บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย ถูกโยงกระแสข่าวต่อต้านการตั้งฟาร์มหมูในอินโดนีเซีย บริษัทฯ ระบุถูกปลอมแปลงจดหมาย

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, (แฟ้มภาพ)
    • Author, บีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซีย

แผนการสร้างฟาร์มสุกรในเมืองเจปารา จังหวัดชวากลาง ของอินโดนีเซีย กำลังก่อให้เกิดกระแสคัดค้านอย่างหนักจากทั้งองค์กรด้านศาสนาและกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน

แม้ในเวลาต่อมา สภาอูลามาอฺแห่งอินโดนีเซีย (Indonesian Ulama Council - MUI) แห่งจังหวัดชวากลางได้ออกคำวินิจฉัยทางศาสนา (ฟัตวา) ระบุว่า การเลี้ยงสุกรเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮาราม) เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

ทว่าเมืองเจปารามีการทำฟาร์มหมูหลายแห่งอยู่ก่อนแล้ว ในปี 2024 ยังมีรายงานการผลิตหมูเกือบ 2,000 กิโลกรัม ในพื้นที่

สื่อท้องถิ่นในอินโดนีเซียรายงานว่า ฟาร์มหมูที่ก่อให้เกิดข้อพิพาทนี้จัดตั้งโดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ อินโดนีเซีย จำกัด (PT Charoen Pokphand Indonesia Tbk) หรือ ซีพี อินโดนีเซีย โดยมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 10 ล้านล้านรูเปีย (ราว 20 ล้านบาท) ตามการประเมินจากรัฐบาลท้องถิ่นเจปารา

อย่างไรก็ตาม บริษัทปฏิเสธในแถลงการณ์ว่า ไม่มีแผนจะเปิดฟาร์มหมูในเมืองเจปาราแต่อย่างใด

ทั้งนี้ บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักจากการผลิตอาหารแปรรูป เช่น นักเก็ตไก่ อ้างว่ามีบางฝ่ายปลอมแปลงจดหมายโดยใช้หัวจดหมายเป็นของบริษัท

ท่ามกลางข้อถกเถียง วิทิอาร์โซ อูโตโม ผู้ว่าราชการเจปารา กล่าวว่า รัฐบาลของเขาไม่ได้คัดค้านการลงทุน แต่ย้ำว่าการเปิดฟาร์มหมูต้องได้รับความเห็นชอบจากอิหม่ามและผู้นำศาสนา

วิทิอาร์โซให้เหตุผลว่า ที่ต้องเป็นแบบนั้นเพราะ "สังคมเจปารามีวัฒนธรรมอิสลามที่เข้มแข็ง"

ด้านอาห์หมัด ดาโรดจี ประธานสภาสภาอูลามาอฺแห่งจังหวัดชวากลาง ระบุว่า ฝ่ายของเขาได้ออกฟัตวาห้ามเลี้ยงหมูหลังได้รับข้อมูลจาก "ผู้นำศาสนาและกลุ่มชุมชน" ที่คัดค้านการเลี้ยงหมูในเจปารา

บีบีซีประมวลสถานการณ์ และที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้

1. จุดเริ่มต้นของกระแสต่อต้านเกิดขึ้นเมื่อใด

สื่อสังคมออนไลน์เริ่มพูดถึงแผนการสร้างฟาร์มหมูตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

แต่เมื่อเวลาผ่านไป การพูดคุยออนไลน์เริ่มขยายวงและกลายเป็นกระแสคัดค้าน

บีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซียไม่สามารถยืนยันต้นตอของกระแสคัดค้านบนโซเชียลมีเดียได้ แต่มูลนิธิอัล ฮุสนา อินเตอร์เนชั่นแนล (Al Husna International Foundation) ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำที่สอนศาสนาอิสลามในเมืองเจปารา เป็นหนึ่งในกลุ่มที่แสดงออกถึงการคัดค้านผ่านการโพสต์บนเฟซบุ๊ก

ในโพสต์วันที่ 28 ก.ค. มูลนิธิอัล ฮุสนา อินเตอร์เนชั่นแนล ไม่ได้ระบุชื่อบริษัทที่มีแผนจะเปิดฟาร์มหมูในเจปารา แต่เน้นถึงความเสี่ยงในการแพร่กระจายความสกปรกจากการมีอยู่ของฟาร์ม

โพสต์ดังกล่าวยังวิจารณ์เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและผู้นำศาสนา โดยเขียนว่า "ใช่ ลองช่วยกันคิดดู สำหรับฉันแล้ว คำตอบคือ ไม่"

หลังจากนั้น การประท้วงขยายวงกว้างขึ้น มีป้ายคัดค้านปรากฏขึ้นในหลายพื้นที่ของเจปารา ทั้งจากองค์กรพัฒนาเอกชนและกลุ่มศาสนา

จากนั้น สภาอูลามาอฺแห่งเขตเจ็มเบอร์ (MUI Jember Regency) จึงได้ขอความเห็นไปที่สภาอูลามาอฺแห่งจังหวัดชวากลาง และในที่สุดก็ได้ออกคำวินิจฉัยทางศาสนาประกาศให้การเลี้ยงหมูเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮาราม) เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2025

2. แนวคิดการประกาศให้เป็น 'ฮาราม'

ในสำเนาคำวินิจฉัยทางศาสนา (ฟัตวา) ลงวันที่ 1 ส.ค. 2025 ซึ่งลงนามโดย อาห์หมัด ดาโรดจี ประธานสภาอูลามาอฺแห่งจังหวัดชวากลาง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกสามคน ได้ประกาศห้ามการก่อสร้างฟาร์มหมูในเจปารา "เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในเขตนี้เป็นมุสลิมและมีระดับความเคร่งครัดทางศาสนาสูง"

ในเอกสารยังอ้างถึงกฎหมายอิสลามหลายข้อที่ระบุว่า "หมูเป็นสัตว์ต้องห้าม (ฮาราม) และเป็นสัตว์ไม่สะอาดตามหลักกฎหมายอิสลาม"

นอกจากห้ามเลี้ยงหมูแล้ว สภาอูลามาอฺแห่งจังหวัดชวากลางยังห้ามประชาชนทำงานเป็นพนักงานฟาร์มหมู ห้ามออกใบอนุญาตธุรกิจปศุสัตว์ และห้ามให้การช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกในการตั้งฟาร์มอีกด้วย

ด้านรัฐบาลเขตเจปาราระบุว่า มูลค่าการลงทุนด้านการเลี้ยงหมูสูงถึงระดับหลายล้านล้านรูเปียห์ และบางส่วนชี้ว่าตัวเลขนี้อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเจปาราได้

วิทิอาร์โซ อูโตโม ผู้ว่าราชการเจปารา กล่าวว่า มูลค่าการลงทุนในธุรกิจเลี้ยงหมูอยู่ที่ราว 10 ล้านล้านรูเปีย (ราว 20 ล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอจะกระตุ้นเศรษฐกิจของเขตบนชายฝั่งตอนเหนือของเกาะชวาได้

"หมูแต่ละตัวต้องเสียค่าธรรมเนียม 300,000 รูเปีย (ราว 700 บาท) และยังจะมีส่วนช่วยในโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หรือ ซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility - CSR) สำหรับชุมชนเจปารา" วิทิอาร์โซกล่าว พร้อมแจกแจงถึงประโยชน์หลายประการ

ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า หมูที่เลี้ยงจากฟาร์มจะถูกส่งออกไปต่างประเทศ ไม่ได้มีไว้เพื่อการบริโภคของชาวเจปาราหรือเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม วิทิอาร์โซ อูโตโม ผู้ว่าราชการเจปารา กล่าวว่า เขาจะไม่ออกใบอนุญาตฟาร์มหมูหากไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้นำศาสนาและอิหม่ามในท้องถิ่นเสียก่อน

แผนจะสร้างฟาร์มหมูนั้นจะเกิดขึ้นในพื้นที่ หมู่บ้านจูโกและหมู่บ้านบลิงโอะห์ ในเขตดอโนโรโจ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเจปาราประมาณ 40 กิโลเมตร

รูมาดี เลขานุการหมู่บ้านจูโก กล่าวว่า หมู่บ้านจูโกมีประชากรราว 1,050 คน โดย 65% เป็นชาวมุสลิม

เขากล่าวว่า เมื่อราวสองเดือนก่อน มีนักลงทุนเดินทางมาเยี่ยมหมู่บ้านเพียงครั้งเดียว เพื่อสอบถามเกี่ยวกับทำเลที่จะสร้างฟาร์ม ในเวลานั้น พื้นที่ที่กำลังพิจารณามีขนาด 68 เฮกตาร์ เป็นที่ดินแห้งแล้ง

รูมาดีอธิบายว่า ที่ดินส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลังและต้นสัก และมีพื้นที่อีกประมาณ 10 เฮกตาร์เป็นนาข้าวไร่ที่อาศัยน้ำฝน ซึ่งเก็บเกี่ยวได้เพียงปีละครั้ง

เช่นนั้น ด้วยมูลค่าการลงทุนที่ว่ากันว่าจะสูงถึงระดับหลายล้านล้านรูเปียห์ รูมาดีมองเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจหรือไม่หากฟาร์มถูกสร้างขึ้น

รูมาดีกล่าวว่า "ผลเชิงบวกอาจมี เช่น ชาวบ้านของเราบางส่วนที่ย้ายถิ่นไปอาจได้กลับมาทำงานที่นี่ [ในฟาร์ม] แต่ผลเชิงลบก็มีเช่นกัน อาจเป็นผลกระทบทางสังคม อย่างเช่นการที่คนนอกเข้ามาใน [หมู่บ้านจูโก]"

ขณะที่ความเห็นของ อัคหมัด มุนโดฟฟาร์ ผู้ก่อตั้งและผู้ดูแลมูลนิธิโรงเรียนประจำศาสนาอิสลาม อัล ฮุสนา อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า "ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ภาษีท้องถิ่น หรือรายได้อื่น ๆ รัฐบาลต้องใช้ประชาชนเป็นตัวชี้วัด"

"ท้ายที่สุดจะไม่มีประโยชน์อะไร ชัดเจนว่านี่คือ ฮาราม ชัดเจนว่าไม่บริสุทธิ์"

3. อะไรคือข้อกล่าวหาต่อบริษัทที่จะมาลงทุน

เมื่ออ้างอิงรายงานข่าวและการพูดคุยหลายครั้งที่เกิดขึ้นในเจปาราพบว่า แผนการพัฒนาฟาร์มหมูได้รับการนำเสนอโดยบริษัท ซีพี อินโดนีเซีย โดยบริษัทดำเนินการด้านปศุสัตว์และการผลิตเนื้อไก่และเนื้อวัว

อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรต่อสื่อ บริษัทฯ ได้ปฏิเสธว่า ไม่มีแผนจะสร้างฟาร์มหมูในเจปารา พร้อมกล่าวหาว่า มีบุคคลบางกลุ่มสร้างจดหมายปลอมที่มีหัวจดหมายของบริษัท

"เราไม่เคยคิดจะตั้งฟาร์มหมูหรือส่งจดหมายถึงสภาสภาอูลามาอฺ ตอนนี้เราเริ่มสืบสวนแล้วและจำเป็นต้องชี้แจง" ยุสตินุส บี โซลากิรา ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและกำกับดูแลของบริษัท ซีพี อินโดนีเซีย กล่าว

ยุสตินุสอ้างว่า บริษัทของเขาไม่เคยจ้างบุคคลชื่อ อาริป อาบิดิน ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในจดหมายถึง MUI ที่กลายเป็นไวรัล

"จดหมายนั้นปลอมแปลงชื่อบริษัทของเรา ข้อมูลนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สภาสภาอูลามาอฺจังหวัดชวากลางและสาธารณชนควรรับทราบ" ยุสตินุสกล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ยุสตินุสออกแถลงการณ์ดังกล่าว วิทิอาร์โซ อูโตโม ผู้ว่าราชการเจปารา กล่าวว่า บริษัทซีพี อินโดนีเซีย เลือกเขตของเขาเป็นสถานที่ตั้งฟาร์ม เนื่องจากมีข้าวโพดเป็นอาหารสัตว์อย่างอุดมสมบูรณ์และอยู่ใกล้ท่าเรือ

วิทิอาร์โซระบุเพิ่มเติมว่า ภูมิประเทศของเจปาราซึ่งมีลักษณะเป็นหุบเล็กน้อยและอยู่ใกล้ชายฝั่ง ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งของบริษัทเช่นกัน

ทั้งวิทิอาร์โซและบริษัทไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายการผลิตของฟาร์มที่จะสร้างในเจปารา

วิทิอาร์โซกล่าวเพียงว่า หมูที่จะเลี้ยงที่นั่นจะนำเข้ามา และผลผลิตทั้งหมดจะถูกส่งออกไปต่างประเทศในภายหลัง

บีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซีย ได้ติดต่อบริษัทตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุบนเว็บไซต์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับข้อถกเถียงและเหตุผลในการเลือกเจปารา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ

4. เมืองแห่งนี้มีฟาร์มหมูอยู่แล้ว ทำไมเพิ่งมาประท้วง

ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติจังหวัดชวากลาง (BPS) จังหวัดนี้ผลิตเนื้อหมูได้ 2.55 ล้านกิโลกรัมในปี 2024 เพิ่มขึ้นจาก 2.32 ล้านกิโลกรัมในปีก่อนหน้า

พื้นที่ที่ผลิตหมูมากที่สุดในชวากลางคือ เมืองเปอกาโลงัน ซึ่งผลิตได้ถึง 1.34 ล้านกิโลกรัม ตามมาด้วยเขตซูโกฮาร์โจที่ 5.20 แสนกิโลกรัม

สำหรับเขตเจปารา ในข้อมูลดังกล่าวบันทึกว่ามีฟาร์มหมู โดยมีปริมาณการผลิตเนื้อ 1,956 กิโลกรัม โดยการผลิตหมูของเจปาราเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งอยู่ที่ 1,870 กิโลกรัม

สำหรับจำนวนหมูในเขตเจปาราในปี 2024 ตามข้อมูลของ BPS อยู่ที่ราว 237 ตัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มี 234 ตัว

โดยรวมแล้ว จำนวนหมูเลี้ยงในจังหวัดชวากลางปี 2024 มีทั้งหมด 48,526 ตัว

เมื่ออ้างอิงจากข้อมูลนี้ เจปาราจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการผลิตเนื้อหมูเลี้ยงอยู่ก่อนแล้ว

เช่นนั้นรัฐบาลท้องถิ่นและฝ่ายที่คัดค้านแผนพัฒนาฟาร์มหมูมีท่าทีอย่างไรต่อข้อมูลนี้

อาห์หมัด ดาโรดจี ประธานสภาอูลามาอฺแห่งจังหวัดชวากลาง ให้เหตุผลว่าที่เพิ่งมีการประกาศฟัตวาออกมาไม่นานนี้ เนื่องจากมีการร้องเรียนและคำขอจากประชาชน

"ที่ผ่านมาไม่มีข้อร้องเรียนจากประชาชน เราออก[ฟัตวา]ช้าไปหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร ช้าก็ยังดีกว่าไม่ออกเลย" ดาโรดจีกล่าว

ด้าน อัคหมัด มุนโดฟฟาร์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนประจำศาสนาอิสลามอัล ฮุสนา อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การคัดค้านครั้งนี้เกิดจากลักษณะของฟาร์มที่มีการเสนอสร้างที่มีขนาดใหญ่

"ฟาร์มหมูที่มีอยู่เดิมเป็นเพียงฟาร์มขนาดเล็ก" อัคหมัด มุนโดฟฟาร์ กล่าว

เนื่องจากเป็นฟาร์มขนาดเล็ก เขาจึงสันนิษฐานว่าการมีอยู่ของฟาร์มหมูเดิมนั้นไม่เป็นที่สังเกตของชุมชนเจปารา จึงไม่ก่อให้เกิดการประท้วง

"ตอนนี้สถานการณ์มีขนาดใหญ่มาก ความเสี่ยงในการแพร่กระจายความสกปรกนั้นสูงมาก" เขากล่าว พร้อมเสริมว่า ด้วยสถานการณ์ข้อถกเถียงในปัจจุบัน รัฐบาลควรหยุดกิจกรรมการเลี้ยงหมูทั้งหมดในเจปารา

"ส่วน[กิจการ]ที่ดำเนินการอยู่แล้วควรลดลงให้เหลือน้อยที่สุดหรือปิดไปเลย" เขาอธิบาย

มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลเจปาราจะปิดฟาร์มหมูที่มีอยู่แล้ว ท่ามกลางการปฏิเสธแผนสร้างฟาร์มใหม่

"ถ้าไม่ผิดข้อบังคับก็จะไม่ปิด เพราะพวกเขาก็มีสิทธิเหมือนกัน" วิทิอาร์โซ อูโตโม ผู้ว่าราชการเจปารา กล่าว

5. ผลกระทบต่อธุรกิจฟาร์มหมู

อเล็กซานเดอร์ คาซิม เจ้าของฟาร์มหมูในเขตการังอันยาร์ จังหวัดชวากลาง กล่าวว่า เหตุการณ์ในเจปาราไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเขา

เขาเชื่อว่าการคัดค้านของชาวบ้านในเจปาราอาจเป็นเพราะพื้นที่นั้นไม่ใช่ศูนย์กลางการเลี้ยงหมู

"เจปาราอาจไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อน บางที [ผู้ประกอบการ] อาจมองหาทำเลที่ปลอดภัย [จากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever - ASF) แต่ชาวเจปาราอาจไม่สามารถยอมรับได้" อเล็กซานเดอร์กล่าว

เขาบอกว่า ตั้งแต่เริ่มธุรกิจเขาและชาวบ้านรอบฟาร์มหมูก็มีความสัมพันธ์ที่ดี และชาวบ้านบางส่วนยังมาทำงานในฟาร์มของเขาด้วย

"ผมอยู่ในวงการ [เลี้ยงหมู] มาตั้งแต่ปี 2005 จนถึงตอนนี้ก็ไม่เคยมีการคัดค้าน หมายถึง [การคัดค้าน] ที่ทำให้ต้องปิดฟาร์มจริง ๆ นั้นไม่เคยมี" เขากล่าว

อเล็กซานเดอร์มีฟาร์มหมูสองแห่งในเขตการังอันยาร์ หนึ่งในนั้นตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม

"มีแค่นาข้าวกั้นอยู่ มีนาข้าวกับโกดัง แล้วก็เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีชุมชนหนึ่งอยู่ที่นั่น และประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม จริง ๆ แล้วเป็นมุสลิมทั้งหมด 100%" อเล็กซ์กล่าว

วาร์ดี วัย 62 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ไม่ไกลจากฟาร์มหมูในเขตการังอันยาร์ จังหวัดชวากลาง กล่าวว่า เขาไม่มีปัญหากับการใช้ชีวิตอยู่ใกล้ฟาร์มหมู

ตามความเห็นของเขา การมีอยู่ของคอกหมูกลับช่วยสร้างโอกาสการทำงานให้กับชาวบ้านในพื้นที่

"เมื่อก่อนคนที่อาศัยใกล้ฟาร์มหลายคนเคยมาทำงานที่นี่ ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่คนเพราะโรค ASF ชาวบ้านเหล่านี้ก็ไม่ได้คัดค้านการมีอยู่ของฟาร์มหมู" วาร์ดีกล่าว

ในฐานะชาวมุสลิม เขายอมรับว่าศรัทธาของเขาไม่ได้ถูกกระทบแม้อยู่อาศัยใกล้ฟาร์มหมู

"มันไม่รบกวน [ความศรัทธา]" เขากล่าว

ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นระหว่างชาวบ้านกับเจ้าของฟาร์มหมูยังเห็นได้จากการมีอยู่ของนาข้าวผืนใหญ่รอบคอกหมู ซึ่งชาวบ้านเป็นผู้ดูแลจัดการ

เขากล่าวว่า นาข้าวเหล่านี้เดิมเป็นของเจ้าของฟาร์มหมู แต่ได้ส่งมอบให้ชาวบ้านหมุนเวียนกันทำกิน

"เขาให้ที่นานี้ แล้วบอกให้เรามาดูแลจัดการ ทั้งหมดนี้เป็นทรัพย์สินของเขา เจ้าของคอกหมู" วาร์ดีกล่าว