โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภาแล้ว อนุทินให้เหตุผล "การเมืองภายในประเทศมีปัญหารุมเร้า"

อนุทิน พูดคุยกับ รมต. ในระหว่างร่วมงานสำคัญที่ทำเนียบรัฐบาล 12 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.ฎ.ยุบสภา มีผลบังคับใช้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, อนุทิน พูดคุยกับ รมต. ในระหว่างร่วมงานสำคัญที่ทำเนียบรัฐบาล 12 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.ฎ.ยุบสภา มีผลบังคับใช้

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎร แล้ว โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

วันนี้ (12 ธ.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีใจความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศว่า

ด้วยนายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลฯ ว่า ตามที่รัฐบาลได้เข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 โดยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่มิได้มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

ในระหว่างที่ประเทศได้เผชิญความท้าทายหลายประการเพราะความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลได้เร่งดำเนินการทุกวิถีทางในการบริหารราชการแผ่นดินให้สามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศที่รุมเร้าให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและสันติสุขให้เกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง อันจะนำพาการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้า เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อาทิ การผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ

การช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ การป้องกันและปราบปรามบ่อนการพนัน การพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยไซเบอร์ และการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ การเร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาผ่านกลไกการเจรจาทางการทูตที่เหมาะสมควบคู่กับการป้องกันประเทศที่เข้มแข็ง รวมทั้งกำหนดมาตรการในการดำเนินการเพื่อรองรับและลดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน

แต่การบริหารราชการแผ่นดินจำเป็นต้องมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม โดยที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่มีปัญหารุมเร้าในหลาย ๆ ด้าน ส่งผลให้รัฐบาลไม่อาจบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพ หากปล่อยให้สภาวการณ์เป็นอยู่เช่นนี้ย่อมจะเกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อระบบรัฐสภาและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในที่สุด

ทางออกที่เหมาะสมคือการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป อันเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้แก่ประชาชนเจ้าของอำนาจสูงสุดโดยเร็ว เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากและมีเสถียรภาพที่ได้รับอาณัติที่ชอบธรรมจากประชาชน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปโดยราบรื่นและเรียบร้อยสืบไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 103 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้มีการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไปในวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ฎ. นี้ใช้บังคับ

ราชกิจจานุเบกษา

ที่มาของภาพ, ราชกิจจานุเบกษา

โดยปกติ กกต. มักจัดให้มีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ จึงมีความเป็นไปว่าการเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นในวันที่ 1 ก.พ. 2569 หรือ 8 ก.พ. 2569

อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่จะมีการเลือกตั้งพ่วงกับการออกเสียงประชามติ จึงต้องรอดูความพร้อมของ กกต. ว่าจะดำเนินการได้ทันหรือไม่อย่างไร หลังที่ประชุมรัฐสภาเมื่อ 11 ธ.ค. มีมติให้ส่งคำถามประชามติ ครั้งที่ 1 ให้ ครม. เพื่อดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติต่อไปว่า "ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"

ค่ำวานนี้ (11 ธ.ค.) นายอนุทินประกาศ "ขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชน" ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของเขา ภายหลังที่ประชุมร่วมรัฐสภามีมติ 329 ต่อ 302 ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256/28 ซึ่งมีสาระสำคัญคือการการตัดอำนาจของ สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคร่วมรัฐบาล และ สว. ร่วมโหวตสนับสนุน

อำนาจ ครม. ก่อนเลือกตั้ง

ผลที่ตามมาหลังนายกฯ ประกาศยุบสภาคือ ครม. "อนุทิน" ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม. ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ทว่ามี "ข้อห้าม" ไม่ให้กระทำการใน 4 เรื่อง ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ได้แก่

  • ห้ามอนุมัติงาน/โครงการใหม่ที่มีผลผูกพัน ครม. ชุดใหม่
  • ห้ามแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ พนักงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน
  • ห้ามอนุมติใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน
  • ห้ามใช้ทรัพยากรของรัฐ/บุคคลของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

"คำว่า 'รัฐบาลรักษาการ' เป็นคำที่นักวิชาการใช้ แต่ในรัฐธรรมนูญไทยไม่มี" นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าว

เขาชี้แจงว่า รัฐบาลยังมีอำนาจเหมือนเดิมทุกประการ ทั้งเรื่องความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบภัย แต่ถ้าต้องใช้งบกลางเพิ่มจะต้องขอ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ บางเรื่องที่ ครม.พูดไว้ก่อนที่จะยุบสภา เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องหารือกับ กกต. ว่าจะอนุมัติให้ทำได้หรือไม่

ส่วนการประชุม ครม. อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในวันที่ 23 ธ.ค. รองนายกฯ ผู้เป็นชาวสงขลา บอกว่า เป็นสิ่งที่นายกฯ พูดไว้กับพี่น้องชาวสงขลาและหาดใหญ่ ในคราวประชุม ครม. เมื่อ 9 ธ.ค. ว่าจะไปจัดประชุม "สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ ก็ต้องทำได้" และ "ไม่ใช่การหาเสียง" แต่เพื่อช่วยฟื้นฟูหาดใหญ่ บอกกล่าวว่าหาดใหญ่กลับมาเป็นปกติแล้ว เพื่อส่งสัญญาณถึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียให้กลับมาเที่ยวได้ช่วงปีใหม่

คำถามประชามติ

รองนายกฯ บอกด้วยว่า รัฐบาลจะนัดประชุมกับ กกต. ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ เพื่อหารือถึงเรื่องเลือกตั้ง

ส่วนคำถามประชามติ นายบวรศักดิ์ระบุว่า จะมี 2 ข้อ 2 ประเด็น

  • ประเด็นแรก "ท่านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" โดยรัฐสภาลงมติส่งมาที่ ครม. 5 ฉบับ ให้ ครม. เลือก
  • ประเด็นที่สอง ครม. สามารถถามเองได้ว่า "ท่านจะเห็นชอบหรือยกเลิก MOU ปีไหนหรือไม่"
รัฐสภาลงมติเห็นชอบให้ส่งคำถามประชามติให้ ครม. เป็นภารกิจสุดท้ายก่อนปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เมื่อ 11 ธ.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, รัฐสภาลงมติเห็นชอบให้ส่งคำถามประชามติให้ ครม. เป็นภารกิจสุดท้ายก่อนปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เมื่อ 11 ธ.ค.

"ให้อ่านกฎหมายดี ๆ ว่าการกำหนดวันเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้อง 60 วันเป๊ะก็ได้ เพราะมาตรา 11 วรรคสุดท้าย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พูดไว้ชัดว่าถ้ามีความจำเป็นด้วยเหตุผลเรื่องงบประมาณหรืออะไร" นายบวรศักดิ์ชี้ช่องกฎหมาย

รัฐธรรมนูญ มาตรา 103 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. เกิดขึ้นภายใน 45-60 วัน นับตั้งแต่มี พ.ร.ฎ.ยุบสภา

ขณะที่ พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 11 วรรคสาม กำหนดว่า ต้องทำประชามติภายใน 60-150 วัน นับแต่วันที่ ครม. มีมติ

หากกำหนดให้เลือกตั้ง 1 ก.พ. 2569 ก็จะเป็นวันที่ 52 และถ้าให้เลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ก็จะเป็นวันที่ 59 ซึ่งอาจไม่เข้ากรอบเวลาให้ทำประชามติได้ในคราวเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ เลขาธิการ กกต. เคยขอเวลารัฐบาล 75 วันในการเตรียมการจัดประชามติพร้อมกับเลือกตั้ง ซึ่งในเวลานั้นรัฐบาลมีแนวคิดจะให้ประชาชนเข้า "คูหา กาบัตร 4 ใบ" คือบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต, บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ, บัตรลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ, บัตรลงประชามติ MOU ไทย-กัมพูชา

ปฏิทินการเมือง

11 ธ.ค. รัฐสภามีมติเห็นชอบให้ส่งประเด็นคำถามประชามติว่า "เห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" ไปยัง ครม. 5 ข้อ โดยให้ ครม. เลือก เพื่อส่งให้ กกต. ดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติต่อไป

12 ธ.ค. เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดเผยว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่รักษาการประธานรัฐสภา จะเป็นผู้ลงนามหนังสือส่ง "คำถามประชามติ ครั้งที่ 1" ให้ ครม. รักษาการต่อไป

12 ธ.ค. โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภา

15 ธ.ค. รัฐบาลนัดประชุมกับ กกต. เพื่อหารือถึงเรื่องเลือกตั้งทั่วไป

16 ธ.ค. ประชุม ครม. ขอมติเลือกคำถามประชามติรัฐธรรมนูญตามที่รัฐสภาส่งมา

1 หรือ 8 ก.พ. 2569 วันเลือกตั้งทั่วไป (คาดว่า)