5 วิธีที่ช่วยฟื้นฟูพื้นที่อุตสาหกรรมเสื่อมโทรม สู่โอเอซิสของสัตว์ป่า

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, อิสซาเบล เกอเร็ทเซน, มาร์ธา เฮนริค และ แคเธอรีน ลาแธม
    • Role, บีบีซีนิวส์

ผู้นำโลกกำลังรวมตัวกันที่เมืองกาลิ ประเทศโคลอมเบีย เพื่อตกลงกันหาวิธีช่วยชีวิตสายพันธุ์ที่กำลังสูญพันธุ์ รวมถึงการฟื้นฟูธรรมชาติ และต่อไปนี้คือ 5 วิธีที่ช่วยหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีวิธีการมากมายในการช่วยชีวิตสายพันธุ์ที่กำลังลดจำนวนลง และช่วยฟื้นฟูที่อยู่อาศัยของพวกมัน เพื่อที่พวกมันจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

ด้วยสภาพที่อยู่อาศัยที่ดี มีความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายทางชีวภาพ จะช่วยเติมน้ำ อากาศ และดินของเรา รวมถึงลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อที่เป็นอันตราย

การศึกษาชิ้นสำคัญซึ่งเผยแพร่ในปีนี้ ระบุว่า โดยทั่วไปแล้วความพยายามด้านการอนุรักษ์มีประสิทธิภาพลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก

นักวิจัยนานาชาติใช้เวลา 10 ปี ในการประเมินมาตรการอนุรักษ์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครอง การฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัย และการกำจัดสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่น โดยพวกเขาพบว่าในกรณีส่วนใหญ่ (ราว 66%) มาตรการเหล่านี้ได้ช่วยปรับปรุงสถานะของความหลากหลายทางชีวภาพ หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่ามันชะลอการลดลงของจำนวนสายพันธุ์

ความจำเป็นของโครงการอนุรักษ์เหล่านี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผู้นำจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกได้ลงนามความพยายามระหว่างประเทศที่ทะเยอทะยานมากที่สุด เพื่อกอบกู้ธรรมชาติของโลกหรือเพื่อปกป้องผืนดินของโลกและมหาสมุทรราว 30% ภายในปี 2030 และในเดือน ต.ค. 2024 ผู้นำโลกต่างมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งที่เมืองกาลิ ประเทศโคลอมเบีย เพื่อประเมินความคืบหน้างานปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก

จนถึงตอนนี้ โลกยังห่างไกลจากเส้นทางดังกล่าว พบว่ามีผืนดินเพียงราว 17% และ 8% ของมหาสมุทรเท่านั้นที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองที่ออกแบบไว้ จากรายงานของ The Nature Conservancy นอกจากนี้ ยังพบว่าพื้นที่การบังคับใช้ความคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพยังมีแนวโน้มน้อยกว่าที่คาด

และนี่คือ 5 วิธีที่พิสูจน์แล้วว่ามันมีความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์ธรรมชาติ

1. ปกป้องมหาสมุทร

โลกของเราประกอบด้วยมหาสมุทรราว 70% และมันยังเป็นตัวแทนของชีวมณฑลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย แต่รายงานล่าสุดของโครงการริเริ่มด้านมหาสมุทรเพื่อการกุศลของบลูมเบิร์ก ระบุว่า มีเพียง 2.8% ของมหาสมุทรเท่านั้นที่ได้รับการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ และมีเพียง 8.3% เท่านั้นที่ได้รับการอนุรักษ์

หากบังคับใช้พื้นที่คุ้มครองทางทะเล (Marine Protected Areas-MPAs) อย่างเหมาะสม มันอาจกลายเป็นที่อาศัยหลบภัยของความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ ซึ่งสามารถปกป้องสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนจากการทำประมงเกินขนาด มลภาวะ และการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย โดยพบว่าประเทศต่าง ๆ ที่จัดตั้งพื้นที่คุ้มครองทางทะเลล้วนประสบชัยชนะด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่ยอดเยี่ยม

แต่ความท้าทายนั้นใหญ่แค่ไหน ? เราพบว่า 3 ใน 4 ของพื้นที่ปราศจากน้ำแข็งทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป จากรายงานการประเมินทั่วโลกเมื่อปี 2019 ซึ่งจัดทำโดยแพลตฟอร์มนโยบายวิทยาศาสตร์ระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการระบบนิเวศ (IPBES) พบว่า 66% ของมหาสมุทรทั่วโลกกำลังเสื่อมโทรมลงจากกิจกรรมของมนุษย์

ผู้นำโลกเรียกแผน 30x30 ว่า “โอกาสสุดท้าย” สำหรับธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น หมู่เกาะเซเชลส์ซึ่งมีเกาะ 115 แห่ง ในมหาสมุทรอินเดีย เพิ่งพบการกลับมาครั้งใหญ่ของวาฬ หลังจากการลงนามในการแลกเปลี่ยนหนี้เพื่อธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่การตัดหนี้ของประเทศราว 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 748 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองทางทะเล 13 แห่ง

นักวิทยาศาสตร์อธิบายการกลับมาของวาฬสีน้ำเงินในมหาสมุทรอินเดียว่าเป็น “ชัยชนะในการอนุรักษ์” หลังจากประชากรของพวกมันถูกทำลายโดยกองเรือล่าวาฬของโซเวียตเมื่อช่วงทศวรรษ 1960

ในขณะเดียวกัน หมู่เกาะอะซอเรสก็สร้างพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเมื่อเดือน ต.ค. ปีนี้ ครอบคลุมพื้นที่ 287,000 ตร.กม. ซึ่งช่วยปกป้องทะเล 30% รอบ ๆ หมู่เกาะโปรตุเกส

พื้นที่คุ้มครองทางทะเลแห่งแรกของโปรตุเกสนี้ยังได้รับการออกแบบจากประมงท้องถิ่นที่กระตือรือร้นต้องการปกป้องประชากรหมึกยักษ์และปลาซาร์ดีนในอัลการ์ฟด้วย โดยกำหนดให้ในพื้นที่ทางทะเล 156 ตร.กม. นั้นเป็นพื้นที่ห้ามทำการประมงราว 20 ตร.กม. เพื่อเปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้กลับมาฟื้นฟูเติมเต็ม และทำให้แน่ใจได้ว่าแหล่งอาหารที่สำคัญจะมีอยู่อย่างยาวนานในอนาคต

“เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ชาวอะซอเรย์มีวิถีชีวิตผูกพันกับทะเล และเราต้องการแน่ใจว่าความเชื่อมโยงนี้ยังคงแข็งแกร่งโดยได้รับความสนับสนุนจากชุมชนที่ต้องพึ่งพามหาสมุทรอันอุดมสมบูรณ์” ลูอิส เบอร์นาโด บริโต เอ อาบริว ที่ปรึกษารัฐบาลในหมู่เกาะอะซอเรส กล่าว

“ความหวังของเรา คือ การกระทำของเราไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนรวมถึงสัตว์ป่าของเราในอะซอเรสเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ส่วนที่เหลือของโลกสามารถบรรลุคำมั่นสัญญาระดับโลกที่ต้องการปกป้องพื้นที่ 30% ของมหาสมุทรให้ได้”

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หมู่เกาะเซเชลส์พบการกลับมาของวาฬครั้งใหญ่ หลังจากจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองทางทะเล

2. ต่อสู้กับสายพันธุ์รุกราน

สายพันธุ์รุกรานสามารถสร้างหายนะให้กับระบบนิเวศและสัตว์ป่าได้ ในทุก ๆ ปี มันทำให้เศรษฐกิจของโลกเสียหายมากกว่า 423 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 15 ล้านล้านบาท) และได้รับการระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยต้น ๆ ที่ทำให้โลกสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยนับตั้งแต่ปี 1500 การนำสายพันธุ์รุกรานเข้ามาได้ส่งผลให้พืชจำนวน 25% เกิดการสูญพันธุ์ และ 33% ของสัตว์ป่าสูญพันธุ์ลง

การกำจัดสายพันธุ์รุกรานเหล่านี้ออกจากถิ่นที่อยู่อาศัย มีความสำคัญต่อการยับยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก แต่สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้ศัตรูพืชแพร่กระจายและขยายขอบเขตไปยังแหล่งที่อยู่ใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีอุณหภูมิเย็นเกินไป

นักกีฬาพายเรือและนักวินเซิร์ฟโอลิมปิกได้เริ่มสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการรุกราน โดยการกำจัดสัตว์และพืชสายพันธุ์รุกรานออกจากเรือและไฮโดรฟอยล์ ขณะที่เหล่าเชฟในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร กำลังเสิร์ฟเมนูอาหารที่ทำมาจากเนื้อกระรอก ผักไผ่ญี่ปุ่น และกุ้งเครย์ฟิช

แม้การทำอาหารด้วยศัตรูพืชที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างไม่อาจกำจัดพวกมันทั้งหมดลงได้ แต่นี่เป็นวิธีการหนึ่งในการให้ความรู้ให้กับสาธารณชนว่าพวกมันมีอันตรายอย่างไร

แต่ในบางกรณี การกำจัดให้ราบคาบก็เป็นไปได้ เช่น ในปี 2011 เกาะเขตร้อนพัลไมราในตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก สามารถกำจัดหนูทั้งหมด 20,000 ตัว ที่ยึดเกาะปะการังได้ (ซึ่งพบว่ามีความหนาแน่นของประชากรสูงกว่าในสภาพอากาศเย็นกว่า 10 เท่า) ส่งผลให้ธรรมชาติฟื้นตัวขึ้น พืชสายพันธุ์ท้องถิ่นเริ่มกลับมา และพบปูสายพันธุ์ใหม่จำนวน 2 สายพันธุ์ บนเกาะเป็นครั้งแรก

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีหลากหลายวิธีที่ช่วยรักษาชีวิตสายพันธุ์ที่กำลังลดจำนวนลง

3. ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำที่เสื่อมโทรม

พื้นที่ชุ่มน้ำ (wetlands) ช่วยป้องกันน้ำท่วม ทำให้พวกเรามีน้ำจืดสำหรับการอุปโภคบริโภค และลดการกัดเซาะชายฝั่ง มันจึงเป็นพื้นที่ที่มีประโยชน์ต่อทั้งมนุษย์และสัตว์ป่า ทว่าพื้นที่ชุ่มน้ำกลับเป็นหนึ่งในถิ่นที่อยู่อาศัยที่เสื่อมโทรมลงมากที่สุด โดยพบว่า 85% ของพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลกถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ แต่ในทางกลับกัน มันยังมีความเป็นไปได้ที่พวกเราจะฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้

การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกกำลังเกิดขึ้นที่พื้นที่ชุ่มน้ำเอเวอร์เกลดส์ รัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ ในอดีตพื้นที่ชุมน้ำแห่งนี้เคยแผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่เป็น 2 เท่าของปัจจุบัน โดยเป้าหมายการฟื้นฟูเอเวอร์เกลดส์ในครั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาความมั่นคงทางน้ำ และกระตุ้นให้สัตว์ป่ากลับมา

เมืองหลวงโคลัมโบของศรีลังกาก็มีความพยายามระดับท้องถิ่นที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ทิ้งขยะ ให้กลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่เต็มไปด้วยนกกระเต็น นกยางคอโค้ง นกลุยน้ำ และนกกาน้ำ ในขณะเดียวกันก็ต้องการฟื้นฟูดอกบัวสีชมพูและควายน้ำให้กลับมาด้วย

พื้นที่ชุ่มน้ำบางแห่งยังสามารถเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ทรงพลังเมื่ออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น การฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนมากในการแข่งขันเพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ชุมชนชาวประมงในฟินแลนด์ได้เปลี่ยนพื้นที่พรุลินนันซูโอที่เต็มไปด้วยคาร์บอน ซึ่งเคยแห้งแล้งปนเปื้อนสำหรับการสกัดพีท ให้กลายเป็นบ้านของนกน้ำต่าง ๆ โดยพบว่าเพียง 1 ปีหลังจากการฟื้นฟูในปี 2013 มีสัตว์มากกว่า 100 สายพันธุ์กลับมาที่ลินนันซูโอ และอีกมากกว่า 100 สายพันธุ์หลังจากนั้นที่กลับมายังพื้นที่ดังกล่าว

การฟื้นฟูที่อยู่อาศัยสามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่เสื่อมโทรม ไม่ใช่แค่เฉพาะพื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมในอดีตเท่านั้น สวนหลังบ้านของคุณก็อาจเป็นที่ที่เหมาะสมสำหรับสัตว์ป่าขนาดเล็ก รวมถึงสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกและสัตว์น้ำได้

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้นำโลกให้คำมั่นว่าจะปกป้อง 30% ของผืนดินและมหาสมุทรของโลกภายในปี 2030

3. อนุรักษ์สายพันธุ์หลักที่สำคัญ

พืชและสัตว์ทุกชนิดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่สมดุล และเมื่อองค์ประกอบหนึ่งของระบบหายไป ก็ย่อมส่งผลต่อความสมดุลด้วย แต่มีสัตว์บางชนิดเท่านั้นที่เป็นเสาหลักของระบบนิเวศ เราเรียกพวกมันว่า “สายพันธุ์หลัก” (keystone species) ดังนั้น การปกป้องพวกมันจึงถือว่าเป็นการช่วยชีวิตสัตวิ์อื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยมันไปด้วย

วิศวกรของระบบนิเวศถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสายพันธุ์หลัก ด้วยเหตุนี้ในสหรัฐอเมริกาจึงปล่อยตัวบีเวอร์ ซึ่งมักหมกมุ่นกับการสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อให้มันช่วยก่อสร้างถิ่นที่อยู่อาศัยให้กับนาก เต่า และปลา

ในขณะเดียวกัน ที่หมู่เกาะกาลาปากอส พบว่าเต่าบกขนาดยักษ์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยสูญหายไปจากเกาะเอสปาโญลา ได้ “ทำลาย” พื้นที่ซึ่งรกไปด้วยไม้ยืนตัน ทำให้เกิดพื้นที่โล่งที่ใช้เป็นรันเวย์และพื้นที่ทำรังของนกอัลบาทรอสที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

เช่นเดียวกับพื้นที่ชุ่มน้ำ ควายน้ำกำลังเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทั่วโลก โดยสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยที่ดีต่อสุขภาพสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ตั้งแต่กบ ค้างคาว ไปจนถึงหญ้าในหนองบึง และในลุ่มน้ำคองโก ช้างป่าแอฟริกา กำลังแพร่กระจายเมล็ดพืชและสารอาหาร ซึ่งช่วยให้ต้นไม้เติบโตสูงขึ้น และมีอายุยืนยาวขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญโต้แย้งว่า สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน คือ การปกป้องสายพันธุ์หลักเป็นสิ่งสำคัญต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ดังจะเห็นได้จากวัวกระทิงเข้ามาแทนที่วัวในทุ่งหญ้าของมอนทานา ส่วนประชากรของพืชพื้นเมือง นกที่หากินตามทุ่งหญ้า เช่น ตั๊กแตนและนกกระจอกเทศ และสัตว์กีบเท้า เช่น กวางหางขาวและเอลก์ ต่างก็มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความหลากหลายของชีวิตกลับมาเฟื่องฟู

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เมื่อป่าไม้ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ความหลากหลายทางชีวภาพจะเจริญเติบโตมากขึ้น

5. ฟื้นคืนป่าไม้

การทำลายป่าเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก ระหว่างปี 2001 - 2011 โลกสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไป 437 ล้านเฮกตาร์ (2.71 ล้าน ตร.กม.) โดยภาพรวมแล้ว มีการประเมินว่า พื้นที่ป่าดิบชื้นเขตร้อนของโลกเกือบ 2 ใน 3 ได้ถูกทำลายหรือทำให้เสื่อมโทรม

ส่วนในแถบละตินอเมริกาและแคริบเบียน พบว่าประชากรสัตว์ลดลง 95% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรงและการขยายตัวของภาคเกษตรกรรม

เมื่อป่าได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม ความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเติบโตมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากป่าเมฆของเอกวาดอร์ที่ลอส เซดรอส ซึ่งมีลิงและนกกว่า 400 สายพันธุ์กำลังส่งเสียงร้องไปทั่วป่า แต่เมื่อก่อนมันไม่ได้อยู่ในสภาพเช่นนี้ เนื่องจากสัตว์ป่าในลอส เซดรอส เคยถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากกิจกรรมการทำเหมืองและการตัดไม้ทำลายป่า จนกระทั่งในปี 2021 ผู้พิพากษาได้ตัดสินว่าการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำเหมือง ถือเป็นการละเมิดสิทธิตามธรรมชาติตามรัฐธรรมนูญของลอส เซดรอส

นี่ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางกฎหมายที่กำลังเติบโตขึ้นและยอมรับสิทธิการคุ้มครองธรรมชาติของโลกเช่นเดียวกับการคุ้มครองผู้คน และบริษัทต่าง ๆ

ป่าแห่งนี้ได้รับการรับรองสถานะเป็นนิติบุคคล และเปลี่ยนเป็นเขตรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในเวลาต่อมา

การปลูกต้นไม้มักถูกยกมาเป็นคำตอบง่าย ๆ ในการแก้ปัญหาภาวะวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การปกป้องป่าที่มีอยู่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกักเก็บคาร์บอนและช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

การฟื้นฟูป่าตามธรรมชาติ ซึ่งต้นไม้สามารถเติบโตได้เองตามธรรมชาติโดยมีการแทรกแซงจากมนุษย์เพียงเล็กน้อย กำลังได้รับความสนใจทั่วโลกในฐานะเครื่องมืออนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างน่าประหลาดใจ การศึกษาวิจัยหนึ่งพบว่า การฟื้นฟูตามธรรมชาติอาจดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าการปลูกป่าถึง 40 เท่า และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่างๆ ได้มากขึ้น