จับตาอนาคตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคำถามที่ 1 ในประชามติ

ภาคประชาชนเดินขบวนจากรัฐสภาไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อปิดกิจกรรม “เดินเปลี่ยนอนาคต” เรียกร้องให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ และให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้ง 100% ในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. และในระหว่างรัฐสภากำลังพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ภาคประชาชนเดินขบวนจากรัฐสภาไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อปิดกิจกรรม "เดินเปลี่ยนอนาคต" เรียกร้องให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ และให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้ง 100% ในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. และในระหว่างรัฐสภากำลังพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การประชุมร่วมกันระหว่าง สส. และ สว. ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 และคำถามประชามติที่จะนำไปสอบถามความเห็นของประชาชนในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569

ในวันที่ 10-11 ธ.ค. เป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระที่ 2 ซึ่งเป็นการพิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา

หากการพิจารณาไม่เสร็จสิ้น คณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ประกอบด้วย วิปรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา พร้อมให้พิจารณาต่อในวันที่ 12 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดประชุมสมัยสามัญ

หนึ่งในเนื้อหาสำคัญที่ สส. และ สว. ลงมติเรียบร้อยแล้วคือ โมเดลคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน ที่ให้มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ไม่มีการ "เปิดคูหา" ให้ประชาชนเลือกตั้งขั้นต้น ไม่ว่าจะใช้ชื่อเรียกว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ก็ตาม

ภท.-พท. ชงญัตติด่วน ให้รัฐสภาส่ง "คำถามที่ 1" ให้รัฐบาล

ก่อนเข้าสู่วาระรัฐธรรมนูญ นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้เสนอญัตติด่วนเพื่อให้รัฐสภามีมติส่ง "คำถามประชามติ ครั้งที่ 1" ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ ครม. เสนอต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อไป โดยขอให้พิจารณาญัตตินี้ต่อจากการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ วาระที่ 2

นายภราดรกล่าวว่า รัฐบาลได้สอบถามความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้รับคำตอบว่า ครม. ไม่สามารถจัดทำคำถามประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญในครั้งที่ 1 เพราะอาจขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่ากฎหมายประชามติอนุญาตให้ ครม. ทำได้ แต่เมื่อกฤษฎีกาทักท้วง ก็ควรให้รัฐสภาเสนอคำถามต่อ ครม. เพื่อดำเนินการต่อไป เพื่อให้เกิดความรอบคอบและถูกต้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งข้อสงสัยว่า ครม. มีอำนาจส่งคำถามที่ 1 ไปให้ กกต. ได้อยู่แล้ว ทำไมจึงไม่ดำเนินการเอง และผลักภาระมาให้รัฐสภา

ประชุมรัฐสภา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ก.ย. ระบุว่า "รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน"

ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง แต่การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้ นั่นหมายความว่า...

  • คำถามที่รัฐสภาจะพิจารณา (อาจเป็นวันที่ 11-12 ธ.ค.) จะเป็น "คำถามที่ 1" ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  • ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภากำลังพิจารณา หากผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 2 (ประชุมระหว่าง 10-11 ธ.ค.) และวาระที่ 3 (อาจนัดประชุม 29 ธ.ค. หรือ 5-6 ม.ค. 2569) ก็จะมี "คำถามที่ 2" ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีการและเนื้อหาตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่

แกนนำรัฐบาล "อนุทิน" ประกาศว่าจะยุบสภาภายใน 31 ม.ค. 2569 และจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. พ่วง 2 การออกเสียงประชามติ (กรณีแก้รัฐธรรมนูญ และกรณียกเลิกหรือไม่ยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา)

"หากมีการยุบสภาก่อนที่จะมีการลงมติ (ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ในวาระที่ 3 ก็จะไม่สามารถมีวาระ 3 ได้ ขณะเดียวกันหากยุบสภาก่อนที่ ครม. จะมีมติให้ทำประชามติก็ไม่สามารถทำประชามติทั้งคำถามที่ 1 และ 2 ได้เหมือนกัน เพราะขึ้นอยู่กับ ครม." นายภราดรให้สัมภาษณ์เมื่อ 9 ธ.ค.

อนุทิน ชาญวีรกูล กับ ภราดร ปริศนานันทกุล ในระหว่างการประชุมรัฐสภา 10 ธ.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, อนุทิน ชาญวีรกูล กับ ภราดร ปริศนานันทกุล ในระหว่างการประชุมรัฐสภา 10 ธ.ค.

ด้านพรรค พท. เตรียมยื่นญัตติต่อรัฐสภาทันทีหลังการพิจารณาวาระที่ 2 เสร็จสิ้น เพื่อการันตีว่าคำถามที่ 1 สามารถเกิดขึ้นได้ในวันเลือกตั้ง

"ประเด็นสำคัญตอนนี้คือ รัฐสภาควรอย่างยิ่งที่จะลงมติขอให้ ครม. จัดทำประชามติถามประชาชนในคำถามที่ 1" นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. กล่าว

ที่ผ่านมา มีแนวคิดว่า ครม. มีมติจัดให้มีการออกเสียงประชามติและส่งให้ กกต. ดำเนินการได้ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งนายจาตุรนต์บอกว่า ในหลักการทำได้ แต่ปัญหาสำคัญคือผลของประชามติในลักษณะนี้จะไม่มีผลผูกพันรัฐสภาตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจึงต้องทบทวน

"ทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องให้รัฐสภาเป็นผู้ลงมติร้องขอให้ ครม. จัดให้มีการออกเสียงประชามติ" นายจาตุรนต์กล่าว

เคาะโมเดลคณะจัดทำ รธน.

การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 เริ่มต้นด้วยการนำเสนอรายงานของ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา โดยนายณัฐวุฒิ บัวประชุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ. ก่อนพิจารณาเนื้อหาซึ่งมีมาตราหลัก 8 มาตรา เฉพาะมาตรา 4 มาตรา ซึ่งเป็นการเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ มีเนื้อหา 39 มาตราย่อย (มาตรา 256/1 ถึงมาตรา 256/39) กมธ. มีการแก้ไข 33 มาตรา ไม่แก้ไข 3 มาตรา ตัดออก 10 มาตรา และเพิ่มใหม่ 3 มาตรา ทำให้ประธานรัฐสภาบอกว่า จะมีการลงมติรวมประมาณ 50 ครั้ง

เนื้อหาที่ถูกระบุว่าเป็น "มาตราหลัก" และ "หัวใจหลัก" ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หนีไม่พ้น มาตรา 256/1 ซึ่งกำหนดองค์ประกอบ กลไก และที่มาของคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ กมธ. เสียงข้างมาก กำหนดให้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มี 2 กลไกคือ 1. กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ซึ่งมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา 2. กมธ.รับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 35 คน ซึ่งมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ทั้ง 2 กลไกนี้อยู่ภายใต้สูตร "20 หยิบ 1" ซึ่งหมายความว่า สส. และ สว. รวมกลุ่มกัน 20 คน สามารถเสนอชื่อบุคคลที่ควรได้รับการคัดเลือกให้เป็น กมธ. ต่อประธานรัฐสภาได้ 1 คน

อย่างไรก็ตามทั้ง 2 กลไกนี้เปลี่ยนไปจากเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ซึ่งผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่ 1 และถูกใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณาวาระที่ 2

ภายหลังการอภิปรายอย่างกว้างขวางของสมาชิก 18 คน ปรากฏว่า รัฐสภามีมติเห็นด้วยกับมาตรา 256/1 ตามที่ กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข ด้วยคะแนนเสียง 328 ต่อ 266 เสียง งดออกเสียง 21 เสียง และไม่ลงคะแนน 3 เสียง

ในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 รัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้ "เสียงข้างมาก" เป็นประมาณ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 689 คน (สส. 491 คน และ สว. 198 คน)

อย่างไรก็ตาม โมเดลนี้จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ในการลงมติวาระที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 ธ.ค. หรือ 5-6 ม.ค. 2569

ณัฐวุฒิ บัวประชุม ประธาน กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำเสนอรายงานของ กมธ. ต่อที่ประชุม

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ณัฐวุฒิ บัวประชุม ประธาน กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำเสนอรายงานของ กมธ. ต่อที่ประชุม

ปชน. ขอสมาชิก "กล้ายืนยันอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน"

สำหรับร่างดั้งเดิมของพรรค ปชน. กำหนดให้มี 1. กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน โดยให้ประชาชนเข้าคูหาเลือก 70 คน ก่อนส่งต่อให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน 2. สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 100 คน มาจากการให้ประชาชนเลือกโดยตรง 100 คน

กมธ. จากสัดส่วนพรรค ปชน. ซึ่ง "แพ้โหวต" ในห้องประชุม กมธ. จึงขอสงวนความเห็น และใช้สิทธิอภิปรายยืนยันหลักการเดิมของพวกเขากลางรัฐสภา นายพริษฐ์กล่าวว่า พรรค ปชน. พยายามออกแบบกลไกที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ได้มากที่สุด ใกล้เคียงกับการมีผู้ร่างที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนมากที่สุดโดยไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ การที่ กมธ.เสียงข้างมากตัด 2 กลไกที่เสนอโดยพรรค ปชน. ออกไป ไม่ใช่เพราะเห็นว่าข้อเสนอไม่มีประโยชน์ แต่กังวลว่าสุ่มเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

สส. เจ้าของร่างแรกกล่าวยืนยันว่า กลไกที่เขาเสนอไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยหยิบยกเอกสารความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่ระบุว่า "การเลือกตั้งโดยตรงหมายถึงการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นคนเลือกและชี้ขาดว่าใครจะถูกรับเลือก" มาอธิบาย ดังนั้นการที่ประชาชนเลือกผู้ร่างมา 70 คนโดยไม่มีอะไรรับประกันว่าใครจะถูกคัดเลือกโดยรัฐสภาให้ไปเป็นคณะผู้ร่าง 35 คน จึงไม่เข้าข่ายคำว่า "การเลือกตั้งโดยตรง"

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ระบบการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่พรรค ปชน. เสนอ ไม่ต่างจากระบบเลือกนายกฯ ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันคือ ประชาชนเดินเข้าคูหาเพื่อเลือก สส. ก่อนที่สภาจะมาลงมติเลือกนายกฯ กรณีนี้ประชาชนก็เดินเข้าคูหาเพื่อเลือกผู้ร่างมาเบื้องต้น โดยผลเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดว่ารัฐสภาจะสามารถคัดเลือกผู้ร่าง 35 คนจากผู้สมัครผู้ร่างคนไหนได้บ้าง ดังนั้นหากเราเห็นตรงกันว่าการเลือกนายกฯ ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง ก็หวังว่าจะเห็นตรงกันว่าการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของพรรค ปชน. ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง

ในส่วนของสภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์บอกว่าเป็นกลไกการรับฟังความเห็นแล้วเสนอแนะต่อ กมธ.ร่างฯ ไม่มีอำนาจลงมติเกี่ยวกับเนื้อหา

พริษฐ์ วัชรสินธุ ยืนยันว่าโมเดลผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่พรรค ปชน. เสนอ ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พริษฐ์ วัชรสินธุ ยืนยันว่าโมเดลผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่พรรค ปชน. เสนอ ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

นายสหสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรค ปชน. กล่าวว่า ร่างของพรรค ปชน. ออกแบบเรียบง่าย ตรงไปตรงมา และสอดคล้องกับ 2 หลักสำคัญคือ ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด และไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้วันรัฐธรรมนูญ ขอเรียกร้องให้สมาชิกตัดสินใจเรื่องนี้บนพื้นฐานของความกล้า กล้ายืนยันอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน

"ถ้าเราไม่เปิดให้มีคูหาเลือกตั้ง ให้ประชาชนมาเลือกผู้ร่างฯ แม้เป็นทางอ้อมก็ตาม ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญนี้อาจหายไป เราไม่สามารถพูดได้เต็มอกว่ารัฐธรรมนูญนี้มีที่มาจากประชาชน" กมธ.เสียงข้างน้อยจากพรรค ปชน. กล่าว

พท. ยัน สสร. เป็นหัวใจของกระบวนการ

ด้าน กมธ. จากสัดส่วนพรรค พท. ไม่เห็นด้วยกับกลไกใหม่ที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้สงวนความเห็นเอาไว้ แล้วลุกขึ้นนำเสนอโมเดลของพรรคสีแดง

ข้อเสนอของพรรค พท. ให้มี 3 กลไกคือ 1. สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 151 คน โดย 100 คนมาจากการเลือกของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 300 คน จากนั้นให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน โดยมีหลักประกันว่าให้มี สสร. จังหวะละอย่างน้อย 1 คน และอีก 51 คนมาจากการองค์กรภาคส่วนต่าง ๆ จากนั้นให้รัฐสภาแต่งตั้ง 2. กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ภายใต้สูตร "20+10" 3. กมธ.รับฟังความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 35 คน ภายใต้สูตร "20+10" เช่นกัน

นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. มองว่า สูตร "20 หยิบ 1" มีข้อบกพร่อง หากใครควบคุมเสียงข้างมากของรัฐสภาได้ ก็จะคุมคนได้ ทำให้รัฐธรรมนูญที่จะร่างไปบิดเบี้ยวไป จึงเสนอสูตร "25+10" คือให้รัฐสภาเลือก 25 คน แต่ 10 คนมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ

กมธ. จากพรรค พท. คนอื่น ๆ ทั้งนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน, น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ ได้อภิปรายสนับสนุนการมี สสร. ด้วยเหตุผล "มีความเชื่อมโยงกับประชาชน" "ไม่มีข้อครหาว่าสมาชิกรัฐสภาทำเพื่อตัวเอง" และ "ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับและชอบธรรม"

นพ.ชลน่านกล่าวว่า กมธ.ร่างฯ และ กมธ.รับฟังความเห็นฯ ตามโมเดลของ กมธ.เสียงข้างมาก มีโอกาสสุ่มเสี่ยงต่อการถูกครอบงำโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือสีใดสีหนึ่ง คือผู้ครองเสียงข้างมากของสภาผู้แทนฯ ชุดที่ 27 และวุฒิสภาชุดที่ 13 ไม่ว่าจะใช้สูตร "20 หยิบ 1" หรือไม่ พร้อมเตือนเพื่อนร่วมสภาว่าเป็น "ผู้กำหนดอนาคตประเทศ" หากเห็นว่าการมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมเบื้องต้น จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ให้ร่วมสนับสนุนแนวทางของพรรค พท.

2 กมธ. จากสัดส่วนเพื่อไทย - ชูศักดิ์ ศิรินิล กับ จาตุรนต์ ฉายแสง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, 2 กมธ. จากสัดส่วนเพื่อไทย - ชูศักดิ์ ศิรินิล กับ จาตุรนต์ ฉายแสง

นายจาตุรนต์ชี้ให้เห็น "จุดอ่อน" ของโมเดล กมธ. เสียงข้างมาก หากปล่อยให้การร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมือ กมธ.ร่างฯ "ร่างเอง ตัดสินเอง" ไม่มีทางรับฟังความเห็นได้อย่างรอบด้าน และไม่มีองค์กรคั่นกลางระหว่าง กมธ.ร่างฯ กับรัฐสภา ซึ่ง สสร. จะทำให้คนที่มาจากหลากหลายภาคส่วนและมีความเชื่อมโยงกับประชาชนเข้ามามีบทบาท

เขาตีความว่า ข้อเสนอของพรรค พท. ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลไม่ได้ห้ามประชาชนแสดงความเห็น ร่วมพิจารณาคัดเลือก หรือแม้แต่เลือกตั้งมา ถ้าสุดท้ายรัฐสภามาคัดกรองอีกชั้นหนึ่ง การตัดสินสุดท้ายอยู่ที่รัฐสภา ไม่ใช่การที่ประชาชนเป็นผู้เลือกโดยสมบูรณ์ เหมือนการเลือก สส. แล้วได้ สส. มา ทั้งนี้สังคมไทยพูดมาหลายปีแล้วว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญต้องทำโดยมี สสร. และ สสร. ต้องเชื่อมโยงกับประชาชน ให้รัฐสภาเห็นชอบ และสุดท้ายประชาชนไปตัดสินในการทำประชามติ จึงยืนยันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมี สสร. เป็นหัวใจของกระบวนการ

สว. ข้องใจปม "ยกคูหาหนีประชาชนไป"

ด้านสมาชิกวุฒิสภา (สว.) "นอกกลุ่มใหญ่" อภิปรายเรียกร้องให้คงการมีส่วนร่วมของประชาชน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส เชื่อว่าประชาชนผิดหวังกับกรณีที่ กมธ. "ตัดคูหา" เลือก สสร. หรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการสมัครกันเอง ซึ่งขัดหลักการร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับนายพริษฐ์ที่รัฐสภารับหลักการและเลือกให้เป็นร่างหลัก และถือเป็นการบิดเบือนเจตนารมรณ์ของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อีกคนที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมากคือ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ที่ใช้คำว่า "ผิดที่ไว้ใจ" ไม่ได้ยื่นคำแปรญัตติ เพราะเชื่อมั่นว่า กมธ. เสียงข้างมากจะยืนยันหลักการตามร่างที่รัฐสภารับหลักการ

"การยกคูหาหนีประชาชนไป ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อทุกคนให้เหตุผลว่าสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ประกอบทั้ง 3 ร่างก็ยืนยันหลักการนี้" เขากล่าว

สว. รายนี้ยังทวนความเห็นของ กมธ.เสียงข้างน้อยที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม" แล้วขอให้เพื่อนสมาชิกร่วมยืนยันตรงนี้เพื่อปกป้องโอกาสมีส่วนร่วมของประชาชน

"ถึงที่สุดถ้ายังยึดมั่นในอัตตาของตัวเอง โดยไม่ประนีประนอม สุดท้ายประชาชนจะไม่มีส่วนร่วม เพราะทุกคนต่างยึดแนวทางของตัวเอง หวังว่า กมธ.เสียงข้างน้อยจะคุยกัน เลือกทางใดทางหนึ่ง เลือกสักโมเดล ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมจริง ๆ ถ้าท่านยังยืนยันโมเดลตัวเอง สุดท้ายประชาชนจะเสียโอกาส ไม่มีส่วนร่วมในการร่างเลย" นายเทวฤทธิ์กล่าว

ทั้งหมดนี้คือคำอภิราย ก่อนที่เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาจะลงมติสนับสนุนแนวทาง กมธ.เสียงข้างมาก