WWF เตือน ธรรมชาติกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนอันตรายที่ไม่อาจหวนกลับ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, วิคตอเรีย กิลล์ และ เฮเลน บริกส์
- Role, ผู้สื่อข่าวสายวิทยาศาสตร์ บีบีซีนิวส์
กิจกรรมของมนุษย์ที่ดำเนินไปอยู่ทุกวัน เป็นสิ่งที่องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wide Fund for Nature – WWF) เรียกว่า “มหันตภัย” ที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์
จากการสำรวจสัตว์ป่าทั่วโลกพบว่า ประชากรสัตว์ป่ากำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ช้างในป่าเขตร้อนไปจนถึงเต่ากระบริเวณแนวปะการังเกรทแบร์ริเออร์รีฟ
รายงาน Living Planet ซึ่งสะท้อนภาพรวมของทรัพยากรธรรมชาติของโลก เผยให้เห็นว่า ประชากรสัตว์ป่าทั่วโลกลดลงเฉลี่ย 73% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
ทันยา สตีล หัวหน้า WWF ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การสูญเสียพื้นที่ป่าทำให้ระบบนิเวศหลายแห่ง "ตกอยู่ในภาวะวิกฤต" และแหล่งที่อยู่อาศัยหลายแห่ง ตั้งแต่ป่าแอมะซอนไปจนถึงแนวปะการังหลายแห่ง "อยู่ใกล้จุดเปลี่ยนที่อันตรายอย่างยิ่ง"

ที่มาของภาพ, Shutterstock/ COULANGES/ WWF-Sweden
รายงานดังกล่าวใช้ดัชนีชี้วัดความหลากหลายทางชีวภาพ (Living Planet Index - LPI) ซึ่งรวบรวมข้อมูลประชากรนก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน และปลา มากกว่า 5,000 ชนิดในช่วงเวลา 5 ทศวรรษ จากภาพถ่ายจำนวนมากของการสูญเสียสัตว์ป่าที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เผยให้เห็นว่า 60% ของโลมาสีชมพูในแม่น้ำแอมะซอนทั่วโลกถูกทำลายล้างด้วยมลพิษและภัยคุกคามอื่น ๆ รวมทั้งการทำเหมืองและความไม่สงบทางสังคม
รายงานฉบับนี้ยังจับสัญญาณแห่งความหวังของความสำเร็จในการอนุรักษ์ได้ด้วย เช่น ประชากรย่อยของกอริลลาภูเขาในเทือกเขาวิรุงกาในแอฟริกาตะวันออกเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ต่อปี ระหว่างปี 2010-2016
แต่ WWF กล่าวว่า "ความสำเร็จเฉพาะส่วนนี้ไม่เพียงพอ ท่ามกลางการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์เป็นวงกว้าง"
ทอม โอลิเวอร์ ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยเรดดิ้ง ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายงานดังกล่าว กล่าวว่า เมื่อนำข้อมูลนี้มาผสมผสานกับข้อมูลชุดอื่น ๆ เช่น การลดลงของแมลง "เราสามารถต่อจิ๊กซอว์เข้าด้วยกัน และได้ภาพที่ชัดเจนและน่ากังวลเกี่ยวกับการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก"

ที่มาของภาพ, Getty Images
รายงาน Living Planet พบว่า ความเสื่อมโทรมและการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นภัยคุกคามใหญ่ที่สุดต่อสัตว์ป่า รองลงมาคือ การใช้ประโยชน์ที่ดินมากเกินไป, สิ่งมีชีวิตต่างถิ่น, เชื้อโรค, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลพิษ
ไมค์ บาร์เร็ตต์ ผู้วิจัยและผู้เขียนหลัก และที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ WWF กล่าวว่า การกระทำของมนุษย์ "โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการผลิตและบริโภคอาหาร ทำให้เรากำลังสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติมากขึ้น ๆ"
รายงานยังเตือนด้วยว่า การสูญเสียธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังผลักให้โลกเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงที่ป่าฝนแอมะซอนจะ "ล่มสลาย" ลง ซึ่งจะทำให้ป่าไม่สามารถกักเก็บคาร์บอนที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อน และไม่สามารถบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีกต่อไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
“โปรดอย่าเพียงรู้สึกเสียใจกับการสูญเสียธรรมชาติ” นายบาร์เร็ตต์กล่าว
“พึงตระหนักไว้ว่าตอนนี้ สิ่งนี้เป็นภัยคุกคามพื้นฐานต่อมนุษยชาติ และเราต้องดำเนินการบางอย่างทันที”
วาเลนตินา มาร์โคนี จากสถาบันสัตววิทยาของสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน กล่าวกับบีบีซีนิวส์ และว่า ธรรมชาติอยู่ใน "สถานะที่ไม่มั่นคง" แต่ด้วยการดำเนินการร่วมกันอย่างเร่งด่วนจากผู้นำโลก "เรายังมีโอกาสที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ได้"

ที่มาของภาพ, © WWF-Aus/ Chris Johnson
สัญญาณเตือนเรื่องสัตว์ป่าของโลกเกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำโลกเตรียมรวมตัวกัน เพื่อประชุมด้านชีวภาพและความหลากหลายทางชีวภาพของสหประชาชาติ ที่ประเทศโคลอมเบีย เพื่อหารือถึงวิธีการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในปี 2022 ประเทศต่าง ๆ เกือบ 200 ประเทศให้คำมั่นว่าจะบรรลุข้อตกลงสำคัญของสหประชาชาติเพื่อจัดการกับการสูญเสียธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงการจัดสรรพื้นที่ 30% ของโลกไว้สำหรับธรรมชาติภายในปี 2030
สหราชอาณาจักรได้ลงนามในคำมั่นสัญญา โดยรัฐมนตรีต่างประเทศประกาศว่าปัญหาสภาพภูมิอากาศและการลดลงของธรรมชาติจะเป็น "ศูนย์กลาง" ของนโยบายของรัฐบาล

ที่มาของภาพ, © Jacqueline Lisboa/ WWF-Brazil
นางสตีลกล่าวว่า รายงานดังกล่าวเป็น "สัญญาณเตือนให้ตื่นตัวอย่างเหลือเชื่อ"
"ระบบนิเวศที่มีสุขภาพดีเป็นรากฐานของสุขภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นอยู่ที่ดีของเรา" เธอกล่าวกับบีบีซีนิวส์
"เราไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นภาระบนบ่าของพลเมืองทั่วไป แต่เป็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจและรัฐบาล
“เราจำเป็นต้องดูแลผืนดินและพื้นที่ป่าอันล้ำค่าที่สุดของเราเพื่อคนรุ่นต่อไป”











