นิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา 'ผู้ถูกเลือก' โดยอดีตผู้นำมากบารมี สู่การถูกทรัมป์โค่นล้ม

An illustration of Nicolás Maduro in black and white on a yellow background.

ที่มาของภาพ, Daniel Arce/BBC

    • Author, แดเนียล การ์เซีย มาร์โก, อังเคล เบอร์มูเดซ และโฆเซ่ คาร์ลอส คูเอโต
    • Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)

เมื่อนิโกลัส มาดูโร ขึ้นสืบทอดตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ในปี 2013 ชาวเวเนซุเอลาเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับผู้นำคนนี้ไว้เป็นอย่างดีแล้ว เพราะเขาเป็นผู้ถูกเลือกไว้ก่อนแล้วจากผู้นำประเทศผู้มีบารมีคนก่อนหน้า ให้มารับช่วงต่อในการขึ้นกุมอำนาจของประเทศ

ช่วงปลายปี 2012 อดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เดินทางไป ๆ มา ๆ ระหว่างกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา และกรุงฮาวานาเมืองหลวงของคิวบาอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งในที่สุดได้คร่าชีวิตของเขา แต่ก่อนหน้านั้น เขาได้ปรากฏตัวทางโทรทัศน์แห่งชาติเพื่อประกาศชื่อผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา

ต่อหน้ากล้อง ชาเวซประกาศว่าหากเขาไม่สามารถทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีได้อีกต่อไป รองประธานาธิบดีมาดูโรในขณะนั้น ไม่เพียงแต่ควรดำรงตำแหน่งจนครบวาระตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังควรได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในการเลือกตั้งครั้งใหม่ด้วย

สำหรับชาเวซ เขามองมาดูโรว่าเป็นคนเดียวที่ควรจะสืบทอดโครงการทางการเมืองของเขาต่อไปนั่นคือ การปฏิวัติโบลิบาร์ (Bolivarian Revolution) เพราะมองว่ามาดูโรเป็นคนที่ยึดแนวทางสายปฏิบัติมากกว่าการยึดแนวทางสุดโต่ง สามารถปรับตัวได้ดีทั้งบนเวทีชุมนุมตามท้องถนนด้วยชุดลำลองสบาย ๆ และในการประชุมอย่างเป็นทางการที่สวมสูทและเนกไท

นี่เป็นผลลัพธ์อันโดดเด่นสำหรับมาดูโรที่ได้ก่อร่างเส้นทางการเมืองของเขาขึ้นมาจากการเคยถูกดูถูก ด้วยภูมิหลังที่ถูกมองว่าเป็นคนเถื่อนและได้รับการศึกษาในระบบมาน้อย

ในอดีต เขาเคยเป็นพนักงานขับรถเมล์ และยังมีตำแหน่งอันยาวในสหภาพแรงงานของเวเนซุเอลา ก่อนที่เขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเวเนซุเอลาครั้งแรกด้วยคะแนนเสียงที่ชนะคู่แข่งอย่างเฉียดฉิวในเดือน เม.ย. 2013

นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจ เขาถูกกล่าวหาว่า บ่อนทำลายประชาธิปไตยและละเมิดสิทธิมนุษยชน

อันที่จริงแล้วดูเหมือนว่าเขาจะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีจากสถานการณ์เช่นนั้น ไปจนถึงช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

มาดูโรเป็นผู้ประกาศการเสียชีวิตของชาเวซในเดือน มี.ค. 2013 การถึงแก่อสัญกรรมของอดีตผู้นำอันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจซึ่งพึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก กำลังเริ่มสั่นคลอนอย่างน่ากังวล

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือ กลียุคทางสังคมและการเมืองนานนับทศวรรษ ที่ถูกกระหน่ำซ้ำจากวิกฤตต่าง ๆ ระบอบการปกครองแบบเผด็จการของมาดูโรถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งในและนอกประเทศ รวมไปถึงการรักษาอำนาจที่สั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ

Nicolás Maduro and Hugo Chávez during a joint press conference in Paris

ที่มาของภาพ, Antoine Gyori/AGP/Corbis via Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาดูโร (ซ้าย) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อจากฮูโก ชาเวซ (ขวา) ไม่นานก่อนที่ชาเวซจะเสียชีวิต

ประธานาธิบดีท่ามกลางวิกฤต

ความท้าทายที่มาดูโรเผชิญอยู่เสมอมักเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวง เขาไม่เพียงแต่ต้องเดินตามรอยชาเวซผู้มากบารมีและสร้างความจงรักภักดีอย่างลึกซึ้งเช่นเดียวกับที่ชาเวซได้รับ แต่ยังต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงอีกด้วย

ในช่วงปีท้าย ๆ ของชาเวซ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาคถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มตกต่ำลง

หลังจากนายชาเวซถึงแก่อสัญกรรม การขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้งการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราก็ตกเป็นภาระหน้าที่ของมาดูโร

อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะผู้นำที่ไม่เด็ดขาดเท่ากับผู้นำคนก่อน และการอยู่ท่ามกลางกลุ่มต่าง ๆ ที่ขัดแย้งแก่งแย่งกัน การปฏิรูปของมาดูโรจึงประสบกับความล้มเหลว

ในปี 2014 ราคาน้ำมันโลกทรุดตัวลง กระตุ้นให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อเวเนซุเอลาจนถึงปัจจุบันนี้

Migrants speak with members of Panama’s National Border Service as they attempt to cross the border between Panama and Costa Rica

ที่มาของภาพ, PAUL MONTENEGRO/AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประเมินว่ามีชาวเวเนซุเอลาเกือบ 8 ล้านคนที่ออกนอกประเทศนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2014

ในตอนนั้นนักวิเคราะห์หลายคนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าล้มเหลวในการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

พวกเขายังตกตะลึงกับการที่มาดูโรแต่งตั้งเอานายทหารระดับสูงมานั่งบริหารส่วนงานด้านการบริหารประเทศในตำแหน่งหลัก ๆ โดยมอบอำนาจให้พวกเขาเหล่านั้นดูแลการนำเข้าอาหารและสินค้าจำเป็นขั้นพื้นฐาน รวมถึงการบริหารงาน PDVSA บริษัทน้ำมันของรัฐซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ

แม้ว่าอิทธิพลของกองทัพจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ความไม่สงบยังคงดำเนินต่อไปภายในค่ายทหาร ซึ่งรวมทั้งการเกิดการสมคบคิดต่าง ๆ นานา ความตึงเครียดภายใน และการจับกุม นับตั้งแต่ช่วงปีแรก รัฐบาลของมาดูโรดูเหมือนจะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลา

ความท้าทายใหญ่

ในปี 2015 ขณะที่วิกฤตของประเทศกำลังกินลึกขึ้น ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาชนะการเลือกตั้งและสามารถครองเก้าอี้ส่วนใหญ่ในสภาแห่งชาติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1999 นั่นหมายความว่าฝ่ายค้านสามารถผ่านกฎหมายและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐตำแหน่งต่าง ๆ โดยไม่ต้องมีการสนับสนุนจากพรรครัฐบาล

ด้วยการคาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้ว มาดูโรจึงแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ภักดีต่อตนเองก่อนที่สภาชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งต่อมาผู้พิพากษาเหล่านั้นได้ขัดขวางอำนาจของสภา สั่งพักงานสมาชิกสภาฝ่ายค้าน 3 คน เพื่อป้องกันไม่ให้ได้เสียงข้างมาก และต่อมาได้ประกาศให้สภาเป็นฝ่ายละเมิดอำนาจศาล ทำให้การตัดสินใจของสภาเป็นโมฆะ

รัฐบาลในชาติต่าง ๆ ในแถบละตินอเมริกากล่าวประณามการกระทำเหล่านี้ ทว่าในช่วงปลายปี 2016 ศาลได้ขัดขวางทั้งการออกเสียงประชามติถอดถอนมาดูโรและความพยายามการนำตัวเขาไปขึ้นศาลคดีทางการเมือง

ต่อมาในเดือน มี.ค. 2017 ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลก่อ "รัฐประหาร"

Nicolás Maduro delivering a speech against Trump amid the political and social crisis of 2017. He wears a red shirt and points towards the camera with both hands.

ที่มาของภาพ, Carlos Becerra/Anadolu Agency/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์เคยพยายามบีบให้มาดูโรลงจากอำนาจ นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยแรก

ถึงแม้ว่าศาลฎีกาจะกลับคำพิพากษาของตัวเองภายใน 72 ชั่วโมง ทว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว

ความโกรธเคืองของสาธารณชนแผ่กระจายเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดการประท้วงยาวนาน 4 เดือน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตราว 120 คน อันเนื่องมาจากรัฐบาลตอบโต้ด้วยการปราบปรามการชุมนุม และยังจัดตั้งการชุมนุมขนาดใหญ่เพื่อแสดงการสนับสนุนรัฐบาลเองด้วย

กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการจัดการเลือกตั้งระดับภูมิภาค ซึ่งทำให้ฝ่ายค้านแตกแยกกันในเรื่องการเข้าร่วมเลือกตั้งเหล่านี้ รัฐบาลยังตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (Constituent Assembly) สภานิติบัญญัติอีกองค์กรหนึ่งที่มีสถานะเหนือว่าสภาแห่งชาติ แต่มีความโอนเอียงเข้ากับฝ่ายรัฐบาล โดยการเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งนั้นเต็มไปด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกง

ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยการปราบปราม ความอ่อนล้าของการจัดชุมนุมประท้วง และความดื้อแพ่งของรัฐบาล ได้ช่วยให้มาดูโรสามารถรอดพ้นจากช่วงเวลาอันวุ่นวายนี้ไปได้

มาดูโร และ ฮวน กวยโด ผู้เป็นคู่ปรับ

เดือน ม.ค. 2019 มาดูโรเข้าสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 หลังจากชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน พ.ค. 2018

พิธีสาบานตนจัดขึ้นโดยที่ฝ่ายค้านส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าร่วม และถูกสหรัฐฯ มองว่าเป็นการขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยการฉ้อโกง

นอกจากนี้ยังไม่มีสมาชิกของสหภาพยุโรปเข้าร่วม และชาติในละตินอเมริกากว่าครึ่งหนึ่งก็ไม่ได้เข้าร่วมในพิธีเช่นกัน

ฝ่ายค้านตอบโต้ว่า ตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลง และตามรัฐธรรมนูญแล้วประธานสภาแห่งชาติก็ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ นายฮวน กวยโด ผู้นำฝ่ายค้านจะเข้ารับตำแหน่งและจัดการเลือกตั้งภายในระยะเวลา 30 วัน

กวยโดเป็นผู้นำที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ให้การยอมรับ เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรปและละตินอเมริกา

Juan Guaidó during a press conference in Florida in 2023

ที่มาของภาพ, Eva Marie Uzcategui/Bloomberg via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในความพยายามรักษาอำนาจภายในเวเนซุเอลา กวยโดเป็นอีกอุปสรรคหนึ่งที่มาดูโรสามารถก้าวผ่านไปได้

จากนั้นทรัมป์ก็ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่ออุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ

การผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาลดต่ำลงอย่างรุนแรง ขณะที่รัฐบาลมาดูโรสูญเสียการควบคุมในทรัพย์สินของตนซึ่งคิดเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเวเนซุเอลาถือครองไว้ทั่วโลก

เช้าตรู่ของวันที่ 30 เม.ย. ฮวน กวยโด พร้อมด้วยคณะทหาร และลีโอปอลโด โลเปซ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนลงถนน

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนของกองทัพต่อรัฐบาลของมาดูโรไม่ได้เกิดการแตกแถวอย่างมีนัยสำคัญ และภายใต้ภัยคุกคามจากการถูกจับกุมอย่างต่อเนื่อง ภัยคุกคามของกวยโดก็ค่อย ๆ จางหายไปในที่สุด

แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น

อำนาจของมาดูโรอ่อนแอลงอย่างมากในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเวเนซุเอลาเมื่อเดือน ก.ค. 2024 และการกลับเข้าทำเนียบขาวของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว

มาดูโรถูกประกาศให้เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการที่ตรวจสอบแล้วกลับไม่ถูกเผยแพร่ออกมา

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายค้านกลับเผยแพร่เอกสารผลการนับคะแนนมากกว่า 80% ที่แสดงให้เห็นว่าผู้สมัครของพรรคคือ เอดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเทีย เป็นผู้ชนะอย่างชัดเจน

María Corina Machado wears a light-coloured suit and smiles at a Nobel Peace Prize event.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาเรีย คอรินา มาคาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2025

รอยแตกแยกขนาดใหญ่เริ่มปรากฏให้เห็นในกลุ่มฐานเสียงผู้สนับสนุนมาดูโร

ชาวเวเนซุเอลาหลายพันคน รวมทั้งกลุ่มที่เคยเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลมาก่อน ลงประท้วงตามท้องถนน ทำให้รัฐบาลตอบโต้ด้วยการจับกุมผู้ชุมนุมกว่า 2,000 คน จากตัวเลขที่ทางการเปิดเผย

เอดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเทีย ได้ลี้ภัยไปยังสเปน ขณะที่ มาเรีย คอรินา มาคาโด ผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งถูกห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องหลบหนีไปซ่อนตัว ทว่าเธอกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในเดือน ธ.ค. 2025 เพื่อรับรางวัลโนเบลสันติภาพที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

การกลับทำเนียบขาวของทรัมป์ในสมัยที่ 2 ยิ่งทำให้แรงกดดันต่อมาดูโรเพิ่มสูงขึ้น และมาพร้อมกับยุทธศาสตร์อันแข็งกร้าวเพื่อต่อสู้กับการค้ายาเสพติดในภูมิภาคละตินอเมริกา จากนั้นไม่นานทรัมป์ก็กล่าวหาว่ามาดูโรเป็นผู้นำเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ภายในกองทัพเวเนซุเอลา ซึ่งทางมาดูโรได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการซึ่งทรัมป์เรียกว่า "กองเรือที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของอเมริกาใต้" ไปประจำการโดยรอบประเทศเวเนซุเอลา พร้อมด้วยกำลังทหารประมาณ 15,000 นาย

A fire at Fuerte Tiuna, Venezuela’s largest military complex, can be seen from a distance following a series of explosions in Caracas on January 3, 2026

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, สหรัฐฯ โจมตีที่เป้าหมายทางการทหารของเวเนซุเอลาเมื่อ 3 ม.ค. 2026

กองกำลังของสหรัฐฯ เริ่มโจมตีเรือหลายลำที่ถูกกล่าวหาว่าขนถ่ายยาเสพติด อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 110 รายนับตั้งแต่เดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งเหล่าองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างระบุว่านี่คือ "การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม"

ไม่กี่วันก่อนที่มาดูโรจะถูกจับตัว โรซานนา วิจิล นักวิจัยด้านความมั่นคงแห่งชาติแห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวกับบีบีซีว่า การลงไปประจำการของทหารสหรัฐฯ ในแถบแคริบเบียน ทำให้ตัวเลือกของมาดูโรในการเจรจาเพื่อแก้ไขวิกฤตนี้ลดลงอย่างมาก

ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะจบลงด้วยความเร้าใจ เมื่อชายผู้ที่ฮูโก ชาเวซ เลือกด้วยตัวเองเพื่อให้สานต่อการปฏิวัติในเวเนซุเอลา กำลังเผชิญกับผลของการกระทำในห้องพิจารณาคดีที่นครนิวยอร์ก