ทำไมต้องมี ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์เป็นเจ้าภาพในการเจรจาข้อตกลงสันติภาพในยูเครน?

The Saudi foreign minister Faisal bin Farhan al-Saud ( first on L) hosts talks on a ceasefire in the Russian-Ukraine war with US and Russian diplomats including Russian Foreign Minister Sergei Lavrov (first on R), and US Secretary of State Marco Rubio (not in picture).

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพในการเจรจาหยุดยิงในสงครามยูเครนร่วมกับนักการทูตสหรัฐฯ และรัสเซีย เมื่อ ก.พ. ผ่านมา
    • Author, เจเรมี ฮาวเวลล์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

วันนี้ (11 ก.พ.) เจ้าหน้าที่จากประเทศสหรัฐอเมริกและประเทศยูเครน มีกำหนดพบปะกันที่ประเทศซาอุดีอาระเบียเพื่อการเจรจาที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย

การเลือกมาพบกันครั้งนี้ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ก็เนื่องจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง ผู้ปกครองโดยพฤตินัยอย่าง เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย กับวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ

โดยรัฐบาลซาอุดีอาระเบียประกาศว่าจะมีบทบาทอย่างแข็งขันในฐานะคนกลางระหว่างฝ่ายที่กำลังทำสงครามกันอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนประเทศกาตาร์ เพื่อนบ้านเล็กๆ ของประเทศซาอุดีอาระเบีย ก็กลายมาเป็นผู้สร้างสันติภาพที่โด่งดังไปทั่วโลกในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยกาตาร์ได้มีบทบาทเด่นในการเป็นตัวกลางเจรจาการหยุดยิงในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส อีกทั้งก่อนหน้านี้ กาตาร์ยังช่วยทำให้เกิดการสงบศึกหลายครั้ง

แล้วเหตุใดเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศนี้จึงถูกเลือกให้เป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพระหว่างประเทศ และการเป็นผู้ถูกเลือก ทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างทั้งสองประเทศหรือไม่ ?

ทำไมซาอุดีอาระเบียจึงต้องการทำข้อตกลงสันติภาพ?

Saudi troops fire artillery shells at a target in Yemen from a position on the Saudi/Yemen border, 2015

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ซาอุดีอาระเบียแทรกแซงสงครามกลางเมืองในเยเมนด้วยการโจมตีทางอากาศและการใช้ปืนใหญ่ต่อกลุ่มกบฏฮูตี

ซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนมารับบทบาทเป็นผู้เจรจาสันติภาพ หลังจากหลายปีที่ผ่านมาประเทศมักถูกมองว่าเลือกใช้วิธีที่แข็งกร้าวเสียมากกว่า

ในปี 2015 ซาอุดีอาระเบียได้เข้าแทรกแซงในสงครามกลางเมืองของเยเมน เพื่อที่จะสนับสนุนรัฐบาล โดยทำการโจมตีทางอากาศและยิงปืนใหญ่ใส่กลุ่มกบฏฮูตี

ต่อมาในปี 2017 รัฐบาลเลบานอนก็ได้กล่าวหาว่า ซาอุดีอาระเบียได้ควบคุมตัว ซาอัด อัล-ฮารีรี นายกรัฐมนตรีเลบานอน เพื่อเป็นการบีบบังคับให้เขาลาออก

รวมถึงเหตุการณ์ของจามาล คาชูจกิ ผู้สื่อข่าวผู้โด่งดังและนักวิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ถูกสายลับรัฐบาลสังหารที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูลของตุรกีในปี 2018

"ช่วงแรกๆ ในการเป็นผู้นำของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน นำมาซึ่งการเผชิญหน้า[ในด้านต่าง ๆ ]" ดร. พอล ซาเล็ม จากสถาบันตะวันออกกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา กล่าว

"อย่างไรก็ตาม ต่อมาพระองค์ทรงตัดสินใจว่า จะเป็นการดีกว่าที่จะหันมารับบทไกล่เกลี่ยสันติภาพแทนที่จะเพิ่มความขัดแย้ง" เขากล่าวกับบีบีซี

ซาอุดีอาระเบียกลายมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้กับภูมิภาคตะวันออกกลาง เอลิซาเบธ เดนท์ จากสถาบันวอชิงตัน ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านกิจการตะวันออกกลางในสหรัฐฯ กล่าว

"นี่เป็นส่วนสำคัญหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อยุติการพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน และดึงดูดธุรกิจต่างชาติให้เข้ามาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในด้านใหม่ ๆ " เธอกล่าวกับบีบีซี

ซาอุดีอาระเบียเคยประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพอะไรบ้าง ?

 Saudi Arabia's Foreign Minister Prince Saul al-Faysal (C) and his team mediate in peace talks between Lebanese politicians in talks to end the Lebanese civil war in 1989.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ซาอุดีอาระเบียเป็นตัวกลางในข้อตกลงฏออิฟในปี 1982 เพื่อยุติสงครามกลางเมืองในประเทศเลบานอน

ประวัติศาสตร์ของประเทศซาอุดีอาระเบียในฐานะผู้สร้างสันติภาพในตะวันออกกลางสามารถย้อนกลับไปดูได้หลายทศวรรษ

ในปี 1989 ซาอุดีอาระเบียทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างฝ่ายที่ทำสงครามในเลบานอน ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงฏออิฟ และการหยุดยิงในปี 1990 โดยในท้ายที่สุดนำมาซึ่งการยุติสงครามกลางเมืองในประเทศซึ่งกินเวลานานถึง 15 ปี

ในปี 2007 ซาอุดีอาระเบียเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงมักกะห์ ซึ่งยุติการสู้รบระหว่างกลุ่มฮามาสและกลุ่มฟาตาห์ได้ในปาเลสไตน์

และเมื่อไม่นานมานี้ ซาอุดีอาระเบียโดยการนำของมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้กลับมารับบทบาทผู้สร้างสันติภาพอีกครั้ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2022 ซาอุดีอาระเบียได้เจรจากับกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนเพื่อพยายามเจรจาการหยุดยิงในเยเมนด้วย

นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังเป็นเจ้าภาพในการเจรจาที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน ระหว่างคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายในซูดาน ได้แก่ ผู้ปกครองกองทัพของประเทศ หรือ กองกำลังติดอาวุธของซูดาน (Sudanese Armed Forces - SAF) กับ กลุ่มกึ่งทหารกบฏ ที่เรียกว่า กองกำลังสนับสนุนอย่างรวดเร็ว (Rapid Support Forces - RSF)

นอกจากนี้ ซาอุฯ ยังดูแลข้อตกลงในปี 2022 ระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งส่งเชลยศึกกว่า 250 รายที่ถูกจับในความขัดแย้งระหว่างสองประเทศกลับคืนสู่ฝ่ายของตนเอง

กาตาร์ประสบความสำเร็จในเจรจาข้อตกลงสันติภาพใดบ้าง ?

กาตาร์เป็นหนึ่งในผู้เจรจาหลักในทีมที่ร่วมกับประเทศต่างๆ (ร่วมกับอียิปต์และสหรัฐอเมริกา) ซึ่งสามารถบรรลุข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสได้เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปปี 2020 กาตาร์เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพระหว่างกลุ่มตาลีบันและสหรัฐอเมริกา เพื่อยุติสงครามในอัฟกานิสถานที่ดำเนินมายาวนานกว่า 18 ปี โดยสหรัฐฯ และพันธมิตรได้ถอนกำลังออกไป ส่วนกลุ่มตาลีบันก็เข้าควบคุมอัฟกานิสถาน

ในปี 2010 กาตาร์เป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างรัฐบาลและกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน (ซึ่งต่อมา ข้อตกลงก็ล่มสลายไป)

นอกจากนี้ กาตาร์ยังเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพในทวีปแอฟริกาอีกด้วย

หนึ่งในข้อตกลงคือการหยุดยิงในปี 2022 ระหว่างรัฐบาลประเทศชาดและกลุ่มฝ่ายต่อต้านหลายสิบกลุ่ม

อีกข้อตกลงหนึ่งคือ ข้อตกลงสันติภาพในปี 2010 ระหว่างรัฐบาลซูดาน และกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคดาร์ฟูร์ ทางภาคตะวันตกของประเทศ

โดยในปี 2008 กาตาร์ได้เจรจาข้อตกลงระหว่างกลุ่มคู่ขัดแย้งในประเทศเลบานอน เมื่อเกิดการปะทะระหว่างกลุ่มคู่ขัดแย้งมีแนวโน้มจะลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหม่

ทำไมกาตาร์ต้องการเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ ?

An Iranian gas installation in the North Dome/South Pars gas field in the Gulf, which Qatar shares with Iran

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กาตาร์แบ่งปันแหล่งก๊าซ North Dome/South Pars ซึ่งเป็นแหล่งขนาดใหญ่ร่วมกับประเทศอิหร่าน อีกทั้งยังมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับอิหร่านด้วย

กาตาร์เริ่มมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางเจรจาสันติภาพ ภายใต้การนำของชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี" เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ในปี 1995 (และดำรงตำแหน่งถึงปี 2013)

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ กาตาร์ต้องการพัฒนาแหล่งก๊าซสำรองในอ่าวเปอร์เซียที่เรียกว่าแหล่ง North Dome/South Pars ซึ่งถูกค้นพบในปี 1990

เนื่องจากแหล่งก๊าซดังกล่าวแผ่ขยายไปทั่วน่านน้ำอาณาเขตของทั้งประเทศกาตาร์และอิหร่าน กาตาร์จึงจำเป็นต้องร่วมมือกับอิหร่านเพื่อดำเนินพัฒนาแหล่งก๊าซสำรองดังกล่าว แม้ว่าอิหร่านจะเป็นศัตรูของซาอุดีอาระเบียในขณะนั้นก็ตาม ดร. เอช เอ เฮลเยอร์ จากสถาบัน Royal United Services Institute ในกรุงลอนดอน กล่าว

"เมื่อกาตาร์ค้นพบแหล่งก๊าซของตน กาตาร์ก็ตระหนักได้ว่าประเทศต้องเริ่มสร้างเส้นทางการดำเนินการของตนเอง" เขากล่าวกับบีบีซี

ดร. เฮลเยอร์ กล่าวอีกด้วยว่า กาตาร์เลือกที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพ เพราะ "การมีความสัมพันธ์อันดีอย่างกว้างขวางกับหลายประเทศจะช่วยสร้างเครือข่ายรวมประเทศต่าง ๆ ที่สามารถช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศตนเองได้"

บทบาทคนกลางเจรจาสันติภาพของกาตาร์ได้รับการบัญญัตไว้ในรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ในปี 2004 ด้วย

"กาตาร์เลือกให้การเป็นตัวกลางระหว่างประเทศเป็นหนึ่งแบรนด์ประเทศ พร้อมกับบอกว่า ประเทศอื่นเรียกใช้กาตาร์งานได้[ในเรื่องนี้]" ดร. ซาเลมกล่าว

การเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพระหว่างซาอุดีอาระเบียและกาตาร์แตกต่างกันอย่างไร ?

Muslim Brotherhood politician Mohammed Morsi campaigning to be Egyptian president in Cairo in 2012

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กาตาร์ทำให้ซาอุดีอาระเบียรู้สึกโกรธเคืองหลังการสนับสนุนนักการเมืองกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในช่วงอาหรับสปริง เช่น โมฮัมเหม็ด มอร์ซี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอียิปต์ในปี 2012 ก่อนที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่งในปีถัดมา

กาตาร์มักถูกเลือกให้เป็นประเทศที่ทำหน้าที่เจรจาสันติภาพ เนื่องจากประเทศมีความสัมพันธ์กับกลุ่มต่าง ๆ ที่ซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่น ๆ ไม่ได้ติดต่อด้วย

"กาตาร์ไม่มีความรู้สึกต่อต้านกลุ่มอิสลามิสต์ เช่น กลุ่มภราดรภาพมุสลิม กลุ่มฮามาส และกลุ่มตาลีบัน ในระดับเดียวกับที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียมี" ดร.ซาเลมกล่าว

เขากล่าวว่าความสัมพันธ์ที่กาตาร์สร้างขึ้นกับตาลีบัน ช่วยให้กาตาร์เป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มดังกล่าวกับสหรัฐฯ อีกทั้งความสัมพันธ์กับกลุ่มฮามาสและอิสราเอลยังช่วยให้กาตาร์เป็นตัวกลางเจรจาการหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายได้

"ซาอุดีอาระเบียจัดการกับกรณีและผู้มีส่วนขัดแย้งที่เป็นทางการ ส่วนกาตาร์จัดการกับคู่กรณีที่ไม่เป็นทางการ" เดนท์กล่าว

อย่างไรก็ตาม กาตาร์ได้สร้างความขุ่นเคืองให้กับซาอุดีอาระเบียหลังจากกาตาร์ให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองต่าง ๆ อย่างเช่น กลุ่มภราดรภาพมุสลิม ซึ่งรัฐบาลซาอุดีอาระเบียมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการปกครองของตน

"ในช่วงอาหรับสปริง [ปี 2010 และ 2011] กาตาร์ให้การสนับสนุนกลุ่มฝ่ายค้านอย่างไม่แบ่งแยกในพื้นที่ต่างๆ เช่น ซีเรียและลิเบีย" เดนท์กล่าว "มันทำให้จุดยืนของประเทศกว้างมาก"

นั่นนำไปสู่ ​​"รอยร้าวในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย" ในปี 2017 ซึ่งซาอุดีอาระเบียและประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ ตัดสัมพันธ์ทั้งหมดกับกาตาร์

"หลังจากเกิดรอยร้าวดังกล่าว กาตาร์ไม่ได้ทำการใด ๆ ออกหน้าออกตาในการจัดการกับกลุ่มหัวรุนแรงโดยไม่สอบถามกับประเทศเพื่อนบ้านก่อน" เดนต์กล่าว

"ตอนนี้ กาตาร์เป็นกลางมากขึ้นในฐานะตัวกลางเจรจา"

โดยทั้งกาตาร์และซาอุดีอาระเบียไม่ได้มีความขัดแย้งกันว่าใครจะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพใด ดร. เฮลเยอร์กล่าว

"กาตาร์ไม่ได้ต้องการแข่งขันกับซาอุดีอาระเบียในปัจจุบัน และซาอุดีอาระเบียก็ไม่ต้องการรับผิดชอบกรณีใด ๆ ที่อยู่ในการดูแลของกาตาร์" เขากล่าว

"น่าเสียดาย ที่ยังมีเรื่องขัดแย้งในโลกมากพอที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายยุ่งอยู่ได้" เขากล่าวทิ้งท้าย