เปิดปฏิบัติการ "แอบโซลูท รีโซลฟ์" (Operation Absolute Resolve) สหรัฐฯ บุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาได้อย่างไร ?
- Author, แกเร็ธ อีแวนส์
- Reporting from, รายงานจากกรุงวอชิงตัน
เป็นเวลาหลายเดือนที่สายลับของสหรัฐฯ เฝ้าจับตาทุกความเคลื่อนไหวของนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา
ทีมเล็ก ๆ ซึ่งรวมถึงแหล่งข่าวรายหนึ่งภายในรัฐบาลเวเนซุเอลา เฝ้าสังเกตการณ์ว่าชายวัย 63 ปีคนนี้นอนที่ไหน กินอะไร แต่งกายอย่างไร แม้แต่ "สัตว์เลี้ยงของเขา" ก็ถูกจับตา ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง
จากนั้นช่วงต้นเดือน ธ.ค. ภารกิจที่วางแผนไว้ซึ่งถูกขนานนามว่า "ปฏิบัติการแอบโซลูท รีโซลฟ์" (Absolute Resolve) ก็ได้ข้อสรุป ปฏิบัติการนี้เป็นผลมาจากการวางแผนและฝึกซ้อมเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งรวมถึงการที่กองกำลังชั้นยอดของสหรัฐฯ สร้างเซฟเฮาส์จำลองของมาดูโรขนาดเท่าหลังจริงขึ้นมาเพื่อฝึกซ้อมเส้นทางที่จะเข้าไปด้านใน
แผนการในลักษณะนี้ซึ่งเทียบเท่ากับการที่สหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางการทหารในแถบประเทศละตินอเมริกา คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ช่วงสงครามเห็น อีกทั้งยังเป็นแผนการลับสุดยอดโดยที่สภาคองเกรสไม่ได้รับแจ้งหรือปรึกษาหารือล่วงหน้า เมื่อมีการกำหนดรายละเอียดอย่างแม่นยำแล้ว เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงก็แค่รอเวลาให้มีเงื่อนไขที่เหมาะสมในการเปิดปฏิบัติการ
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ (3 ม.ค.) ว่าพวกเขาต้องการสร้างความประหลาดใจถึงขีดสุด โดยเกือบจะเริ่มปฏิบัติการไปก่อนเมื่อ 4 วันก่อนหน้านี้เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์อนุมัติ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะรอให้สภาพอากาศดีขึ้นและมีเมฆปกคลุมน้อยลงเสียก่อน
"ช่วงสัปดาห์ของเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ทั้งชายและหญิงในกองทัพสหรัฐฯ ต่างเตรียมพร้อม เฝ้ารออย่างอดทนอดกลั้นให้มีเงื่อนไขที่เหมาะสมและมีคำสั่งการจากประธานาธิบดีให้เราเริ่มปฏิบัติการ" พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารระดับสูงสุดของประเทศ บอกในการแถลงข่าวเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์
"โชคดี และขอให้พระเจ้าช่วย"
ในที่สุดประธานาธิบดีก็มีคำสั่งให้เริ่มปฏิบัติการเมื่อเวลา 22.46 น. ตามเขตเวลาในอเมริกาเหนือ (EDT) เมื่อวันศุกร์ (2 ม.ค.) "เราเกือบจะทำสิ่งนี้ไปตั้งแต่ 4 วัน 3 วัน และ 2 วันก่อนหน้านี้ จากนั้นอยู่ดี ๆ ทางก็เปิดออก และเราก็บอกว่า: ไป" ทรัมป์บอกกับรายการฟ็อกซ์ แอนด์ เฟรนด์ส (Fox & Friends) เมื่อวันเสาร์ด้วยตัวเขาเองในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังการจู่โจมข้ามคืน
"เขาบอกกับเรา และเรารู้สึกขอบคุณ... โชคดี และขอให้พระเจ้าช่วย" พลเอกเคน กล่าว ทรัมป์มีคำสั่งลงมาไม่นานก่อนเวลาเที่ยงคืนในกรุงการากัส ทำให้กองทัพใช้เวลาส่วนใหญ่ในค่ำคืนนั้นปฏิบัติการท่ามกลางความมืด
สิ่งที่ตามมาคือภารกิจทางอากาศ ทางบก และทางทะเล ซึ่งยาวนาน 2 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่งทำให้หลายคนในวอชิงตันและทั่วโลกตกตะลึง
ปฏิบัติการนี้เป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทั้งในแง่ของขนาดและความแม่นยำของภารกิจ นำมาซึ่งการถูกประณามในทันทีจากกลุ่มอำนาจในหลายภูมิภาค อาทิ ประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ที่ระบุว่าการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาด้วยวิธีรุนแรงนั้น เป็นการสร้าง "อีกบรรทัดฐานหนึ่งที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับประชาคมระหว่างประเทศทั้งหมด"
แทนที่ทรัมป์จะติดตามภารกิจผ่านห้องประชุมติดตามสถานการณ์ในทำเนียบขาว เขากลับรายล้อมไปด้วยเหล่าที่ปรึกษาอยู่ในคลับของเขาที่มาร์-อา-ลาโก ในปาล์มบีช รัฐฟลอริดา ซึ่งเขาดูการถ่ายทอดสดปฏิบัติการดังกล่าว โดยมีจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางหรือซีไอเอ (CIA) และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ นั่งขนาบสองข้างทรัมป์ในห้องนั้น
"มันเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่ได้เห็น" ทรัมป์ระบุเมื่อวันเสาร์ "ถ้าคุณได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ผมหมายถึง ผมดูมันเหมือนกับที่ผมดูรายการโทรทัศน์จริง ๆ และถ้าคุณได้เห็นความรวดเร็ว ความรุนแรง... มันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ เป็นงานที่คนเหล่านี้ทำออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์"

ที่มาของภาพ, Donald Trump / TruthSocial
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กำลังพลสหรัฐฯ หลายพันนายถูกส่งไปในภูมิภาคอเมริกาใต้เพื่อประจำการในเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบหลายสิบลำในการระดมกำลังทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหามาดูโรว่าค้ายาเสพติดและก่อการร้ายโดยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และระเบิดเรือเล็กหลายสิบลำที่ถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติดผ่านภูมิภาคนี้
แต่สัญญาณแรกของปฏิบัติการแอบโซลูท รีโซลฟ์ อยู่บนท้องฟ้า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีการส่งอากาศยานกว่า 150 ลำ ทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิด เครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินลาดตระเวน เข้าร่วมปฏิบัติการในคืนนั้น
"มันซับซ้อนมาก ซับซ้อนถึงขีดสุด การซักซ้อมทั้งหมด การลงจอด จำนวนของอากาศยาน" ทรัมป์บอกกับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ "เรามีเครื่องบินขับไล่สำหรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้"
เสียงระเบิดดังสนั่นในกรุงการากัสเมื่อประมาณ 2.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และมีกลุ่มควันพวยพุ่งลอยขึ้นเหนือเมือง "ฉันได้ยินเสียงดังลั่น เสียงปังดังสนั่น" อานา วาเนสซา เอร์เรโร ผู้สื่อข่าวบอกกับบีบีซี "มันทำให้หน้าต่างทุกบานสั่น ทันทีหลังจากนั้นฉันก็เห็นควันกลุ่มใหญ่ที่เกือบจะบดบังทัศนวิสัยทั้งหมด"
"เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์บินอยู่ทั่วเมือง" เธอกล่าว
ไม่นานจากนั้นก็เริ่มมีวิดีโอที่เผยให้เห็นอากาศยานจำนวนมากบนท้องฟ้าและสภาพภายหลังการระเบิดเผยแพร่ทั่วทั้งโซเชียลมีเดีย วิดีโอคลิปหนึ่งแสดงให้เห็นขบวนเฮลิคอปเตอร์บินต่ำเหนือกรุงการากัส ในขณะที่มีกลุ่มควันลอยขึ้นมาจากจุดที่มีการระเบิดอย่างเห็นได้ชัด
"เราตื่นขึ้นมาเมื่อเวลาประมาณ 01.55 น. เมื่อได้ยินเสียงระเบิดคำรามและเสียงครืนของเครื่องบินที่บินเหนือกรุงการากัส" ดาเนียลลา พยานรายหนึ่งบอกกับบีบีซี "ทุกสิ่งจมดิ่งสู่ความมืดมิด มีเพียงแสงสว่างวาบจากการระเบิดในบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น"
"เพื่อนบ้านต่างแลกเปลี่ยนข้อความกันในกลุ่มแชตของคอนโด ทุกคนสับสนและไม่รู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น [และ] หวาดกลัวกับการที่มีระเบิด" เธอกล่าว
บีบีซีเวริฟาย (BBC Verify) ได้ตรวจสอบวิดีโอจำนวนหนึ่งที่แสดงให้เห็นการระเบิด เปลวเพลิง และควันไฟในสถานที่ต่าง ๆ รอบกรุงการากัส เพื่อระบุว่าสถานที่ใดบ้างที่เป็นเป้าหมายการโจมตี
เบื้องต้นบีบีซีเวริฟายได้ยืนยันสถานที่ใน 5 จุดที่ถูกโจมตี เช่น ฐานทัพอากาศเจเนรัลลิซซิโม ฟรานซิสโก เดอ มิรันดา, กองบินทหาร ลา การ์โลตา และท่าเรือลาไกวรา ซึ่งเป็นเส้นทางหลักจากกรุงการากัสออกสู่ทะเลแคริบเบียน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าการโจมตีส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศและเป้าหมายทางการทหารอื่น ๆ โดยทรัมป์ยังแนะนำให้สหรัฐฯ ตัดไฟในกรุงการากัสก่อนเริ่มภารกิจ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าทำอย่างไร
"แสงสว่างส่วนใหญ่ในกรุงการากัสถูกตัดด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะที่เรามี" เขากล่าว "มันมืดมิดและอันตรายถึงชีวิต"
"พวกเขารู้ว่าเรากำลังมา"
ในขณะที่เสียงการโจมตีดังขึ้นทั่วกรุงการากัส กองกำลังของสหรัฐฯ ก็เข้ามาที่เมืองหลวงแห่งนี้ แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าวซีบีเอส นิวส์ พันธมิตรของบีบีซีว่าในบรรดากองกำลังที่เข้ามายังรวมถึงหน่วยรบพิเศษเดลต้าฟอร์ซ (Delta Force) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษระดับสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ พวกเขาติดอาวุธหนักและถืออุปกรณ์หัวพ่นไฟในกรณีที่ต้องใช้ตัดผ่านประตูเหล็กในเซฟเฮาส์ของมาดูโร
พลเอกเคน เปิดเผยว่ากองกำลังสหรัฐฯ มาถึงพิกัดของมาดูโรไม่นานหลังการโจมตีเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 02.01 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยทรัมป์อธิบายเซฟเฮาส์ที่มาดูโรอยู่ว่าเป็น "ป้อมปราการ" ที่มีการเสริมกำลังทางการทหารอย่างแน่นหนาใจกลางกรุงการากัส "พวกเขาอยู่ในกระบวนท่าที่พร้อมรอรับเรา พวกเขารู้ว่าเรากำลังมา"
เมื่อทหารสหรัฐฯ เดินทางไปถึงพวกเขาก็ถูกยิงทันทีและเฮลิคอปเตอร์ของอเมริกาลำหนึ่งถูกโจมตีแต่ยังสามารถบินต่อได้ "กองกำลังจับกุมเคลื่อนพลเข้าไปในสถานที่ของมาดูโรและเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และมีวินัย" พลเอกเคน ระบุ
"พวกเขาแค่บุกเข้าไปข้างใน และพวกเขาบุกเข้าไปในที่ที่ไม่สามารถจะบุกได้ คุณรู้ไหม ประตูเหล็กที่ถูกติดตั้งไว้ตรงนั้นก็มีเพื่อการนี้" ทรัมป์กล่าว
หลังจากที่มีลปฏิบัติการดังกล่าวซึ่งนางซิเลีย ฟลอเรซ ภรรยาของมาดูโรถูกจับกุมไปด้วยแล้ว จึงเป็นช่วงเวลาที่รนายมาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เริ่มแจ้งให้สภาชิกสภาสหรัฐฯ ทราบถึงปฏิบัติการ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่นำมาซึ่งความโกรธเกรี้ยวจากบางคนในสภาคองเกรส
"ขอผมพูดให้ชัด นิโกลัส มาดูโร เป็นเผด็จการที่ไม่ชอบธรรมด้วยกฎหมาย แต่การเปิดปฏิบัติการทางการทหารโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสและไม่มีแผนการที่น่าเชื่อถือในการรับมือสิ่งที่จะตามมา คือความบ้าบิ่น" ชัค ชูเมอร์ สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูง ซึ่งเป็นผู้นำของพรรคในวุฒิสภาระบุ
ด้านนายรูบิโอระบุกับนักข่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า การแจ้งต่อสภาคองเกรสล่วงหน้าจะเป็นอันตรายต่อภารกิจ "สภาคองเกรสมีโอกาสที่จะปล่อยข่าว" ทรัมป์กล่าว "นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ดี"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในบริเวณที่พักของมาดูโร เมื่อกองกำลังชั้นยอดของสหรัฐฯ แทรกซึมเข้าไปได้แล้ว ทรัมป์ระบุว่าประธานาธิบดีเวเนซุเอลามีรายงานว่าได้เพิ่มการคุ้มกันจากบอดี้การ์ดชาวคิวบาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้พยายามจะหนีไปยังห้องหลบภัย "เขาพยายามจะไปยังสถานที่ปลอดภัย ซึ่งไม่ได้ปลอดภัยเพราะเราน่าจะระเบิดประตูออกได้ภายใน 47 วินาที" เขากล่าว
"เขาไปถึงประตูได้แล้ว แต่ปิดมันลงไม่ได้" ทรัมป์กล่าว "เขาถูกรวบตัวเร็วเสียจนเขาไม่ได้เข้าไปข้างใน [ห้อง] นั้น"
เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ อาจสังหารมาดูโร ผู้นำเผด็จการซึ่งเข้ารับตำแหน่งในปี 2013 ด้วยหรือไม่ หากเขาฝ่าฝืนการจับกุม ทรัมป์กล่าวว่า "มันก็อาจจะเกิดขึ้น" และทรัมป์กล่าวว่าฝ่ายของสหรัฐฯ มี เจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ 2-3 คนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีใครเสียชีวิต ขณะที่ทางการเวเนซุเอลายังไม่ยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้เสนอรางวัล 50 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,600 ล้านบาท) สำหรับข้อมูลที่จะนำไปสู่การจับกุมตัวมาดูโร แต่เมื่อเวลา 04.20 น. ของวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น เฮลิคอปเตอร์กลับขึ้นบินออกจากดินแดนเวเนซุเอลาโดยมีมาดูโรและภรรยาของเขาถูกควบคุมตัวไปด้วย
ทั้งคู่อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของกระทรวงยุติธรรม มุ่งหน้าตามเส้นทางไปยังนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาจะต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาทางอาญา
อีกเกือบหนึ่งชั่วโมงถัดมา ทรัมป์ก็ประกาศข่าวการจับกุมตัวเขาให้โลกรู้ "มาดูโรและภรรยาของเขาจะต้องเผชิญกับพลังแห่งความยุติธรรมของอเมริกาอย่างเต็มที่ในเร็ว ๆ นี้"
รายงานเพิ่มเติมโดยคริสโตบัล วาสเกซ













