ภาพลักษณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่เสียหายจนเกินไป

เฮอร์เรโร เปรียบจุดยืนของจีน (ในฐานะศัลยแพทย์) ว่า “จีนต้องสังเกตหัวใจว่ายังเต้นดีอยู่ไหม ซึ่งหัวใจในที่นี้คือมุมมองของผู้คนต่อวงการอสังหาริมทรัพย์” ทั้งนี้ มาตรการของรัฐบาลจีน ก็ดูจะใช้ได้ผลในช่วงต้น เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ยังคงปรับตัวขึ้นในจีนในช่วงแรก ๆ

อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 2023 สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลงในอัตราที่เร็วขึ้น ในช่วง 2 ไตรมาสแรก เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เช่นเดียวกับการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงกว่า 7%

.

ที่มาของภาพ, Reuters

เอเวอร์แกรนด์ใหญ่แค่ไหน

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของเอเวอร์แกรนด์ ระบุว่าปัจจุบัน ทางบริษัทพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 1,300 โครงการ ในกว่า 280 เมืองทั่วประเทศจีน

เอเวอร์แกรนด์ ยังประกอบธุรกิจอื่น ๆ รวมถึงรถยนต์ขับเคลื่อนพลังไฟฟ้า และสโมสรฟุตบอล อีกด้วย

แต่ด้วยภาระหนี้กว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท ทำให้ เอเวอร์แกรนด์ เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้มากที่สุดในโลก จนหุ้นของบริษัทถูกระงับการซื้อขายตั้งแต่ปี 2022

.

ที่มาของภาพ, Reuters

ไม่เพียงเท่านั้น เอเวอร์แกรนด์ ยังได้เปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วว่า ได้สูญเสียทุนทรัพย์ไปมากถึง 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์อีกแห่งของจีน คือ คันทรี การ์เดน (Country Garden) เตือนว่า อาจขาดทุนถึง 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้

ไม่เพียง เอเวอร์แกรนด์ และคันทรี การ์เดน เท่านั้น แต่บริษัทขนาดใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ในจีนอีกหลายแห่ง ก็กำลังประสบปัญหาในการหาเงินทุนมาดำเนินโครงการให้เสร็จลุล่วง

“กุญแจสำคัญของเรื่องนี้ คือการดำเนินโครงการที่สร้างค้างไว้ให้สำเร็จ เพราะอย่างน้อยก็จะทำให้การเงินหมุนไปได้” สตีเฟน โคเครน จากบริษัทวิจัยด้านเศรษฐกิจ มูดีส์ อะนาลีติกส์ กล่าว

เขาเสริมว่า บ้านหลายแห่งของเอเวอร์แกรนด์ เป็นบ้านแบบพรีเซล ซึ่งลูกค้าสามารถชำระเงินมัดจำไว้ล่วงหน้า และจ่ายส่วนที่เหลือในวันที่กำหนด ดังนั้น หากการก่อสร้างหยุดชะงัก ผู้ซื้อก็จะไม่ผ่อนชำระค่างวดอีกต่อไป และยิ่งทำให้การเงินของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประสบปัญหา