จีนจะมีผู้สูงอายุวัยเกษียณกว่า 300 ล้านคน แล้วรัฐบาล สี จิ้นผิง จะดูแลได้ไหม

ที่มาของภาพ, Lan Pan/ BBC
- Author, ลอว์รา บิกเกอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน
หวนชุน เกา เป็นชาวไร่จีนวัย 72 ปี พอถามเขาเรื่องเงินบำนาญวัยเกษียณ เขาก็แค่นหัวเราะในลำคอแทนคำตอบ
จากนั้นก็ค่อย ๆ ดูดบุหรี่ที่มวนเอง เขม่นคิ้ว พลางเอียงหัว เหมือนรู้สึกว่าคำถามนั้นช่างไร้สาระ ก่อนตอบว่า “โอ้ย ไม่มีหรอก เราไม่มีเงินบำนาญ” แล้วก็เพยิกหน้าไปที่ภรรยาที่แต่งกันมา 45 ปี เหมือนบอกเป็นนัยว่า ภรรยาเขาก็ไม่ได้เงินเหมือนกัน
นายเกา เป็นชาวจีนยุคบุกเบิก ที่เป็นสักขีพยานการกำเนิดคอมมิวนิสต์จีน แต่เช่นเดียวกับคนรุ่นเขาอีกมาก ที่แก่ตัวก่อนจะร่ำรวย ต้องทนทำงานหารายได้ประทังชีวิตในแถบชนบท เพราะระบบสวัสดิการสังคมอ่อนแอ จนแม้จะถึงวัยชรา แต่เขาก็ไม่ได้อยู่สบาย
เศรษฐกิจที่ชะลอตัว สวัสดิการรัฐที่หดลง รวมถึงนโยบายลูกคนเดียวที่บังคับใช้มานานหลายทศวรรษ ได้ก่อให้เกิดวิกฤตประชากรศาสตร์ในจีนยุคของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
คาดว่าในอีกสิบปีต่อจากนี้ จะมีชาวจีนกว่า 300 ล้านคน ที่ปัจจุบันอายุ 50-60 ปี ต้องออกจากภาคแรงงาน นี่เป็นกลุ่มอายุประชากรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ และแทบจะเท่ากับประชากรของสหรัฐฯ ทั้งประเทศเลยทีเดียว
ปัญหาคือ แล้วใครจะดูแลประชากรที่ชราภาพหลายร้อยล้านคนเหล่านี้ คำตอบจะต่างออกไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ไหน แล้วไปถามใคร
อย่างนายเกาและภรรยา อาศัยอยู่ในมณฑลเหลียนหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งเคยเป็นอดีตศูนย์กลางยุคอุตสาหกรรม
มันเป็นมณฑลที่อุดมไปด้วยไร่นาและเนินเขาที่พรุนไปด้วยเหมืองแร่ ซึ่งห้อมล้อมเมืองเฉิ่นหยาง หากมองขึ้นฟ้า ก็มักเห็นกลุ่มควันพวยพุ่งเหนือโรงงาน ข้าง ๆ กันเป็นที่ตั้งของมรดกโลกทรงคุณค่านับแต่ยุคราชวงศ์ชิง
แต่ประชากรที่นี่เกือบ 1 ใน 4 ล้วนเป็นคนอายุ 65 ปีขึ้นไป แล้วนับวัน ผู้ใหญ่วัยทำงานก็ค่อย ๆ อำลามณฑลแห่งนี้ เพื่อไปแสวงหางานที่ดีกว่าในเมืองใหญ่
ลูก ๆ ของเกาก็เช่นกัน พวกเขาจากบ้านไปแล้ว แต่ก็ยังแวะเวียนกลับมาเยี่ยมพ่อแม่บ่อย ๆ
“ผมคิดว่าผมคงทำไร่ต่อไปได้อีก 4-5 ปี” เกา ตอบ หลังเขาและภรรยาเสร็จสิ้นภารกิจไปเก็บฟืน พอเข้าไปในบ้าน ก็จะพบเตาผิงแบบจีนกำลังปะทุไฟ เป็นแหล่งสร้างความอบอุ่นอย่างเดียวภายในบ้าน

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC
คู่รักวัยชราคู่นี้ มีรายได้ราว 20,000 หยวน (100,000 บาท) ต่อปี แต่ราคาข้าวโพดที่ตกต่ำลงก็หมายความว่า พวกเขาจะป่วยไม่ได้ เพราะป่วยไปก็อาจไม่มีเงินรักษา
“ในอีก 5 ปี หากผมยังแข็งแรงดี ผมยังอาจเดินเองได้ แต่หากผมไม่แข็งแรงและอ่อนแอ ผมอาจกลายเป็นคนติดเตียง แล้วนั่นแหละ มันจบแล้ว ผมคงจะกลายเป็นภาระลูกหลานที่ต้องมาดูแลผม”
ฉากทัศน์เลวร้ายเช่นนั้น เป็นอนาคตที่ นางกัวฮุ่ย ถัง วัย 55 ปี ไม่ต้องการเลย เธอกับสามีเพิ่งประสบอุบัติเหตุจากไซต์ก่อสร้าง ส่วนค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยของลูกสาวก็สูบเงินเก็บไปจนร่อยหรอ
สำหรับอดีตพนักงานขุดดินหญิงคนนี้ เธอเห็นโอกาสในธุรกิจสถานรับเลี้ยงคนชรา เพื่อที่จะเอาไว้ดูแลตัวเองด้วยตอนแก่ตัว เธอจึงเปิดสถานดูแลผู้สูงอายุขนาดเล็ก ห่างจากเมืองเฉิ่นหยางราว 1 ชั่วโมง

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC
มันเป็นอาคารชั้นเดียว ห้อมล้อมด้วยผืนนาที่พอเข้าไปใกล้ก็จะได้ยินเสียงสุกรและห่านร้องระงมเหมือนต้อนรับ นางถังปลูกพืชผลทางการเกษตรเองเพื่อเป็นอาหารให้สมาชิกในบ้านพักคนชรา 6 คน ส่วนปศุสัตว์เหล่านี้ ก็ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง เพราะท้ายสุดมันจะไปจบที่จานอาหาร
นางถัง ชี้ไปยังกลุ่มคนชรา 4 คนที่กำลังนับเลข (เล่นไพ่) กันอยู่ “เห็นชายวัย 85 ปีคนนั้นไหม เขาไม่มีเงินบำนาญ เขาต้องพึ่งลูกชายและลูกสาวอย่างเดียวเลย ลูกชายเขาจะจ่ายเงินเดือนหนึ่ง ส่วนลูกสาวก็จะจ่ายของเดือนต่อมา แต่พวกลูก ๆ เขาก็ต้องหาเลี้ยงชีพเองด้วย”
เธอเองก็กังวลว่า สักวันเธอต้องพึ่งพาลูกสาว “ตอนนี้ ฉันเลยต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนบำนาญทุกเดือน แม้มันจะหมายความว่า ฉันจะไปกินของอร่อยหรือสังสรรค์ไม่ได้เลยก็ตาม”
เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนแล้วที่จีนพึ่งพาหลัก “ความกตัญญู” เพื่อทดแทนช่องโหว่การดูแลผู้สูงวัย ทำให้รัฐไม่ต้องลำบาก เพราะมันเป็นหน้าที่ของลูกชายหรือลูกสาว ที่ต้องทดแทนคุณบิดามารดาที่แก่เฒ่า
แต่ผลจากนโยบาลลูกคนเดียว ที่ห้ามคู่รักชาวจีนมีบุตรคนที่ 2 หรือมากกว่านั้น ในช่วงปี 1980-2015 ก็ทำให้มีลูกชายและลูกสาวจำนวนน้อยลง บางครั้งก็น้อยเกินกว่าที่พ่อแม่จะพึ่งพาได้

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC
ซ้ำร้าย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยังทำให้คนรุ่นใหม่ก็ย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ไปเมืองใหญ่มากขึ้น ๆ ทำให้ผู้ชราภาพที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต้องดูแลตัวเอง หรือรอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล
ข่าวร้ายคือ กองทุนเงินบำนาญจีนอาจใกล้หมดเกลี้ยงในปี 2035 ตามข้อมูลของสถาบันวิทยาศาสตร์จีน ซึ่งทำนายไว้ตั้งแต่ปี 2019 ก่อนที่โควิดจะระบาดและยิ่งทำร้ายเศรษฐกิจจีนให้อยู่ในสภาพที่เลวร้ายลงไปอีก
ตอนนี้ จีนอาจถูกบีบให้ต้องปรับเพิ่มอายุเกษียณ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ถกเถียงกันมาหลายปีแล้ว โดยจีนมีอายุเกษียณที่ต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก คือ 60 ปีสำหรับผู้ชาย และ 55 ปีสำหรับผู้หญิงที่ทำงานออฟฟิศ แต่หากเป็นผู้หญิงที่ใช้แรงงาน วัยเกษียณจะอยู่ที่ 50 ปี
แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนชี้ว่า การปรับเพิ่มอายุเกษียณเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด หากจีนต้องการหลีกเลี่ยงสิ่งที่หลายคนกลัวว่า จะกลายเป็นวิกฤตมนุษยธรรมในอีก 25 ปีข้างหน้า
ในระหว่างที่วิกฤตนั้นยังไม่เกิด คนชราก็พยายามตักตวงประโยชน์จากเงินบำนาญให้ได้มากที่สุด

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC
“ยินดีต้อนรับสู่บ้านของฉันค่ะ” อาม่าเฟิ่ง วัย 78 ปี กวักมือเรียกให้ทีมข่าวบีบีซีเข้าไป แต่เธอขอไม่ให้ใช้ชื่อจริงของเธอ
อาม่าเฟิ่งเดินอย่างคล่องแคล่วจนแทบตามไม่ทัน เธอรีบบอกสามีว่ามีแขกมาแล้ว ห้องพักของพวกเขาอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ “ซันไชน์” ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน อาม่าเฟิ่งเพิ่งเข้าคลาสออกำลังกายอย่างสนุกสนานกับเพื่อน ๆ วัยชราของเธอ
สถานดูแลผู้สูงอายุแห่งนี้ รองรับผู้พักอาศัยได้กว่า 1,300 คน โดยมีอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ราว 20 คน มาอาศัยอยู่ที่นี่แบบไม่ต้องเสียค่าที่พัก แลกกับการต้องดูแลผู้ชราภาพ นี่เป็นสถานดูแลผู้สูงอายุที่สนับสนุนโดยภาคเอกชน ซึ่งช่วยลดภาระของรัฐบาลท้องถิ่น
โมเดลสถานดูแลผู้สูงอายุแบบนี้ เป็นการทดลองเพื่อรองรับสังคมที่ชราลงเรื่อย ๆ ของจีน ซึ่งในหางโจว ทางตอนใต้ของจีน ผู้สูงวัยของที่นี่อาจจะแบกรับค่าใช้จ่ายเช่นนี้ได้
แต่หางโจวเป็นเหมือนคนละโลกกับมณฑลเหลียนหนิงในตอนต้นของเรื่อง เพราะหางโจวเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารใหม่เอี่ยมผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เพื่อรองรับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ อย่างอาลีบาบา (Alibaba) และแอนท์ (Ant Group) เรียกว่านี่เป็นเมืองที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของจีน
สามีภรรยาเฟิ่ง อาศัยอยู่ที่สถานดูแลผู้สูงอายุแห่งนี้มา 8 ปีแล้ว มันเป็นบ้านพักคนชราที่มีกิจกรรมมากมายให้ทำ ทั้งห้องออกกำลังกายและโต๊ะปิงปอง ไปจนถึงการร้องเพลงและดูละคร

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC
“การมีบั้นปลายชีวิตที่ดีเป็นเรื่องสำคัญ” อาม่าเฟิ่ง กล่าว เธอและสามีสมรสมาแล้วกว่า 50 ปี มันเป็นรักแรกพบที่เนิ่นนานมาถึงปัจจุบัน
เมื่อหลานชายของพวกเขาศึกษาจบมัธยมปลาย พวกเขามองว่า ภารกิจชีวิตของพวกเขาลุล่วงแล้ว
“มีคนรุ่นเราอีกบางคนที่คิดแบบนี้” อาม่าเฟิ่ง กล่าว “เราอยากจะใช้ชีวิตให้มีความสุข แต่คนที่คิดต่างก็มองว่า มันไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเยอะ ๆ เพื่อมาอยู่ที่นี่ เพราะก็มีบ้านอยู่แล้ว”
แต่เธอชี้ว่า เธอเป็นคน “เปิดรับ” แนวคิดใหม่ ๆ “ฉันคิดดีแล้ว ฉันมอบบ้านให้ลูกชาย พวกเราแค่ต้องการบัตรสวัสดิการบำนาญแค่นั้น”
ห้องพักหนึ่งห้องในสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งนี้ มีค่าใช้จ่ายราว 2,000 หยวน (10,000 บาท) ต่อเดือน พวกเขาเป็นอดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงมีเงินบำนาญพอจะแบกรับค่าใช้จ่าย
แต่ก็ต้องยอมรับว่า เงินบำนาญที่สามีภรรยาเฟิ่งได้รับ มีสัดส่วนสูงกว่าคนจีนทั่วไป ที่ได้ราว 170 หยวน (860 บาท) ต่อเดือนในปี 2020 ตามข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศของยูเอ็น

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC
ทั้งนี้ แม้ลูกค้าจะมีเงินบำนาญค่อนข้างสูง แต่สถานดูแลผู้สูงอายุ “ซันไชน์” กลับประสบภาวะขาดทุน ผู้อำนวยการที่นี่ยอมรับว่า การดำเนินกิจการนี้มีค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลานานกว่าจะสร้างผลกำไร
รัฐบาลจีนพยายามกดดันให้บริษัทเอกชนสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงวัยแบบรายวัน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดช่องว่างจากรัฐบาลท้องถิ่นที่มีหนี้สาธารณะสูง แต่คำถามคือ บริษัทเอกชนจะเข้ามาลงทุนไหม หากผลกำไรมันไม่คุ้มค่า
ชาติเอเชียตะวันออกอื่น ๆ อย่างญี่ปุ่น ก็กำลังมองหาเงินทุนเพื่อมาดูแลประชากรผู้สูงวัยที่มีจำนวนมากขึ้น แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างจีนกับญี่ปุ่นคือ ญี่ปุ่นเป็นประเทศร่ำรวยแล้วในตอนที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย
ส่วนจีนนั้น กลายเป็นสังคมผู้สูงวัยแบบที่เรียกว่า ไม่มีเบาะรองรับ ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องหาเลี้ยงตัวเอง ทั้งที่ปกติเมื่ออายุเท่านี้ ควรจะได้วางแผนใช้ชีวิตเกษียณแล้วก็ตาม
หนึ่งในนั้นคือ ชุ่ยชุ่ย อายุ 55 ปี ที่พบอาชีพใหม่ในเศรษฐกิจที่เรียกว่า “เศรษฐกิจผมสีดอกเลา” ด้วยความพยายามใช้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่มากของผู้สูงอายุชนชั้นกลาง
“ฉันคิดว่าเราพยายามชักจูงให้ผู้คนรอบตัวมองบวก และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอด ทุกคนอาจมีรายได้ครัวเรือนที่ต่างกัน แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน เราต้องพยายามมองโลกในแง่ดี” เธอกล่าว
ชุ่ยชุ่ย ทราบดีว่า เธออยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชนในจีน แต่เธอมุ่งมั่นจะทำงานให้ดีที่สุด ด้วยการผันตัวจากอดีตนักธุรกิจหญิง มาเป็นนางแบบ
ณ บริเวณริมคลองใหญ่ (Grand Canal) ที่มีชื่อเสียงของหางโจว เธอและผู้หญิงอีกสามคนที่ล้วนอายุเกินกว่า 55 ปี กำลังแต่งหน้าแต่งตา และจัดทรงผม

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC
แต่ละคนเลือกสวมชุดประเพณีแบบจีนในสีแดงและสีทอง สวมทับด้วยเสื้อแจ็คเก็ตสั้น เหมาะสำหรับอากาศค่อนข้างเย็นในฤดูใบไม้ผลิ หญิงวัย 50 กว่ากลุ่มนี้กำลังถ่ายแบบลงสังคมออนไลน์ โดยมีช่างภาพคอยกำกับให้พวกเธอโพสต์ท่าต่าง ๆ
ชุ่ยชุ่ย ต้องการให้โลกได้เห็นภาพของคนวัยชราที่มีความสุข และเธอก็รู้สึกดีที่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจในทางอ้อม
แต่ภาพวัยชราอันแสนสุขของชุ่ยชุ่ย กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชีวิตจริงคนชราหลายล้านคนในจีน
กลับมาที่มณฑลเหลียนหนิง ควันจากการเผาฟืนลอยออกมาจากปล่องควันเหนือบ้านของนายเกา ที่กำลังอุ่นเตาให้ร้อนสำหรับหุงข้าว

ที่มาของภาพ, Xiqing Wang/ BBC
“พอผมอายุ 80 ปี ก็หวังว่าลูก ๆ ของผมจะกลับมาอยู่ด้วย” เขากล่าว ขณะที่กำลังมองหากระทะ
“ผมไม่ไปอยู่กับพวกเขาในเมืองใหญ่หรอก ที่พักของพวกเขาไม่มีลิฟต์ ต้องเดินขึ้นตึกถึง 5 ชั้น นั่นมันยากกว่าเดินขึ้นเนินเขาเสียอีก”
สำหรับนายเกาแล้ว ชีวิตของเขาตอนนี้เป็นวิถีชีวิตที่ต้องรับความจริง นั่นคือ เขาต้องทำงานต่อไปจนถึงวันที่ทำไม่ไหว
“คนธรรมดาอย่างเรา ๆ ก็อยู่ได้แบบนี้” เขากล่าว พร้อมชี้ไปยังไร่นาด้านนอกที่ยังปกคลุมด้วยเกร็ดน้ำแข็ง เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง นั่นหมายความว่า เขากับภรรยาต้องกลับไปเริ่มงานอีก
“ถ้าคุณเทียบกับชีวิตในเมือง แน่ล่ะว่า ชาวไร่ชาวสวนมีชีวิตที่ลำบาก แต่คุณจะมีชีวิตได้อย่างไร ถ้าคุณทนลำบากไม่ได้ จริงไหม”











