เปิด 4 เหตุผล ทำไมทรัมป์เลือกเยือนอ่าวเปอร์เซีย เป็นทางการที่แรก อีกครั้ง

US President Donald Trump waves as he boards Air Force One at Joint Base Andrews in Maryland on 29 April 2025

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, การเดินทางเยือนภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียคือแผนการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เช่นเดียวกันกับช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งครั้งแรก
    • Author, อามีร์ ราวาช
    • Role, บีบีซี แผนกภาษาอาหรับ

หมุดหมายของการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถือเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เนื่องจากสามารถถูกนำไปตีความถึงแนวทางลำดับความสำคัญในเรื่องนโยบายการต่างประเทศได้

เมื่อเดือน พ.ค. 2017 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แหกธรรมเนียมปฏิบัติของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยุคใหม่ ที่มักจะเลือกเยือนแคนาดา เม็กซิโก หรือประเทศในภูมิภาคยุโรป เป็นที่แรก

โดยทรัมป์เลือกประเทศที่ร่ำรวยน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบีย เป็นหมุดหมายแรกของการเดือนทางเยือนต่างประเทศแทน ในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ วาระแรก และหลังการกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งด้วยการชนะการเลือกตั้งอย่างเป็นประวัติศาสตร์ โดยทรัมป์ก็จะเดินทางกลับไปยังอ่าวเปอร์เซียอีกครั้งในสัปดาห์นี้ คือช่วงวันที่ 13 - 16 พ.ค. ที่จะถึงนี้

การเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของทรัมป์ในสมัยที่สอง แต่เมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์ได้เดินทางไปยังนครวาติกัน โดยไม่มีใครคาดคิด เพื่อเข้าร่วมพิธีปลงพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสผู้ล่วงลับ

การตัดสินใจเลือกเยือนภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในช่วงแรก ๆ ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งของทรัมป์ อาจสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกบางอย่างให้แก่เราถึงทัศนะของเขาได้

ทรัมป์ตระหนักได้ว่า การสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับผู้นำประเทศในอ่าวเปอร์เซีย จะก่อประโยชน์อย่างมากทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เนื่องจากการมีอิทธิพลและความสามารถของผู้นำเหล่านี้ในภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงความสามารถที่จะนำพาเม็ดเงินลงทุนมหาศาลมาสู่สหรัฐฯ ได้ ศาสตราจารย์อับดุลลาห์ บาบูด นักวิจัยชาวโอมานที่เชี่ยวชาญด้านกิจการอ่าวเปอร์เซีย กล่าวกับบีบีซี

1. การดึงดูดธุรกิจขนาดใหญ่

ทรัมป์เปิดเผยแผนการเดินทางเยือนต่างประเทศเบื้องต้นเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา โดยเขาชี้ชัดว่าการบรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับประเทศอาหรับที่ร่ำรวยนั้นคืองานที่มีความสำคัญสูงสุด ซึ่งทรัมป์ระบุด้วยว่าการตัดสินใจดังกล่าวก็เนื่องมาจากสัญญาประชาคมที่เขาได้มอบไว้ ว่าจะดึงเม็ดเงิน "หลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ" จากข้อตกลงกับ "บริษัทอเมริกันที่จะผลิตอุปกรณ์สำหรับซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง"

"ด้วยจำนวนเงินสำรอง กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และศักยภาพในการลงทุนมหาศาล ประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียจึงมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก" ศาสตราจารย์บาบูด กล่าว

เขากล่าวเสริมด้วยว่า เมื่อพิจารณาถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจภายในประเทศของสหรัฐฯ ทรัมป์ตระหนักถึงข้อได้เปรียบของการมีความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ที่ร่ำรวยในอ่าวเปอร์เซีย

Trump holds up a chart of military hardware sales as he meets with the Saudi Crown Prince Mohammed bin Salman at the White House on 20 March 2018

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กับซาอุดีอาระเบียในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระแรกของทรัมป์

ในปี 2017 ทรัมป์โอ้อวดข้อตกลงมูลค่ามากกว่า 450,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14.8 ล้านล้านบาท) รวมถึงรายได้จากการขายยุทโธกรณ์มูลค่ากว่า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งนี้ ทรัมป์ก็ได้กลายเป็นพาดหัวข่าวด้วยคำมั่นสัญญาที่ว่า เขาจะทำข้อตกลงที่ให้ผลประโยชน์มากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม โดยทรัมป์หวังจะทำข้อตกลงการลงทุนกับซาอุดีอาระเบียที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลงทุนในสหรัฐอเมริกาด้วยเงินลงทุนมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 46.1 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 10 ปี

ทรัมป์ต้องการแสดงให้เห็นถึง "การได้รับผลประโยชน์ทันที" จากการเดินทางครั้งนี้ ฮัสซัน มไนม์เนห์ นักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางและกิจการของสหรัฐอเมริกาประจำกรุงวอชิงตัน ของสหรัฐฯ กล่าวกับบีบีซี

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการทำคำมั่นสัญญาที่เขาให้ไว้กับประชาชนให้เป็นจริงโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการทำข้อตกลงด้านการทหาร เพื่อที่ทรัมป์จะได้นำเสนอสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นหลักฐานความสำเร็จด้านนโยบายการค้าของเขาต่อประเทศอื่น ๆ

2. ความผันผวนในตะวันออกกลาง

แผนหลังสงครามสำหรับฉนวนกาซา และการเจรจาต่าง ๆ ที่ยังไม่เสร็จสิ้นกับอิหร่าน อยู่ในรายการสิ่งที่ต้องทำอันดับต้น ๆ ของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ และการเป็นพันธมิตรกับประเทศในอ่าวเปอร์เซียก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสองภารกิจนี้

ในช่วงไม่กี่วันแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระที่สอง ทรัมป์สร้างความตกตะลึงให้กับโลกด้วยการกล่าวว่าสหรัฐฯ ต้องการยึดครองฉนวนกาซาเพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็น "ริเวียร่าแห่งตะวันออกกลาง" (Riviera of the Middle East)

ข้อเสนอของทรัมป์เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นฐานประชากร 2.1 ล้านคนในดินแดนดังกล่าว ซึ่งเขากล่าวด้วยว่า "ประเทศเพื่อนบ้านที่ร่ำรวยมหาศาล" จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้

แผนดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั่วโลก และทางเลือกอื่น ๆ ของอาหรับสำหรับการฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงครามกลับถูกปฏิเสธทั้งจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

ในการเดินทางครั้งนี้ เป็นไปได้มากที่ทรัมป์จะแสวงหาเงินทุนจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย สำหรับความพยายามต่าง ๆ ในการฟื้นฟูบริเวณดินแดนที่ถูกสงครามทำลายล้างดังกล่าว ศาสตราจารย์บาบูดกล่าว แต่ทรัมป์ก็อาจมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเร่งด่วนอื่น ๆ ด้วย

"ตอนนี้ คาดว่าทรัมป์จะเร่งรัดให้พันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียช่วยสรุปการปล่อยตัวตัวประกันที่เหลือในฉนวนกาซาก่อน" ศาสตราจารย์บาบูดเชื่อเช่นนั้น

นี่คือเป้าหมายร่วมของพวกเขาที่มีอยู่แล้ว กาตาร์ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศสหรัฐที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยตัวประกันและข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาส

An aerial view shows tents housing displaced Palestinians in the Jabalia refugee camp in the northern Gaza.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ของกาซาถูกทำลายลงนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้สหรัฐฯ ได้เพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลาง ขณะที่สหรัฐฯ ทำการโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮูตีในเยเมน เพื่อหยุดยั้งการโจมตีการเดินเรือในทะเลแดง

หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนครั้งนี้ โอมานได้เป็นตัวกลางเจรจาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯและกลุ่มฮูตี

มไนม์เนห์ เชื่อว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียอาจสนับสนุนให้สหรัฐฯ หยุดการโจมตีทางอากาศก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางเยือน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังขู่ด้วยว่า สหรัฐฯ จะทำการโจมตีอิหร่าน หากอิหร่านไม่ทำข้อตกลงด้านนิวเคลียร์

ทรัมป์กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) เมื่อเดือนมี.ค. ว่า "มีสองวิธีที่จะจัดการกับอิหร่านได้ คือ การดำเนินการทางทหาร หรือทำข้อตกลง" พร้อมเสริมว่าเขาต้องการ "ทำข้อตกลง" มากกว่า

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ว่า "รัฐบาลอิหร่านจุดชนวนความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ และสนับสนุนพันธมิตรและตัวแทนของกลุ่มก่อการร้าย"

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะต้องการหลีกเลี่ยงสงคราม ด้วยการมีโอมานเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

3. อิทธิพลของอ่าวท่ามกลางวิกฤตโลก

ที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียได้เข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาระหว่างสหรัฐ รัสเซีย และยูเครน

อย่างเช่น ในเดือน ก.พ. ในการประชุมระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียในกรุงริยาดได้มีการหารือถึงการเจรจายุติสงครามยูเครนโดยไม่มีทางการยูเครนเข้าร่วม การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมระดับสูงครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียบุกครองยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2022 และเป็นการส่งสัญญาณว่าความพยายามร่วมกันของชาติตะวันตกในการแบ่งแยกรัสเซียออกไปได้สิ้นสุดลง

จากนั้นในเดือน มี.ค. ซาอุดีอาระเบียได้เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะผู้แทนจากทั้งสามประเทศในการเจรจารอบแยกกันเกี่ยวกับสงครามในยูเครน

การเจรจาระหว่างสหรัฐและยูเครนในเมืองเจดดาห์ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่การปะทะคารมกันอย่างดุเดือดทางโทรทัศน์ระหว่างทรัมป์และโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ที่ห้องทำงานรูปไข่เมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และการเจรจาเพิ่มเติมในกรุงริยาด ซึ่งยูเครนกล่าวว่า "มีประสิทธิผล" อาจช่วยซ่อมแซมความสัมพันธ์ที่เสียหายไปได้บางส่วน

ทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่างก็สามารถทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนเชลยศึกชาวรัสเซียและยูเครนได้สำเร็จ

รัฐอ่าวเปอร์เซียเริ่มมี "อิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสำคัญเนื่องมาจากบทบาทของพวกเขาในการเจรจาเกี่ยวกับวิกฤตในภูมิภาคและระดับโลก เช่นเดียวกันกับอำนาจทางการเงินและแหล่งสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล" ศาสตราจารย์บาบูดกล่าว

เขากล่าวเสริมว่า จีนและคู่แข่งรายอื่นของสหรัฐฯ ต่างตระหนักถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของอ่าวเปอร์เซีย ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ จึงมุ่งมั่นที่จะรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับพันธมิตรในภูมิภาค

4. โอกาสในการปรับความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลมาสู่ระดับปกติ

ในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ วาระแรกของทรัมป์ เขาประสบความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอล และประเทศอาหรับ 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน โมร็อกโก และซูดาน ให้กลับมาสู่ระดับปกติได้

อย่างไรก็ตาม สงครามกลางเมืองในซูดานอาจขัดขวางกระบวนการนี้ แต่ประเทศอาหรับอีก 3 ประเทศเข้าร่วมกับอียิปต์และจอร์แดนในฐานะประเทศอาหรับที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล

ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญในโลกอาหรับและอิสลาม ยังไม่ได้ให้การรับรองอิสราเอลอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุดีอาระเบียกล่าวกับบีบีซีเมื่อปีที่แล้วว่า ข้อตกลงนั้น "ใกล้ได้ข้อสรุป" ก่อนที่กลุ่มฮามาสจะทำการโจมตีอย่างรุนแรงต่ออิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023

อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้ ทรัมป์แนะนำว่า ซาอุดีอาระเบียอาจไม่เรียกร้องให้จัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อิสระ มาเป็นเงื่อนไขสำหรับข้อตกลง ซาอุดีอาระเบียก็ย้ำว่าจะ "ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลหากไม่มี" ข้อเงื่อนไขดังกล่าว

USA, Israel and Saudi Arabia flags

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สหรัฐฯ พยายามบรรลุข้อตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและซาอุดีอาระเบียให้กับมาอยู่ในระดับปกติ

ผู้สังเกตการณ์เชื่อว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและซาอุดีอาระเบียกลายเป็นประเด็นขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย

ขณะที่สงครามในฉนวนกาซายังคงดำเนินอยู่ ทางการซาอุดีอาระเบียดูเหมือนจะยังไม่พร้อมหารือถึงประเด็นดังกล่าวในระหว่างการเยือนครั้งนี้ของทรัมป์ ศาสตราจารย์บาบูดกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงถูกมองว่า เขาดำเนินการให้เกิดข้อตกลงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและประเทศอ่าวเปอร์เซียอื่น ๆ ต่อไป ศาสตราจารย์บาบูดกล่าวเสริมด้วยว่า แต่การเกิดขึ้นของข้อตกลงใด ๆ ก็ตามในอนาคตระหว่างอิสราเอลและซาอุดีอาระเบียจะถือเป็นก้าวสำคัญที่ใหญ่ยิ่ง