สังคมสูงอายุ : คนสูงวัยในครอบครัวข้ามรุ่น อยู่อย่างไรเมื่อไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ

ที่มาของภาพ, DONLAWAT SUNSUK/BBC THAI
- Author, ธันยพร บัวทอง ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ดลวรรฒ สุนสุข
เนียม เงินสยาม หญิงชาวบุรีรัมย์ วัย 62 ปี และเสมอ สามีวัย 65 ปี เลี้ยงดูหลานมาแล้ว 6 คน และกำลังเลี้ยงเหลนอีก 2 หลังจากที่ทั้งลูกและหลานของเธอพากันไปทำงานต่างถิ่น ทิ้งลูกเล็กไว้ที่บ้านเกิด
เนียมและเสมอเคยทำงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้เธอและเขาก็ต้องเลิกอาชีพและเดินทางกลับบ้านที่บุรีรัมย์
คล้ายเป็นวงจรชีวิต ลูก ๆ 3 คนของเนียมและเสมอต่างก็ออกจากบ้านไปทำงานต่างถิ่นเช่นกัน ทั้งที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนครราชสีมา ทิ้งหลาน 6 คนที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกันให้สองตายายเลี้ยง ช่วงหนึ่งสองตายายต้องเลี้ยงหลานวัย 5-6 เดือนพร้อมกันถึง 3 คน
"ตอนนั้นลำบากหนักเลย ไร่นาไม่มี คนก็สงสารเรา ตาไม่ได้ไปไหน เฝ้าหลานอยู่บ้าน ยายก็หาบของขาย" เธอเล่าถึงช่วงชีวิตหลังปี 2540
ผ่านไปกว่าสิบปี เมื่อหลาน ๆ โตขึ้นจนจบ ม.3 หรือ ม.6 พวกเขาก็ทยอยทิ้งบ้านไปทำงานที่อื่นอีก หลานสาวคนสุดท้ายเพิ่งออกจากบ้านไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านนี่เอง และแน่นอนว่าเมื่อหลาน ๆ มีลูก ก็เป็นหน้าที่ของเนียมและเสมอที่จะต้องเลี้ยงดูเหลน
ตอนนี้ เนียมกับเสมอต้องเลี้ยงเหลน 2 คน วัย 4 ขวบและ 6 ขวบ นอกจากนี้ยังต้องดูแลแม่ที่อายุกว่า 80 ปี
ครอบครัวที่มีเพียงผู้สูงอายุและเด็กอยู่แค่สองรุ่นอย่างครอบครัวของเนียม มีชื่อเรียกทางประชากรศาสตร์ว่า "ครอบครัวข้ามรุ่น" หรือ "ครอบครัวแหว่งกลาง" จากสถิติครอบครัวลักษณะนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จาก 1 แสนครัวเรือน เป็น 4 แสนครัวเรือน ในเวลาไม่ถึง 30 ปี (2530-2556) ในจำนวนนี้เป็นครัวเรือนที่อยู่ในภาคอีสานเกือบครึ่งหนึ่ง
นี่เป็นอีกภาพหนึ่งเมื่อไทยกำลังจะเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในอีก 2 ปีข้างหน้า ในโอกาสวันผู้สูงอายุสากลวันที่ 1 ต.ค. บีบีซีไทยพาไปรู้จักชีวิตและความเป็นไปของครอบครัวข้ามรุ่นครอบครัวหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์
ตายาย ต่างพ่อแม่
"สวัสดีค่ะ บ้านนี้อยู่กันกี่คนคะ" เราเอ่ยถามเจ้าบ้านเมื่อเดินทางไปถึง หญิงสูงวัยสองคนนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ กำลังใช้ท่อนไม้ตอกอะไรบางอย่างอยู่บนลานดิน
"7 คน จ้ะ ตามทะเบียนบ้าน" เนียม เงินสยาม หญิงที่ดูอ่อนวัยกว่าตอบ ส่วนหญิงชราอีกคนคือแม่ของเธอที่อายุ 80 กว่าแล้ว
แม้ในทะเบียนบ้านจะมีสมาชิกตามจำนวนที่เธอว่า แต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ครอบครัวนี้เคยมีสมาชิกร่วมชายคาอุ่นหนาฝาคั่งกว่านี้มาก ในจำนวนนั้นมีหลานชายหญิง 6 ชีวิตที่ล้วนเติบโตจากการเลี้ยงดูของเนียมและสามี

ที่มาของภาพ, DONLAWAT SUNSUK/BBC THAI
"เขาเอาลูกมาทิ้งไว้ให้ เราก็เอา ถ้าไม่เอาเขาก็ไม่ได้ทำงาน พอเลี้ยงให้เขา เขาก็กลับไปกรุงเทพฯ ไปทำงาน เราก็เลี้ยงคอยเขาอยู่ที่บ้าน" เนียมเล่าถึงลูก ๆ "แต่ก่อนเขาไปทำงานก่อสร้าง ไม่ได้ทำโรงงาน เราก็เข้าใจอยู่ ต้องช่วยกัน เราไม่ช่วยลูกช่วยเต้าแล้วจะช่วยใคร... เข้าใจเขา เราไม่ดูแลให้ เขาก็หา (ทำกิน) ไม่ได้ ถ้ามานั่งเฝ้านอนเฝ้าพอดีอด เรายิ่งไม่มีอะไรอยู่ เราไม่หาไม่ดิ้นรนก็ไม่มี "
เนียมเล่าว่าหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เธอและสามีถูกโกงค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างที่รับช่วงต่อมาไปถึง 2-3 แสนบาท ทั้งคู่จึงตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดที่บุรีรัมย์พร้อมเงินในบัญชีก้อนหนึ่ง ตอนนั้นหอบหิ้วเอาหลานวัยไม่กี่เดือน 3 คนกลับมาเลี้ยงด้วย จากนั้นก็มีหลานเพิ่มมาอีกรวมเป็น 6 คน
เนียมบรรยายถึงความยากลำบากในการเลี้ยงดูหลานตัวเล็ก ๆ พร้อมกันถึง 6 คนจนตอนนี้เติบโตเป็นหนุ่มสาวกันหมดแล้ว
"เงินซื้อข้าวก็ไม่มี ซื้อนมก็ไม่มี ต้องถือหม้อข้าวไปขอน้ำข้าวจากบ้านอื่น ใครหุงข้าวก็ไปขอ กลับมาก็เทใส่กระติกน้ำร้อนไว้ให้มันอุ่น เอาเกลือใส่ไปหน่อยแล้วใส่ขวดนมให้เค้าดูด พอโตมาหน่อยยายก็หาบของขาย ตาก็อยู่บ้านกับหลาน"

ที่มาของภาพ, DONLAWAT SUNSUK/BBC THAI
"ตอนกลางคืน หลานนอนกัน 3-4 อู่ แบ่งกันดูคนละ 2 อู่ พอตื่นขึ้นมาบางทีง่วงนอนมาก ๆ ก็ไม่รู้อู่ไหนร้อง ก็ต้องนั่งฟังจนรู้เรื่อง"
"พอป่วยทีก็เหมารถไปโรงพยาบาล ไปอนามัย ที่นั่นเขาว่า ยายเนียมมาอีกแล้วเหรอ แบบนี้ยาอนามัยจะไม่หมดหรอกเหรอ เพราะเขาเห็นหลานเยอะ ไปที 6 คน" เธอเล่าติดตลก
ชีวิตเดือนต่อเดือน
ลูก ๆ ของเนียมส่งเงินมาให้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านและเลี้ยงดูหลาน ๆ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เดือน เพราะลูกบางคนทำงานรับค่าจ้างรายวัน
"มันก็ไม่เยอะหรอก อย่างมากก็เดือนละ 5,000-6,000 บาท ลูกสองคนเขาทำงานก่อสร้างไม่ค่อยได้หรอก บางทีส่งมา 500 ยายก็ไม่เคยเกี่ยง ให้เท่าไหร่ก็เอา" เนียมกล่าว
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่เนียมและเสมอได้รับคนละ 600-700 บาทต่อเดือน ถูกจัดสรรสำหรับค่าไฟค่าน้ำ ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้เดือนละ 500 บาท เนียมบอกว่าใช้รูดซื้อแป้งและน้ำตาลทรายเพื่อนำมาทำขนมขาย
ทำขนม ทำกับข้าว ดองหน่อไม้ เก็บผัก หาปลามาขายในหมู่บ้าน เป็นช่องทางทำมาหากินที่ทำให้สองตายายพอมีรายได้มาหนุนรายจ่ายในชีวิตประจำวันจำพวกของกินของใช้ เงินให้หลานไปโรงเรียน แต่เมื่อเนียมเริ่มป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไขมัน ความดัน เมื่อไม่กี่ปีมานี้ รายได้จากส่วนนี้ก็ลดลงไป

ที่มาของภาพ, DONLAWAT SUNSUK/BBC THAI
โอกาสทางการศึกษา
โถงในบ้านตรงหน้าทีวีเป็นบริเวณที่หลาน ๆ นั่งทำการบ้านกันเรียงรายเมื่อครั้งเป็นเด็ก เสมอยังจำภาพนั้นได้ดี หลานคนโตนั่งริมสุดคอยสอนน้อง ส่วนตัวเขา "สอนเป็นบางอย่าง โดยมากก็สอนคนโต คนโตเขาสอนน้องต่อ ๆ มา"
นอกจากดูแลการกินอยู่ในชีวิตประจำวันของหลาน ๆ แล้ว อีกบทบาทของผู้สูงวัยในครอบครัวข้ามรุ่น คือ การอบรมกล่อมเกลานิสัยและการดูแลเรื่องการศึกษา

ที่มาของภาพ, DONLAWAT SUNSUK/BBC THAI
ส่วนใหญ่แล้ว เสมอเป็นผู้ที่จัดการเรื่องพาหลานเข้าโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนใกล้บ้านที่เขาพอไปรับส่งได้ด้วยมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่ใช้ทำมาหากิน
"เช้าวันธรรมดาไปโรงเรียน วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ดูแลเครื่องนุ่งห่มและหาอาหารให้เขา แต่หลานผมไม่งอแง ดูนะแขกไปใครมาผู้ใหญ่มา อบต. มา กำนันมา หวัดดีจ๊ะ ขึ้นรถพ่วงไปโรงเรียนเห็นใครหวัดดีจ๊ะตลอด"
พอขึ้นชั้นมัธยม หลานบางคนถูกส่งไปเรียนโรงเรียนประจำต่างอำเภอ บางคนไปเช้าเย็นกลับ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องการเดินทางและค่ากินอยู่ สุดท้ายเสมอต้องให้หลานกลับมาเรียนโรงเรียนใกล้บ้านเพราะสู้ค่าเดินทางไม่ไหว

ที่มาของภาพ, DONLAWAT SUNSUK/BBC THAI
เมื่อถึงวัยหนึ่ง แรงกดดันในการเลี้ยงปากท้องผลักให้รุ่นหลานของบ้านนี้ต้องออกจากโรงเรียนในที่สุด หลาน ๆ ของเนียมและเสมอ ออกมาทำงานตั้งแต่เรียนจบชั้น ป.6 ม. 3 หรือไม่ก็ ม. 6
เมื่อหลานสาวที่เพิ่งเรียนจบชั้น ม. 6 มาบอกเนียมว่าจะไม่เรียนต่อและจะเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ เธอได้แต่บอกหลานไปว่าเธอเองก็ไม่มีปัญญาส่งให้เรียนแล้ว "ก็แล้วแต่ ไม่ว่า หนูจะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยก็ได้" เนียมบอกหลานไปเช่นนั้น "หนูจะหยุดเรียนก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนต่อ"
ภาคอีสานมีแรงกดดันมากกว่าภาคอื่น เมื่อเป็นสังคมผู้สูงอายุ
รศ.ดร. ดุษฎี อายุวัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเรื่องการย้ายถิ่นของคนอีสานมากว่า 30 ปี กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เมื่อพูดถึงตายายที่ดูแลหลาน คนทั่วไปมักถึงคนที่อายุเยอะ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น
"งานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโท-เอก เมื่อเร็ว ๆ นี้บอกว่า ครอบครัวที่เหลือแต่ปู่ยาตายยาอยู่กับหลานนั้น คนที่เป็นปู่ย่าตายายอายุไม่มากเลย แค่ 50-60 ต้น ๆ"
รศ. ดร.ดุษฎี อธิบายว่า ในอีสานสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของประเทศ แต่ภาคอีสานมีปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะ "กดดัน" ต่อผู้สูงอายุมากกว่าภูมิภาคอื่น เพราะสังคมอีสานมีพื้นฐานเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐาน

ที่มาของภาพ, DONLAWAT SUNSUK/BBC THAI
"เมื่อพ่อแม่ไม่ได้อยู่บ้าน ตายายก็ไม่มีโอกาสในการสร้างรายได้ รายได้ที่ผู้สูงอายุทำก็เป็นรายได้เพียงแค่หัตถกรรม ซึ่งเขาแทบจะไม่มีเวลาจะทำ เพราะเรี่ยวแรงก็อ่อนล้าแล้ว" รศ.ดร. ดุษฎีกล่าวและเสริมว่า "แม้ว่าพอถึงรุ่นลูกก็ยังเป็นเช่นนี้ เพราะเขาไม่ได้หลุดออกจากวงจรการย้ายถิ่น ถ้าพัฒนาการด้านการศึกษาดีขึ้นก็อาจจะมีอาชีพอย่างอื่นที่ดีกว่า"
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะเปิดโอกาสเรื่องการศึกษาให้เด็กไทยเข้าถึงมากขึ้นอย่างการศึกษาฟรีหรือการให้ทุน แต่ รศ.ดร. ดุษฎี ชวนให้คิดว่า สำหรับครอบครัวยากจน ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ค่ากินค่าอยู่ อาจเป็นจำนวนเงินที่มากเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิดและสนับสนุนได้
รายงานสถานการณ์ประชากรไทย 2558 โฉมหน้าครอบครัวไทย ยุคเกิดน้อย อายุยืน ที่จัดทำโดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า ในเวลาไม่ถึง 30 ปี (2530-2556) ครอบครัวข้ามรุ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 1 แสนครัวเรือนเป็น 4 แสนครัวเรือน
รายงานฉบับนี้ยังระบุไว้ว่า จากการเก็บข้อมูลเมื่อปี 2555 พบว่า 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครอบครัวข้ามรุ่นมีรายได้ครัวเรือนต่อหัวต่ำกว่าเส้นความยากจน และอาจมีผลกระทบร้ายแรงต่อพัฒนาการของหลานที่อยู่วัยเรียน
"คนย้ายถิ่นก็ไม่ได้ส่งทุกเดือนเพราะว่า พวกเขาก็ทำงานรายวัน" รศ.ดร. ดุษฎี อ สะท้อนอีกมุมของแรงงานที่ละทิ้งบ้านไปทำงานในพื้นที่ที่มีการจ้างงานทั้งในประเทศ และการไปทำงานต่างประเทศ
เมื่อคนจน ไม่มีทางออมได้
บทความว่าด้วยเรื่อง "ต้องมีเงินเท่าไหร่ในวัยเกษียณอายุ" มีให้เห็นอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต คำตอบที่กูรูนักการเงินแนะนำอาจบอกว่า 2-3 ล้านบาทก็ไม่พอ ต้องมี 10 ล้านถึงจะพออยู่ได้ถึงอายุ 70 แต่กับครอบครัวแรงงานนอกระบบหรือแรงงานย้ายถิ่นที่ยากจน ผู้สูงอายุในครอบครัวเช่นนี้จะใฝ่ฝันถึงชีวิตบั้นปลายแบบไหนได้บ้าง
"พวกเขาไม่มีทางจะออมได้เลย ทำยังไงถึงจะให้ครอบครัวเหล่านี้ยังชีพได้โดยไม่ลำบาก เพิ่มมาจากเงินยังชีพที่รัฐให้ใส่กระเป๋า" รศ.ดร. ดุษฎีให้ความเห็นและเสริมว่า เงินเบี้ยยังชีพเพียงพอต่อการ "บรรเทา" ความเดือดร้อน แต่ไม่ใช่รายได้หลักในการดำรงชีวิต

ที่มาของภาพ, DONLAWAT SUNSUK/BBC THAI
นักวิชาการด้านการโยกย้ายถิ่นในภาคอีสานผู้นี้ เสนอว่า ชุมชนท้องถิ่นอาจต่อยอดจากกองทุนสวัสดิการหรือกองทุนหมู่บ้านตามนโยบายรัฐที่มีอยู่เดิมให้ได้ดอกผลมากขึ้น และพิจารณากลไกในการช่วยเหลือครอบครัวข้ามรุ่น ซึ่งมีความกดดันทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่กว่าครอบครัวอื่น และมองว่าหน่วยงานที่ดูแลผู้สูงอายุโดยตรงอย่างกรมกิจการผู้สูงอายุควรจะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้
"จะมีผู้สูงอายุกี่คนที่ลุกขึ้นมาทำอาชีพได้ ขณะที่จะเลี้ยงหลานให้มีสุขภาพอนามัยดี เป็นมนุษย์ที่ไม่เจ็บไม่ป่วยยังยากมากเลย"
ท้องถิ่นกับการดูแลผู้สูงอายุ
"ถามว่า 600 บาท จริง ๆ ชาวบ้านพอหรือยัง ไม่พอหรอกครับ เพราะบางทีผู้สูงอายุบางคนที่มีลูกเยอะ เช่น มีลูก 5 คน หลาน 10 คน เปลี่ยนเข้าเปลี่ยนออก พ่อแม่เลี้ยงลูกหลานจนตายจากกัน" นี่เป็นสถานการณ์ผู้สูงอายุที่นายเจริญ สุขวิบูลย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ฉายให้เราเห็น
ที่ อบต. โคกกลาง มีความพยายามในการดูแลคนในชุมชนด้วยตัวเอง นอกเหนือจากเงินให้เปล่าจากรัฐ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ด้วยการจัดสวัสดิการกองทุนผู้สูงอายุ กองทุนวันละบาท และกองทุนสวัสดิการผู้พิการ
การดำเนินการกองทุนวันละบาทและกองทุนผู้สูงอายุ ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกแต่ละกองทุน ต้องออมเงินเข้ากองทุนคนละ 30 บาทต่อเดือน และ อบต. จะช่วยสมทบในสัดส่วนที่เท่ากัน ในรูปแบบ "รัฐช่วยหนึ่งบาท ประชาชนช่วยหนึ่งบาท" เมื่อมีสมาชิกเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล พวกเขาจะได้เงินช่วยเหลือคืนละ 100 บาท
"มีชาวบ้านคนหนึ่ง พ่อเขาเข้าโรงพยาบาล เขามาพูดกับผมว่า นายกฯ ขอเงินสักร้อยสิ ผมมาเฝ้าพ่อเป็นสิบคืนไม่มีใครมาเปลี่ยนเลย ไม่มีเงินกินข้าว" เจริญเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ที่จุดประกายให้เขาเริ่มทำงานด้านสวัสดิการในชุมชน

ที่มาของภาพ, DONLAWAT SUNSUK/BBC THAI
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารท้องถิ่นรายนี้บอกว่า ยังมีข้อจำกัดในเรื่องกฎเกณฑ์การใช้งบประมาณ สำหรับภารกิจดูแลประชาชนเฉพาะกลุ่มอย่างผู้สูงอายุในครอบครัวข้ามรุ่น
ระเบียบเรื่องการใช้งบประมาณ กลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถทำกิจกรรมหรือโครงการบางอย่างที่น่าจะช่วยเหลือประชากรกลุ่มนี้ได้อย่างตรงจุด
"การส่งเสริมอาชีพ สร้างงาน สุดท้ายเราทำไม่ได้เพราะว่ามันมีระเบียบมาแบบนี้ ๆ" เจริญกล่าว
ในปี 2564 ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ คือ มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงของประชากรเช่นนี้ทำให้รัฐมีความกังวลต่อภาระงบประมาณของประเทศที่เพิ่มขึ้นทุกปี
ในมุมของเสมอ ชาวบุรีรัมย์วัย 65 ปี ที่ยังต้องทำงานและเลี้ยงหลานและเหลน เขาก็มีความกังวลต่อชีวิตในวันข้างหน้าเช่นกัน
"อยากให้รัฐช่วยเหมือนกัน แต่หนทางไหนที่ช่วยให้เมื่อเราอายุมากขึ้น ๆ ไม่ให้เราทุกข์แบบทุกวันนี้ ต่อไปเราก็แก่ตัวไปเรื่อย ๆ ปีนี้เราหากินแบบนี้ ปีหน้าเราจะหากินยังไงหนอ ก็คิดเหมือนกันครับ"











