ทรัมป์เผยจับผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยา นำตัวออกนอกประเทศ หลังสหรัฐฯ "โจมตีครั้งใหญ่" เมืองหลวง กรุงการากัส

ที่มาของภาพ, EPA/SHUTTERSTOCK
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ดำเนินการ "โจมตีครั้งใหญ่ต่อเวเนซุเอลา" และ "จับกุมผู้นำของประเทศ ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภรรยา" หลังจากช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นของเวเนซุเอลา ได้เกิดระเบิดในหลายพื้นที่ของกรุงการากัส เมืองหลวงประเทศ
ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์แถลงการณ์ดังกล่าวลงในทรูธโซเชียล (Truth Social) ระบุว่า "สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเวเนซุเอลา และผู้นำของประเทศ ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมกับภรรยา ถูกจับกุมและถูกส่งตัวออกนอกประเทศแล้ว"
แถลงการณ์ของทรัมป์กล่าวต่อไปว่า "ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ รายละเอียดต่าง ๆ จะตามมา จะมีการแถลงข่าววันนี้ (3 ม.ค.) เวลา 11.00 น. ที่บ้านพักในมาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้"
ผู้สื่อข่าวของบีบีซีรายงานว่ารายละเอียดการจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรนั้นยังเปิดเผยออกมาน้อยมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับซีบีเอส นิวส์ ว่าประธานาธิบดีมาดูโรถูกจับกุมตัวด้วยปฏิบัติการของหน่วยเดลต้าฟอร์ซ (Delta Force) ซึ่งเป็นหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายระดับสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ
สหรัฐฯ กล่าวหามาเป็นเวลานานว่าประธานาธิบดีมาดูโรเป็นผู้นำองค์กรค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ ซึ่งมาดูโรปฏิเสธตลอดมา
ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าประธานาธิบดีมาดูโรถูกจับกุมอย่างไร หรือถูกนำตัวไปที่ไหน ขณะที่ทางรัฐบาลเวเนซุเอลายังไม่ได้ยืนยันเรื่องนี้
สหรัฐฯ เคยเสนอเงินรางวัล 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,600 ล้านบาท) สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ยังรวมถึงการเสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในภูมิภาคตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการกระตุ้นให้คนในประเทศหันมาต่อต้านประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

ที่มาของภาพ, Getty Images
เกิดอะไรขึ้นในกรุงการากัส
เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ (3 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ผู้คนในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง ในขณะที่มีกลุ่มควันไฟพวยพุ่งขึ้นเหนือท้องฟ้าหลายจุด โดยรายงานการระเบิดยังรวมถึงพื้นที่ทางการทหาร ทำให้ชุมชนโดยรอบถูกตัดขาดจากไฟฟ้า
แหล่งข่าวของซีบีเอสนิวส์ พันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์รับทราบรายงานเกี่ยวกับการระเบิดและเครื่องบินที่บินอยู่เหนือกรุงการากัส ช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์
ในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับซีบีเอส นิวส์ด้วยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีเป้าหมายในเวเนซุเอลา รวมถึงฐานทัพทหารด้วย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์กดดันประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา มาหลายสัปดาห์ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวหาผู้นำเวเนซุเอลาว่าแทรกซึมเข้ามาในอเมริกาด้วยการค้ายาเสพติดและอาชญากรรม
ด้านรัฐบาลเวเนซุเอลา ออกแถลงการณ์ว่า "เวเนซุเอลาขอปฏิเสธ ไม่ยอมรับ และประณามต่อหน้าประชาคมระหว่างประเทศถึงการรุกรานทางทหารอย่างร้ายแรงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันกระทำต่อดินแดนเวเนซุเอลา"
ต่อมาประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ พร้อมประณามการโจมตีว่าเป็นความพยายามจากสหรัฐฯ ในการจะยึดน้ำมันและแหล่งแร่ธาตุในเวเนซุเอลา
หลังจากนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงในทรูธโซเชียลยืนยัน "การโจมตีครั้งใหญ่" และระบุว่าได้จับกุมผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยาแล้ว

ที่มาของภาพ, Reuters
ปฏิกิริยาจากเวเนซุเอลาหลังถูกโจมตี
แถลงการณ์จากรัฐบาลเวเนซุเอลาระบุว่า การโจมตีในกรุงการาสมีเป้าหมายเพื่อ "ยึดทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของเวเนซุเอลา โดยเฉพาะน้ำมันและแร่ธาตุ" และ "ทำลายเอกราชทางการเมืองของชาติด้วยการใช้กำลัง"
ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ได้ "ลงนามและสั่งการให้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาประกาศสถานการณ์ความไม่สงบภายนอกทั่วประเทศ"
เขายังได้สั่งให้ดำเนินการตามแผนป้องกันประเทศทั้งหมด "ในเวลาที่เหมาะสมและภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม" และเรียกร้อง "ให้กองกำลังทั้งภาคสังคมและการเมืองทั้งหมดดำเนินการตามแผนระดมพลและประณามการโจมตีแบบจักวรรดินิยมครั้งนี้"

ที่มาของภาพ, EPA/Shutterstock
ภายหลังการเปิดเผยของผู้นำสหรัฐฯ ว่าได้จับกุมประธานาธิบดีมาดูโรและภรรยาแล้ว เดลซี่ โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กล่าวว่ารัฐบาลไม่ทราบพิกัดว่านายมาดูโรและนางซิเลีย ฟลอเรซ สตรีหมายเลขหนึ่งอยู่ที่ใด และระบุด้วยว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาเรียกร้องให้ "แสดงหลักฐานยืนยันว่าทั้งสองคนยังมีชีวิตอยู่โดยทันที"
ด้านนายวลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ รัฐมนตรีกลาโหมของเวเนซุเอลา ประกาศระดมกำลังทหารทั่วประเทศโดยทันที
ในวิดีโอที่กล่าวในภาษาสเปน รมว.กลาโหม เรียกร้องให้คนในชาติรวมพลังเป็นแนวร่วมต่อต้าน "การรุกรานครั้งเลวร้ายที่สุด" ตั้งแต่เคยมีมาต่อเวเนซุเอลา พร้อมระบุว่าเวเนซุเอลากำลังปฏิบัติตาม "คำสั่งของมาดูโร" ที่ให้ระดมกำลังทหารทั้งหมดออกปฏิบัติการ
"พวกเขาโจมตีเรา แต่พวกเขาจะกำราบเราไม่ได้" รมว.กลาโหมเวเนซุเอลา กล่าว
รายงานเหตุระเบิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดสหรัฐฯ-เวนซุเอลา เพิ่มสูงขึ้น
วิล แกรนต์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคอเมริกากลางและคิวบา เปิดเผยว่ามีรายงานการระเบิดเกิดขึ้นหลายจุดในช่วงเวลาที่เกือบจะพร้อม ๆ กัน ภายในกรุงการากัส รวมถึงในพื้นที่ทางการทหาร
ผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า กองบินทหาร ลา การ์โลตา (La Carlota) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และฐานทัพฟูเอร์เต ติอูนา (Fuerte Tiuna) ซึ่งเป็นฐานทัพหลักได้รับความเสียหาย โดยมีภาพวิดีโอที่แสดงให้เห็นการระเบิดบริเวณสถานที่ทั้งสองแห่ง
ชุมชนโดยรอบหลายแห่งขาดไฟฟ้า และมีการรายงานซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันว่ามีเครื่องบินหลายลำบินเหนือน่านฟ้าของเมือง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาทวีความตึงเครียด เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงโจมตีทางการทหารต่อเรือสปีดโบ๊ทในทะเลแคริบเบียนซึ่งถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติด
สหรัฐฯ ระบุว่าประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ได้รับเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และตัวเขาเองก็มีความเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนยาเสพติดผ่านประเทศ
รัฐบาลเวเนซุเอลาระบุว่าการกระทำของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งรวมถึงการยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามบังคับให้ประธานาธิบดีมาดูโรลงจากอำนาจ และเข้ามาควบคุมน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา
ย้อนคำพูด ปธน.มาดูโร เคยบอกเปิดรับการเจรจากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับการค้ายาเสพติด
เมื่อวันพฤหัสบดี (1 ม.ค.) นายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กล่าวว่าเขาเปิดรับการพูดคุยเจรจากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับเรื่องการค้ายาเสพติดและน้ำมัน "ที่ใดก็ตามและเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาต้องการ"
ในการให้สัมภาษณ์กับช่องโทรทัศน์ของรัฐ ประธานาธิบดีมาดูโรยังหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคำแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าสหรัฐฯ ได้โจมตีท่าเทียบเรือในเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นการโจมตีครั้งแรกต่อเวเนซุเอลา โดยมีรายงานว่าดำเนินการโดยสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือซีไอเอ
ไม่กี่วันก่อนหน้าการให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีมาดูโร ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตี "บริเวณท่าเทียบเรือ" ที่เชื่อมโยงกับเรือของเวเนซุเอลาซึ่งถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติด พร้อมระบุว่ามีการ "ระเบิดครั้งใหญ่" ในจุดที่ "พวกเขาขนยาเสพติดขึ้นเรือ"
การโจมตีเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อผู้นำเวเนซุเอลาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยทรัมป์กล่าวหาว่ามาดูโร "ล้างนักโทษออกจากคุกและปล่อยผู้ป่วยโรงพยาบาลจิตเวชออกทั้งหมด" และ "บังคับ" ผู้ต้องขังให้อพยพมายังสหรัฐฯ รวมถึงใช้เงินจากน้ำมันไปสนับสนุนอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ตั้งแต่เดือน ก.ย. ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็นเรือลักลอบขนยาเสพติดมาแล้ว 30 ครั้ง โดยมุ่งเป้าไปที่เรือในมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน
มีคนถูกสังหารกว่า 110 คนนับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มเปิดฉากโจมตีเรือต่าง ๆ ในน่านน้ำสากล ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. ปีที่แล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
วิล แกรนต์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคอเมริกากลางและคิวบา ชี้ว่านี่เป็นการเสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในทวีปอเมริกา นับตั้งแต่สงครามเย็น แล้วทั้งสองชาติดำเนินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
- อันดับแรก มีการโจมตีเรือสปีดโบ๊ทหลายลำซึ่งถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติดผ่านน่านน้ำของเวเนซุเอลา
- จากนั้นเหตุการณ์ได้ขยายไปยังทะเลแคริบเบียนด้านตะวันออก มหาสมุทรแปซิฟิก และพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งจนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 110 ราย
- กองทัพสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรไปแล้ว 2 ลำ และกำลังติดตามเรือลำที่ 3
- ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวถึงการโจมตีทางบกครั้งแรก
- บีบีซียังมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมาก และอยู่ระหว่างตรวจสอบคำให้การของพยาน และเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในรัฐซูเลีย ซึ่งเป็นรัฐที่ร่ำรวยน้ำมันของเวเนซุเอลา
นิโกลัส มาดูโร คือใคร เหตุใดจึงถูกสหรัฐฯ จับตัว
นิโกลัส มาดูโร ก้าวขึ้นมีบทบาทสำคัญในทางการเมืองภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ที่มีแนวคิดฝ่ายซ้าย และพรรคสังคมนิยมแห่งเวเนซุเอลาหรือพีเอสยูวี (United Socialist Party of Venezuela-PSUV)
ในอดีต เขาเคยเป็นพนักงานขับรถเมล์ และยังมีตำแหน่งอันยาวนานในสหภาพแรงงานของเวเนซุเอลา ก่อนที่เขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเวเนซุเอลาครั้งแรกด้วยคะแนนเสียงที่ชนะคู่แข่งอย่างเฉียดฉิวในเดือน เม.ย. 2013 โดยเป็นการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากนายฮูโก ชาเวซ หลังจากนายชาเวซถึงแก่อสัญกรรมในเดือน มี.ค. ปีเดียวกัน
นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจ เขาถูกกล่าวหาว่า บ่อนทำลายประชาธิปไตยและละเมิดสิทธิมนุษยชน
ตลอด 11 ปีที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก่อนการเลือกตั้งในปี 2024 นายมาดูโรสามารถจัดการกับฝ่ายค้านได้หลายครั้ง โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้นำฝ่ายค้านที่โจมตีกันเองแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การเอาชนะเขา
รัฐบาลของมาดูโรชอบแสดงตัวว่าเป็นตัวแทนของชาวเวเนซุเอลาส่วนใหญ่ซึ่งสนับสนุนให้รัฐบาลของเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหลายครั้งและทำให้พวกเขาอยู่ในอำนาจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1999
ผู้ที่ไม่ชื่นชอบเขามักจะล้อเลียนจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อยของเขาในฐานะคนขับรถเมล์
ทว่า ชายผู้นี้ใช้ภูมิหลังของเขาให้เป็นประโยชน์ ปลูกฝังภาพลักษณ์ของ "คนของประชาชน" โดยการเต้นซัลซ่ากับภรรยาในระหว่างรายการทีวีที่เขาพูดยืดยาว และไม่เคยพลาดโอกาสที่จะตีเบสบอล ขว้างบาสเก็ตบอล หรือขึ้นชกกับนักมวย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
นายมาดูโรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่ปี 2006 จนถึงปี 2013 และเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีเมื่อนายชาเวซถึงแก่อสัญกรรมในเดือน มี.ค. 2013 โดยเขาชนะการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการจากไปของประธานาธิบดีชาเวซด้วยคะแนนเสียงที่ไม่ได้ชนะขาด
ในปี 2018 นายมาดูโรชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวว่า ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม
ต่อมาในปี 2024 มาดูโรได้รับการประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง ถึงแม้ว่าผลการนับคะแนนที่รวบรวมโดยฝ่ายค้านจะบ่งชี้ว่านายเอดมุนโด กอนซาเลซ ผู้สมัครของฝ่ายตนมีคะแนนมากกว่าแบบแลนด์สไลด์ก็ตาม

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ในยุคสมัยปัจจุบัน นายมาดูโรมีความขัดแย้งกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาหลายแสนคนเดินทางเข้าไปยังสหรัฐฯ ตลอดจนการต่อสู้กับการทะลักเข้ามาของยาเสพติด โดยเฉพาะเฟนทานิลและโคเคนที่เข้าไปในสหรัฐฯ
ทรัมป์ได้ขึ้นบัญชีให้แก๊งยาเสพติด 2 กลุ่ม ได้แก่ เทรน เด อารากัว (Tren de Aragua) และคาร์เตล เด โลส โซเลส (Cartel de los Soles) เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ พร้อมกล่าวหาว่ากลุ่มคาร์เตล เด โลส โซเลส มีผู้นำคือนายมาดูโร
สหรัฐฯ เคยเสนอเงินรางวัล 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,600 ล้านบาท) สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร
มาดูโรปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ได้เป็นผู้นำของแก๊งยาเสพติดแก๊งดังกล่าว และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ใช้ "สงครามต่อต้านยาเสพติด" เป็นข้ออ้างในการโค่นเขาลงจากอำนาจและเข้ามาควบคุมน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา











