เด็กต้องเป็น “ซูเปอร์แมน” ทางรอดของสังคมสูงวัย ก่อนรัฐบาลดัน "มีลูก" เป็นวาระแห่งชาติ

เด็กไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ยกบทเรียนทั่วโลกชี้นโยบาย “มีลูกเพื่อชาติ” ยากจะประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน หลังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมผลักดันให้การส่งเสริมการมีบุตรเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยหวังปรับเปลี่ยนโครงสร้างประชากรไทยในยุคสังคมสูงวัย

ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ที่มี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน เมื่อ 30 ต.ค. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานว่า “การลดลงของเด็กเกิดใหม่ในไทยอยู่ในขั้นวิกฤต”

ปีนี้เป็นปีแรกที่จำนวนประชากรเข้าสู่วัยแรงงาน (อายุ 20-24 ปี) ไม่สามารถชดเชยจำนวนประชากรที่ออกจากวัยแรงงาน (60-64 ปี) ได้ ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างจำนวนประชากรเข้าและออกจากวัยแรงงานกว้างขึ้น เสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงาน เกิดภาวะต้องพึ่งพิงวัยทำงานสูงขึ้น และต้องใช้งบประมาณในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

ในอีก 60 ปีข้างหน้า หรือในปี 2626 มีการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 33 ล้านคน จากปัจจุบัน 66 ล้านคน โดยประชากรวัยแรงงานที่เหลืออยู่ราว 14 ล้านคน ต้องรับบท “นายแบก-นางแบก” ดูแลเด็กและผู้สูงวัยที่มี 19 ล้านคน

“หากตัวเลขดังกล่าวเป็นจริง ก็เป็นตัวเลขที่ควรต้องตกใจ” ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับบีบีซีไทย

กราฟิค

เด็กต้องเป็น “ซูเปอร์แมน” ทางรอดของสังคมสูงวัย

การมีประชากรเพิ่มขึ้นหรือลดลง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกในสังคมทุกคน เพราะภาพเด็กเกิดน้อยมักมากับสภาพสังคมสูงวัย

ดร.สมชัยอธิบายผลที่ตามมาหากอัตราการเกิดต่ำว่า จะทำให้ประชากรวัยแรงงานน้อยลง คนที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-หาเลี้ยงปากท้องมีจำนวนลดลง เศรษฐกิจโตช้าลง จึงมีความเสี่ยงที่เงินในกระเป๋าของเราจะน้อยลงไปด้วย

“ทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงได้คือ เด็กที่เกิดมาทุกคนต้องเป็นเหมือนมนุษย์มหัศจรรย์ เป็นซูเปอร์แมน ซูเปอร์วูแมน ทำงานดี ทำงานเก่ง คนเดียวทำงานได้เท่ากับคนรุ่นผม 2 คน ก็อาจจะช่วยได้”

นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอชี้ว่า ปัญหาของไทยไม่ใช่แค่เกิดน้อย แต่ราว 60-70% เกิดในสังคมที่ไม่พร้อมเลี้ยงดูพวกเขาให้โตมาอย่างมีศักยภาพสูงสุด คือไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี เพราะคนฐานะดีไม่อยากมีลูกแล้ว ส่วนคนที่ยังพออยากมีลูกก็ฐานะไม่ค่อยดี จึงคาดหวังได้ยากว่าจะมี “ซูเปอร์แมน” “ซูเปอร์วูแมน” ยกเว้นรัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกจริง ๆ

รายจ่าย-ทรัพย์สินที่ต้องหาเพิ่ม เมื่อมีลูก

ก้อย หญิงสาวชาวนราธิวาส ซึ่งย้ายไปปักหลักใช้ชีวิตร่วมกับสามีที่ จ.สงขลา ได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดว่า เหตุที่พวกเธอไม่อยากมีลูก หรือเลือก “ปิดอู่ทันที” หลังคลอดลูกคนแรก เป็นเพราะสามารถลาคลอดบุตรได้เพียง 45 วัน ตามสิทธิของครูสอนโรงเรียนเอกชน

“ของก้อย ถ้าแม่ไม่ได้มาเลี้ยงน้อง เราก็ต้องจ้างพี่เลี้ยงวันละ 200-300 บาท เพราะก้อยกับสามีต้องทำงานทั้งคู่” คุณแม่วัย 32 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย

ก่อนมีลูกคนแรก ก้อย และสามีซึ่งทำงานเป็นพนักงานองค์กรของรัฐ ไม่ได้วางแผนว่าต้องมีบ้าน มีรถ มีทรัพย์สินครบครันก่อนหรือหลังมีลูก ทว่าพอแต่งงานได้ปีเศษ เธอกำหนดแผนให้ตัวเองว่าอยากคลอดบุตรก่อนอายุ 30 ปี เพราะเป็นช่วงที่แม่ของเธอยังมาช่วยเลี้ยงหลานได้ หากทอดเวลาออกไป แม่อายุมากขึ้น อาจต้องหาพี่เลี้ยงเด็ก “จึงคิดว่าอยากมีให้เสร็จไปล็อตหนึ่งเลย”

แต่แล้วเมื่อตั้งท้องลูกคนแรก ครอบครัวของเธอก็ตัดสินใจซื้อรถคันแรก

“ถ้าไม่มีลูก ก็คงไม่ได้ซื้อรถ ด้วยความที่เราเป็นคนต่างจังหวัด เดินทางไปกลับสงขลา-นราธิวาสบ่อย เห็นปัญหาคนท้องนั่งรถโดยสารลำบากและส่งผลต่อสุขภาพ เลยคุยกับสามีว่าน่าจะมีรถสักคัน”

3 ปีผ่านไป ลูกคนที่สองก็มาเกิด ซึ่งเป็นจังหวะที่ลูกคนโตเข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กพอดี ทำให้มารดาของก้อยมีเวลาดูแลเจ้าตัวเล็กต่อ

เมื่อครอบครัวขยายขนาด ก้อยและสามีจึงต้องการขยับขยายที่อยู่ จากเคยเช่าบ้าน ก็ตัดสินใจซื้อบ้านของตัวเอง ก่อนที่บ้านหลังใหม่จะมีโอกาสต้อนรับสมาชิกใหม่อีกคนในเวลา 1 ปีหลังจากนั้น

“คนเล็กนี่ไม่ได้แพลน (วางแผน) ฟ้าประทานเลย.. ต้องพอแล้วละค่ะ เพราะต้องผ่อนบ้าน และมีค่าใช้จ่ายหนักขึ้น” ก้อยบอก

มีลูกเพื่อชาติ

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ค่ารักษาพยาบาลลูก ปัญหาหนักอกพ่อแม่ยุคปัจจุบัน

ในทัศนะของคุณแม่ลูกสาม ปัญหาหนักอกของพ่อแม่ยุคนี้คือค่ารักษาพยาบาลของบุตร เธอเคยพาลูกคนกลางไปรักษาและนอนโรงพยาบาล 2 คืน โดยควักเงินจ่ายเองทั้งหมด อีกทั้งการซื้อประกันให้ลูก ๆ ก็ทำไม่ได้ตามความเชื่อของหลักศาสนา

เมื่อได้ยินคำประกาศของรัฐบาลว่าจะ “เป็นผู้ลงทุนหลักในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” ภายใต้วาระแห่งชาติว่าด้วยการส่งเสริมการมีบุตร สิ่งที่คุณแม่รายนี้ต้องการคือการได้รับการอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลบุตร

ส่วนค่าเล่าเรียนลูกที่เป็นรายจ่ายหลักของหลายบ้าน ในฐานะครูสอนโรงเรียนเอกชน ก้อยยังใช้สิทธิเบิกค่าเทอมของลูกคนโตที่เรียนอยู่ชั้นประถมได้ เช่นเดียวกับลูกคนที่ 2 และ 3 ที่เรียนอยู่ชั้นอนุบาล จึงยังไม่มีภาระในส่วนนี้ แต่ถ้าลูก ๆ ขึ้นชั้นมัธยมเมื่อไร คงต้องศึกษาระเบียบและเตรียมเงินสำรองเอาไว้เป็นค่าเทอมและค่าขนม

ด้วยความเป็นครู ก้อยจึงศึกษา-หาข้อมูลได้ไม่ยากเกี่ยวกับสถานศึกษาแต่ละแห่ง เธอพบว่าคุณภาพโรงเรียนไม่ได้แตกต่างกันมาก ยกเว้นเป็นห้องเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ (English Program) ซึ่งผลสัมฤทธิ์อาจดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ขึ้นกับตัวผู้เรียนด้วย

“ตอนนี้น้องอยู่ประถม เราอาจไม่ได้ส่งลูกที่เรียนโดยมีค่าใช้จ่ายสูงขนาดนั้น แต่เอาที่ได้มาตรฐาน ครอบครัวเรามองว่าให้เรียนใกล้บ้านที่ไปรับส่งได้ง่าย แต่เลือกโรงเรียนที่วิชาการค่อนข้างดี โรงเรียนที่น้องอยู่สามารถเรียนจนจบ ม. 6 ได้เลย แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะให้ลูกเรียนอะไร หรือเรียนจนที่โรงเรียนนี้ไหม”

แม่พิมพ์ของชาติ ผู้เป็นแม่แท้ ๆ ของเด็กชาย-หญิงรวม 3 คน เชื่อว่า สภาพแวดล้อมที่ดีจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เธอต้องการให้ลูก ๆ มีทักษะด้านภาษา และมีทักษะในการใช้ชีวิต แก้ปัญหาได้ เอาตัวรอดได้

กับคำพูดติดปากคนไทยที่ว่า “มีลูกมากจะยากจน” ซึ่ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว “ต้องการเอาออกจากสมองคนไทย” คุณแม่ลูกสามเห็นว่าเป็นความคิดที่มีอยู่จริงในบางครอบครัว แต่ในมุมมองของเธอ “มันมีความสุข สนุกไปอีกแบบ ทำให้เรายิ้ม เวลาเห็นลูก เห็นพัฒนาการเขา เห็นทำอะไรตลก ก็ทำให้หายเหนื่อยแป๊บหนึ่ง”

ส่วนโอกาสที่ลูก ๆ ของครูสาวชาวนราธิวาส จะเติบโตขึ้นมาเป็น “ซูเปอร์แมน/ซูเปอร์วูแมน” และรับภาระดูแลผู้สูงวัยและเด็กรุ่นหลังในห้วงที่สังคมไทยมีประชากรแรงงานลดลงนั้น คุณแม่วัย 32 ปีไม่อาจการันตีสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เพราะพ่อแม่อาจปูทางให้ได้ แต่ลูกจะเป็นอย่างที่อยากให้เป็นได้ไหม ก็พูดยาก

คิดว่าการมีลูกจะช่วยชาติได้อย่างไร? บีบีซีไทยถาม

“ขนาดมีลูกแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าช่วยได้ไง” ก้อยตอบปนเสียงหัวเราะเล็ก ๆ ก่อนอธิบายตามความเข้าใจของเธอว่า ขณะนี้ไทยเป็นสังคมสูงวัยแล้ว ถ้าปริมาณคนรุ่นใหม่น้อยลง ไม่สมดุลกับคนแก่ที่มี ก็น่าจะมีปัญหากับอนาคตข้างหน้า

ชลน่าน

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ปลาตะเพียนถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการรณรงค์ “มีลูกช่วยชาติ” ของ สธ. ซึ่งคนไทยในยุคโบราณมักผูกปลาตะเพียนสานไว้เหนือเปล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้งด้านสายตาและการสัมผัส

แจกเงินไม่ได้ผล ยุโรปกระตุ้นยอดเกิดได้เพราะเพิ่มวันลาคลอด

ขณะนี้ประเทศไทยมีประชากรวัยเด็ก (0-14 ปี) ราว 10 ล้านคน ดร.สมชัยมี 3 ข้อเสนอในเชิงนโยบายถึงรัฐบาล สรุปได้ ดังนี้

  • เปลี่ยนระบบจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 600 บาท/เดือน ที่ให้เฉพาะเด็กยากจน (รายได้ไม่เกิน 100,000 บาท/ครัวเรือน) เป็นระบบถ้วนหน้า หลังพบว่าเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ มีเด็กยากจนตกหล่นราว 30-40% ทำให้ขาดโอกาสในการมีภาวะโภชนาการที่ดีและขาดการเข้าถึงบริการของรัฐ ดร.สมชัยบอกว่า “หากใช้ระบบถ้วนหน้า ไม่ต้องคัดกรอง ไม่ต้องชี้นิ้ว แม้เด็กรวยได้ด้วย แต่เด็กจนจริงจะไม่ตกหล่น” นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาท/เดือน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สามารถเลี้ยงดูลูกได้อย่างมีคุณภาพขั้นต่ำเพียงพอ หรือเรียกว่า “เลี้ยงลูกได้อย่างไม่อายใคร ไม่ได้หรูหรา แต่ไม่ขาดสิ่งจำเป็น”
  • ปรับปรุงคุณภาพและความทั่วถึงของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน
  • เร่งปฏิรูประบบการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่-เล็ก โรงเรียนรัฐ-เอกชน และโรงเรียนใน กทม.-ต่างจังหวัด

ส่วนนโยบายรองรับประชากรเด็กที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคต หากการผลักดันวาระแห่งชาติว่าด้วยการ “มีลูกช่วยชาติ” ได้ผล ดร.สมชัยแย้งว่า “เป็นเรื่องที่ทำยากมาก” ไม่เฉพาะไทย แต่ทั่วโลกไม่ว่าใครคิดทำเรื่องนี้ยากจะประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน มีเพียงบางประเทศที่กระตุ้นอัตราการเกิดได้เล็กน้อยจากการลงทุนทางนโยบายมหาศาล

หนึ่งในนโยบายที่ออกมาแล้ว โดนใจคู่สมรส-ดันตัวเลขเด็กเกิดใหม่ในประเทศยุโรปได้บ้าง หนีไม่พ้น การให้แม่ลาคลอดได้นานขึ้น อย่างน้อย 6 เดือน และต้องเป็นการลาอย่างมีคุณภาพ ลาแล้วกลับไปได้งานเดิม ในระหว่างลามีรายได้มากพอให้เขาอยู่ได้ รวมถึงการให้พ่อมีสิทธิลาแทนแม่ได้ เพราะบางครั้งแม่มีรายได้มากกว่าพ่อ แบบนี้อาจทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจมีลูก เพราะมีทางเลือกมากขึ้นในการดูแลลูก โดยไม่กระทบพ่อ หรือแม่ หรือฐานะการเงินของครอบครัว

ขณะที่มาตรการแจกเงินจูงใจ ไม่ว่าจะเป็น การมอบเงินก้นถุง/โบนัสให้กรณีมีลูก หรือให้สิทธิในการลดหย่อนลดภาษี ดร.สมชัยระบุว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไร เข้าใจว่าเป็นเพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงกว่าที่รัฐมอบให้เยอะ

เด็ก

ที่มาของภาพ, Getty Images

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์จากทีดีอาร์ไอเชื่อว่ามีผลต่อการตัดสินใจมีบุตรของคู่สมรสคือ การทำให้คุณภาพของโรงเรียนดีขึ้น เพราะนี่คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ชนชั้นกลางตัดสินใจไม่มีลูก

“เขาไปมองคุณภาพของลูกคนรวย เพื่อนคนนั้นส่งลูกไปโรงเรียนอินเตอร์ชั้นดี เทอมละ 500,000 บาท ปีละ 1,000,000 บาท แล้วเด็กออกมาดีมาก พอเห็นแบบนี้ เขาคงคิดว่าถ้าฉันมีลูกก็อยากได้แบบนั้น แต่เมื่อย้อนถามตัวเองว่ามีเงินจ่ายค่าเทอมไหม ไม่มี เชื่อว่าหลายคนเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีดีกว่า ดังนั้นถ้ารัฐทำให้คุณภาพของโรงเรียนไทยดีเท่า ๆ กัน คุณส่งลูกไปโรงเรียนวัด เดินไป 15 นาทีถึง แต่ได้คุณภาพน้อง ๆ เตรียมอุดมฯ พ่อแม่อาจตัดสินใจมีลูก ค่าเล่าเรียนก็ถูก คุณภาพก็ดี ไม่ต้องกังวลว่าไปหาเงินจากไหน”

ในทัศนะของ ดร.สมชัย คนรากหญ้าคือกลุ่มเป้าหมายที่รัฐควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษหากต้องการส่งเสริมเรื่องการมีบุตร แม้มีข้อจำกัดเยอะ แต่พวกเขาเลือกที่จะมีลูก ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้คาดหวังว่าต้องส่งลูกเรียนอินเตอร์ ดังนั้นถ้ารัฐพัฒนาคุณภาพโรงเรียนวัด โรงเรียนใกล้บ้านให้ดี รากหญ้าอาจตัดสินใจมีลูกมากขึ้นเร็วขึ้น ก็ถือเป็นวิน-วิน

“มีลูกช่วยชาติ” VS “ให้สัญชาติลูกต่างด้าว”

สังคมไทยไม่น่าอยู่ เหลื่อมล้ำมาก มีความอยุติธรรม เป็นอีกปัจจัยที่อาจารย์สมชัยได้ยินคนรุ่นใหม่เริ่มพูดถึงมากขึ้น ทำให้พวกเขาไม่อยากให้ลูกเกิดมาในสภาพสังคมย่ำแย่ จึงเลือกไม่มีลูกไปเลยดีกว่า

นั่นทำให้บีบีซีไทยย้อนนึกถึงกระแส “ย้ายประเทศ” ที่เคยติดเทรนด์ยอดนิยมของทวิตเตอร์ไทย (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นเอ็กซ์) เมื่อกลางปี 2564 ซึ่งดูจะสวนทางกับการรณรงค์ให้ “มีลูกเพื่อชาติ”

“ถ้าคนรุ่นใหม่คิดแบบนั้นก็คงไม่สอดคล้อง เพราะขนาดตัวเขาเองยังไม่อยากจะอยู่เพื่อชาติเลย แล้วจะมีลูกเพื่อชาติไปทำไม การรณรงค์ให้มีลูกเพื่อชาติอาจใช้ได้ผลกับกลุ่มคนที่ยังไม่มี strong view (มุมมองอันแน่วแน่) และยังคิดเรื่องอื่น ๆ เช่น การหาโรงเรียนดี ๆ” ดร.สมชัยกล่าว

นอกจากนี้ ดร.สมชัยยังทดลองเสนอนโยบายแบบกล้ารุก-กล้าเสี่ยง (Aggressive Policy) ด้วยการให้สัญชาติไทยแก่ลูกต่างด้าวซึ่งปัจจุบันเข้ามาทำงานในประเทศไทยราว 3-4 ล้านคน

“กล้าไหมละที่จะให้สัญชาติเขา พร้อม ๆ กับมีนโยบายแบบที่ทำกับเด็กไทย ไม่ได้มีอะไรเหนือกว่า ได้เป็นล้านคนเลยนะ แล้วถ้าล้านคนนี้โตขึ้นมาเป็นซูเปอร์แมน ซูเปอร์วูแมน ได้ประโยชน์มากเลย ไม่ต้องไปคิดนโยบายส่งเสริมการมีลูก สุดท้ายอาจจะไม่เวิร์คเลยก็ได้ เพราะประสบการณ์ทั่วโลกบ่งชี้ว่าเป็นอย่างนั้น การให้สัญชาติจะง่ายกว่าเสียอีก” ดร.สมชัยให้ความเห็น

เขาตระหนักดีว่าอาจมีทั้งเสียงหนุนและเสียงต้านต่อข้อเสนอนี้ แต่ถ้าการรณรงค์ “มีลูกเพื่อชาติ” ไม่สำเร็จ กระตุ้นอัตราการเกิดไม่ได้ ในที่สุดรัฐไทยก็ต้องเกณฑ์แรงงานไร้ฝีมือ-ค่าแรงถูกมาทำงานบางประเภทอยู่ดี

ถึงขณะนี้รัฐบาลเศรษฐายังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของมาตรการที่จะใช้จูงใจให้คนไทยมีลูก โดยอยู่ระหว่างการจัดทำแผนส่งเสริมการเกิดให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่ง นพ.ชลน่านบอกว่าต้องการให้ “ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย เด็กเกิดมามีคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับ”

นิยามวัยแรงงานเปลี่ยน ทำงานเร็วขึ้น เกษียณช้าลง

คนแก่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ในปี 2583 สัดส่วนประชากรวัยเด็กมีแนวโน้มจะเหลือเพียง 12.8% วัยทำงาน 56% วัยสูงอายุ 31.2% ทำให้ภาวะพึ่งพิงวัยแรงงานเพิ่มขึ้น โดยแรงงาน 1.7 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน

ดร.สมชัยชวนตั้งคำถามต่อไปว่า “แล้วถ้าแรงงาน 1 คน ต้องดูแลคนแก่ 2 คนทั้งพ่อและแม่ละ ก็จะกลายเป็น 3.4 คนแล้ว มันจะเป็นสมการที่หาทางออกไม่ได้ ยกเว้นเด็กเกิดขึ้นมาจะเป็น ‘ซูเปอร์แมน’ ‘ซูเปอร์วูแมน’ ทำงานได้เก่ง 3 เท่าตัวก็อาจจะเลี้ยงพ่อแม่ได้”

อัตราเด็กเกิดน้อยลง ทำให้ชุมชนเล็กลงและอ่อนแอลง ส่งผลให้ศักยภาพของชุมชนในการช่วยเหลือกันลดลง จากสมัยก่อนมีชุมชนคอยช่วยเหลือผู้สูงอายุ ต่อไปกลุ่มรากหญ้าซึ่งไม่มีคนดูแลและไม่มีเงินเก็บ ก็จะเกิดปัญหา ขณะที่ผู้สูงอายุที่เป็นชนชั้นกลาง มีเงินเก็บ อาจพอดูแลตัวเองได้

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการวัยเกษียณคาดการณ์ว่า ในอนาคตเส้นตัดระหว่างวัยทำงานจะเปลี่ยนไปทั้งขาเข้าและขาออก ไม่ได้ตัดที่อายุ 60 ปีแล้ว แต่อาจขยับไปตัดที่ 65-70 ปี

“ผมเกิน 60 แล้ว แต่รู้สึกว่าผมทำงานอีก 10 ปีสบาย ๆ โดยมี productive (ประสิทธิภาพ) น่าจะไม่แย่นัก ไม่ใช่แค่เลี้ยงตัวเอง ผมก็เสียภาษี ผมก็เป็นผู้แบกเหมือนกัน ไม่ใช่ผู้ถูกแบกอย่างเดียว จนกว่าจะถึง 70 ผมคิดว่าสภาพอย่างผมจะเห็นได้มากขึ้น เพราะเทคโนโลยีดีขึ้น คนสามารถรักษา productive ไปได้ในช่วงเวลาที่นานขึ้น”

เช่นเดียวกับประชากรเด็กแม้เรียนหนังสืออยู่ แต่ก็ทำงานควบคู่กันไป

“นิยามประชากรวัยทำงานจะเปลี่ยนไป คนที่เป็นคนแบกก็จะขยายจำนวนมากขึ้นด้วยการลดอายุการทำงาน เด็กทำงานเร็วขึ้น และเพิ่มอายุการทำงาน คนแก่เลิกทำงานช้าลง” ดร.สมชัยกล่าว