เข้าใจการอภิปราย พ.ร.บ.งบฯ ปี 67 ผ่าน 6 คำศัพท์เกี่ยวกับรายจ่ายรัฐบาล

    • Author, ธัญวัฒน์ อิพภูดม และ จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณประจำปี 2567 ในวันที่ 3-5 ม.ค. นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเสนองบประมาณประจำปี “ครั้งแรก” ของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนจะได้จับตาว่ารัฐบาลจะนำ “เงินแผ่นดิน” ไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย

การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2567 ในครั้งนี้ มีคำศัพท์เกี่ยวกับการเงินการคลังที่น่าสนใจ และหากท่านผู้อ่านเข้าใจคำแต่ละคำละเอียดขึ้น ก็น่าจะทำให้สามารถเข้าใจการอภิปรายตลอด 3 วันนี้ได้มากขึ้นไม่น้อย

บีบีซีไทยสรุป 6 คำศัพท์ที่สำคัญที่ปรากฏในการอภิปราย พ.ร.บ.งบฯ 67 ดังนี้

เศรษฐาแจงงบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ชี้แจงสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2567 ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ

ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ คือร่างกฎหมายที่รัฐบาลจัดทำขึ้นมา เพื่อกำหนดว่าในปีงบประมาณต่อไปนั้น รัฐได้วางแผนนำเงินที่ได้จาก “ภาษี” ของประชาชน รวมถึงรายได้จากแหล่งอื่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลเคยประกาศไว้อย่างไร

สำหรับร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 นี้ รัฐบาลจัดทำเป็นวงเงิน 3,480,000 ล้านบาท ซึ่งสูงขึ้นจากปีงบประมาณที่แล้ว 9.3% ถือเป็นการเพิ่มวงเงินงบประมาณในสัดส่วนที่มากที่สุดในรอบ 5 ปี

สถิติงบประมาณย้อนหลัง 5 ปี

  • ร่าง งบประมาณปี 2567: 3,480,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9.3%)
  • งบประมาณปี 2566: 3,185,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.74%)
  • งบประมาณปี 2565: 3,100,000 ล้านบาท (ลดลง 5.66%)
  • งบประมาณปี 2564: 3,285,962 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.69%)
  • งบประมาณปี 2563: 3,200,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6.67%)
  • งบประมาณปี 2562: 3,000,000 ล้านบาท (ลดลง 1.65%)

ทั้งนี้ หากสภาผู้แทนราษฎมีมติไม่รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ รัฐบาลในฐานะผู้เสนอกฎหมายจะต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามธรรมเนียมปฏิบัติของระบอบรัฐสภา

สำหรับภารกิจของรัฐบาลในการเข็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณให้ผ่านวาระที่หนึ่ง จำเป็นต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง โดยขณะนี้ ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลมีทั้งหมด 314 เสียง

โดยทั่วไปแล้ว พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเริ่มต้นมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. ถึงวันที่ 30 ก.ย. ของปีถัดไป ดังนั้น โดยปกติแล้วการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จึงมักเกิดขึ้นในช่วงกลางปี

แต่สำหรับปีนี้ เนื่องด้วยการจัดตั้งรัฐบาลที่ยืดเยื้อจึงทำให้การนำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต่อรัฐสภาต้องเกิดขึ้นในเดือน ม.ค. แทน และคาดว่ากว่าจะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ฉบับนี้แล้วเสร็จคือในช่วงต้นเดือน เม.ย. ดังนั้นในขณะนี้รัฐบาลจึงได้ใช้งบประมาณรายจ่ายของปี 2566 ไปพลางก่อน

มีข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลไทยมักจะใช้แนวทางที่เรียกว่า “Incremental Budgeting” ที่หมายถึงการพิจารณาการวางแผนใช้งบประมาณของปีที่กำลังจะมาถึง โดยมีฐานคิดจากปีก่อนหน้าเป็นหลัก ส่งผลให้การพิจารณางบจะเน้นปรับเพิ่มและลดจากงบที่เป็นอยู่ในอดีต

ขณะที่ทางฝั่งพรรคก้าวไกลเคยเสนอการจัดทำงบประมาณด้วยแนวคิด “งบประมาณฐานศูนย์” (Zero-Based Budgeting) ซึ่งหมายถึง การเริ่มต้นวางแผนการใช้งบประมาณจากฐานศูนย์ในทุกปี โดยการปรับเพิ่มหรือลดจะไม่อ้างอิงกับงบที่เคยอนุมัติไปเมื่อปีงบประมาณที่ผ่านมา แต่พิจารณาจากความเร่งด่วน และขนาดของปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญ

ข้าราชการ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, รายการที่ถูกจัดสรรในงบกลางมากที่สุดคือ เงินเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ

งบกลาง

งบกลางเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่เป็นงบที่ถูกแยกออกมาสำรองไว้ โดยไม่ระบุว่าจะจัดสรรให้หน่วยงานใด ซึ่งตามปกติแล้ว ฝ่ายบริหารจะเป็นผู้อนุมัติงบกลางให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปใช้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือปัญหาเฉพาะหน้าต่าง ๆ ที่ต้องใช้งบประมาณอย่างเร่งด่วน

สำหรับปีนี้ รัฐบาลได้ตั้งงบกลางไว้ที่ 606,765 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 16,295 ล้านบาท ประเด็นนี้ถูกตั้งคำถามโดย นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณว่า เป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ให้กับนายกฯ หรือไม่ โดยตั้งข้อสังเกตว่า งบกลางมักเป็นงบที่ตรวจสอบการใช้ได้ยากที่สุด

อย่างไรก็ตาม “ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ.2562” ได้ระบุว่า การขอรับอนุมัติงบกลางสามารถทำได้ใน 4 กรณี คือ

  • เป็นค่าใช้จ่ายในกรณีเกิดสถานการณ์กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ
  • กรณีภัยพิบัติ
  • กรณีงบเดิมที่ได้รับการจัดสรรไว้ไม่เพียงพอ และมีความจำเป็นของรัฐต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว
  • กรณีเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ แต่มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วน

เอกสารวิชาการจากสำนักงบประมาณของรัฐสภาได้สืบค้นถึงการจัดสรรงบกลางในช่วงปีงบประมาณ 2557-66 โดยพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีการจัดสรรงบกลางไป 4.96 ล้านล้านบาท คิดเป็นเฉลี่ย 4.96 แสนล้านบาทต่อปี

งบกลางย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา มีดังนี้

  • งบกลางปี 2566 : 590,470 ล้านบาท
  • งบกลางปี 2565 : 587,409 ล้านบาท
  • งบกลางปี 2564 : 614,616 ล้านบาท
  • งบกลางปี 2563 : 607,223 ล้านบาท
  • งบกลางปี 2562 : 471,532 ล้านบาท
  • งบกลางปี 2561 : 430,183 ล้านบาท
  • งบกลางปี 2560 : 460,747 ล้านบาท
  • งบกลางปี 2559 : 477,268 ล้านบาท
  • งบกลางปี 2558 : 383,625 ล้านบาท
  • งบกลางปี 2557 : 343,131 ล้านบาท

โดยรายการที่ถูกจัดสรรงบกลางไปให้มากที่สุดในช่วง 10 ปีทีผ่านมา คือเงินเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ 2.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 45.24% หรือเฉลี่ย 2.24 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งรายงานของสำนักงบประมาณของรัฐสภามองว่า ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนว่าสังคมไทยมีข้าราชการเกษียณจำนวนมาก และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น

สำหรับเหตุผลที่เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ถูกนำมาใส่ไว้ในงบกลางนั้น เป็นไปตามที่ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ระบุถึงหลักการตั้งงบประมาณงบกลางว่า เป็นงบประมาณที่ไม่อาจจัดสรรหรือไม่สมควรจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้โดยตรง

ขณะที่สำนักงบประมาณ เคยอธิบายว่า เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ รวมถึงเงินช่วยเหลือข้าราชการต่าง ๆ นั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถกำหนดจำนวนของเป้าหมายได้ จึงทำให้ไม่สามารถประมาณค่าใช้จ่ายของแต่ละส่วนราชการได้ใกล้เคียงความเป็นจริง

นอกจากเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญแล้ว งบกลางยังแบ่งแยกย่อยได้เป็นหลายประเภท เช่น เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ, เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ, เงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ, ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ, เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

ผศ.สิทธิกร นิพภยะ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตผ่านบทความบนเว็บไซต์เศรษฐสารว่า ในช่วงหลังมานี้รัฐบาลมักจะตั้งงบรายการเงินสำรองกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งเป็นรายจ่ายส่วนหนึ่งในงบกลางมากเกินไป

ยกตัวอย่าง ในปีงบประมาณ 2560 ที่มีสัดส่วนการเบิกจ่ายงบรายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของงบกลางเพียง 12 % เท่านั้น

ผศ.สิทธิกร มีข้อเสนอว่าการตั้งงบสำหรับเงินสำรองฉุกเฉินไว้มากเกินไป ย่อมจะทำให้เสียโอกาสที่จะจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยรับงบกลางส่วนอื่น ๆ ไปโดยปริยาย

สำหรับงบกลางในส่วนของเงินสำรองฉุกเฉินในปีนี้ รัฐบาลได้ตั้งเอาไว้ที่ 98,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 6.60%

Financial discipline

ที่มาของภาพ, Getty Images

วินัยการเงินการคลัง

ที่ผ่านมาคำว่า “วินัยการเงินการคลัง” มักถูกหยิบมาใช้เพื่อวิจารณ์นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง

ฐานข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้า ให้คำนิยามว่า วินัยการเงินการคลัง หมายถึง “การควบคุมการใช้จ่ายและผลการดำเนินงานทางการคลังของรัฐบาล อาทิ รายจ่าย การก่อหนี้ ตลอดจนภาระผูกพันทางงบประมาณอื่นของรัฐบาล ฯลฯ เพื่อให้เป็นไปตามระดับที่กฎหมายกำหนด และไม่เป็นภาระต่องบประมาณในอนาคต”

อธิบายให้ง่ายที่สุด วินัยการเงินการคลัง ก็คือการควบคุมรายจ่ายให้เหมาะสมกับรายรับมากที่สุด

คำ ๆ นี้ยังถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ด้วยเช่นกัน โดยกำหนดเอาไว้ว่า “รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมาย”

เอกสารเรื่อง “วินัยการเงินการคลังของรัฐ” โดยสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า วินัยการเงินการคลัง มีเพื่อให้รัฐสามารถลดผลกระทบจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดความสูญเสียจากภาวะตลาด และความผันผวนในกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากความเสี่ยงเกี่ยวกับหนี้สาธารณะ

ขณะที่บทความเรื่อง “การรักษาวินัยการคลังในระบอบประชาธิปไตยเลือกตั้ง” โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุถึงความสำคัญของการมีวินัยการคลัง ว่าจะช่วยให้รัฐบาลพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวได้ และสามารถเพิ่มศักยภาพการดูแลประชาชน การรักษาความมั่นคงด้านการทหารและตำรวจ รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย และผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจหรือวิกฤตอื่น ๆ เช่นภาวะโลกร้อนได้

ในอีกด้านหนึ่ง การขาดวินัยการคลังก็ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานะทางการคลังของรัฐด้วยเช่นกัน โดยรายงานเรื่อง “การศึกษาวินัยการคลังของประเทศไทย (อดีตสู่ปัจจุบันและแนวทางในการเสริมสร้างวินัยการคลังตามหลักสากล” ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุเอาไว้ว่า การขาดวินัยการคลังเป็นปัญหาที่เกิดจากการที่รัฐใช้อำนาจตามดุลยพินิจ โดยขาดความระมัดระวัง ไม่รอบคอบในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน และรัฐมีอิสระในการใช้จ่ายมากจนเกินไป จนเป็นผลให้รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินเกินความจำเป็น

สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2567 นี้ รัฐบาลได้ประเมินรายได้อยู่ที่ 2.78 ล้านล้านบาท ขณะที่มีรายจ่าย 3.48 ล้านล้านบาท ส่งผลให้เป็นปีที่รัฐใช้งบประมาณแบบ “ขาดดุล” เพราะมีรายได้น้อยกว่ารายจ่ายกว่า 7 แสนล้านบาท

โดยสำนักงบประมาณของรัฐสภาระบุผ่านรายงานวิชาการว่า การที่รายจ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นมากกว่าการจัดเก็บรายได้ หรือที่เรียกว่า “การขาดดุลงบประมาณ” มาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะยังอยู่ในกรอบของวินัยการคลัง แต่ในอีกทางหนึ่งก็จะส่งผลต่อภาระงบประมาณในการชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยจากการก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

Covid19

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 70% ของ GDP

หนี้สาธารณะ

หนี้สาธารณะ คือ การกู้ยืมเงินของรัฐบาลโดยตรงและหนี้ของรัฐวิสาหกิจเฉพาะที่รัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน จึงมีฐานะเทียบเท่าหนี้ของประเทศ โดยวัตถุประสงค์การก่อหนี้สาธารณะก็เพื่อพัฒนาประเทศ เพื่อการลงทุน ชดเชยงบประมาณขาดดุล หรือเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดกรอบบริหารหนี้สาธารณะไว้ว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต้องไม่เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะล่าสุด ณ เดือน พ.ย. 2566 อยู่ที่ประมาณ 11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 61.88% ของ GDP

ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง จำนวนเงินมากกว่า 9 ล้านล้านบาท ซึ่งข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ระบุว่า หลัก ๆ เป็นหนี้ในประเทศ ได้แก่

  • เงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และการบริหารหนี้ จำนวน 6.86 ล้านล้านบาท
  • เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. COVID-19 พ.ศ. 2563 จำนวน 8.58 แสนล้านบาท
  • หนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 6.25 แสนล้านบาท

ก่อนหน้านี้ เพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ไม่เกิน 60% ของ GDP ซึ่งเป็นกรอบที่กำหนดมานานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง จากนั้นในปี 2564 ได้ขยับเพดานเป็น 70% ของ GDP เพื่อกู้ยืมเงินมาสู้กับวิกฤตโควิด-19

และเมื่อดูข้อมูลย้อนหลัง พบว่ารัฐบาลต้องพึ่งพาการกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด ซึ่งนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยอภิปรายประเด็นหนี้สาธารณะเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2565 ว่า ประเทศไทยเคยผ่านการก่อหนี้ต่อ GDP เพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ถึง 3 ครั้งด้วยกัน ได้แก่

ครั้งแรกปี 2543 ผลต่อเนื่องจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะนั้นประเทศไทยมีหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 59.98% จากเดิมในปี 2542 อยู่ที่ระดับ 47.84 % ดังนั้น รัฐบาลนายชวน หลีกภัย จึงออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท จำนวน 2 ฉบับ เพื่อรักษาเสถียรภาพของสถาบันการเงิน

ครั้งที่สองในปี 2552 จากเหตุวิกฤตซับไพร์มของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อไทย ทำให้หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่สัดส่วน 42.36 % ต่อ GDP เพิ่มจากปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 34.95 % ทางรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 1 ฉบับ

ครั้งที่ 3 ในปี 2563-64 จากเหตุวิกฤตโควิด-19 โดยขณะนั้นหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 59.57% โดยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ออก พ.ร.ก. กู้เงิน 2 ฉบับ เพื่อเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ฉบับแรกในปี 2563 วงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท และถัดมาเป็น พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมในปี 2564 วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท

ถึงแม้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ. 2567 ไม่มีการจัดสรรเงินเพื่อดำเนินการโครงการดิจิทัลวอลเล็ตซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงหลักของพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้ เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความร่าง พ.ร.บ.กู้เงินก่อน แต่ข้อมูลจากธนาคารโลกล่าสุด ระบุว่า หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริงจะส่งผลให้ขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น 4-5% ของ GDP และหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นแตะ 65-66% ของ GDP

ด้าน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะส่งผลให้หนี้สาธารณะขยับขึ้นเป็น 64.7-64.8% และยืนยันว่ายังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง

เดือน ก.ค. ปีที่แล้ว KKP Research ออกรายงานชื่อว่า “หนี้สาธารณะไทย โจทย์ใหญ่ภายใต้ความเสี่ยงรุมเร้า” ระบุว่า หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ไม่สำคัญเท่ากับกู้เงินไปใช้ทำอะไร เช่น หากกู้ยืมเงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อรองรับการลงทุนภาคเอกชนและเพิ่มการจ้างงาน ก็อาจส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะลดลงได้ในระยะยาว

ตรงกันข้าม หากรัฐบาลก่อหนี้เพื่อนำมาใช้กับนโยบายประชานิยมระยะสั้น นอกจากจะไม่ยั่งยืนแล้ว ยังอาจเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระผูกพันต่อรัฐบาลไปตลอด ซึ่งนั่นหมายถึงภาระของประชาชนผู้เสียภาษีด้วยเช่นกัน

งบรายจ่ายบุคลากร

งบรายจ่ายบุคลากร หมายถึง รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานบุคลากรภาครัฐ ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว และค่าตอบแทนพนักงานราชการ รวมถึงรายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายจากงบอื่นใดในลักษณะเดียวกัน

เหตุผลที่เราต้องสนใจคำ ๆ นี้ เพราะเมื่อดูจากโครงสร้างงบประมาณปี 2567 ที่ระบุไว้ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ. 2567 พบว่า สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายบุคลากรอยู่ในลำดับที่สอง วงเงินรวมกัน 7.85 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 22.6% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด รองจากงบรายจ่ายของกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ รวมกัน

โครงสร้างงบ

ที่มาของภาพ, BBC Thai

แต่เมื่อสำนักงบประมาณของรัฐสภารวบรวมข้อมูลจากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ที่กำลังเข้าสู่รัฐสภา ก็พบว่ารายจ่ายของบุคลากรภาครัฐที่แท้จริง ซึ่งรวมงบสวัสดิการและเงินสมทบต่าง ๆ ที่จ่ายให้กับบุคลากรภาครัฐด้วย อยู่ที่กว่า 1.34 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 38.7% ของวงเงินงบประมาณ ตัวเลขนี้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดในโครงสร้างงบประมาณปี 2567

ทางสำนักงบประมาณของรัฐสภา ระบุในรายงาน “วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567” ว่า เหตุที่ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ฯ ปี 2567 ระบุตัวเลขสัดส่วนงบบุคลากรอยู่ที่ 22% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวไม่ครอบคลุมบางรายการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐซึ่งแทรกอยู่ในรายการต่าง ๆ ดังนี้

งบรายจ่ายบุคลากรที่แทรกอยู่ในงบกลาง วงเงินกว่า 5 แสนล้านบาท

  • เงินเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จ
  • เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ
  • เงินสมทบลูกจ้างประจำ
  • เงินสำรอง สมทบ เงินชดเชยข้าราชการ
  • เงินช่วยเหลือข้าราชการและพนักงานของรัฐสภา
  • ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล ข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ

งบรายจ่ายบุคลากรที่แทรกอยู่ในเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กว่า 6.2 หมื่นล้านบาท

  • ค่าใช้จ่ายบุคลากรที่ตั้งเป็นเงินอุดหนุนให้ท้องถิ่น
  • เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ
  • ค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาล

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2566 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ พ.ศ.2566-70 ตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐเสนอ โดยมุ่งเน้นการตรึงอัตรากำลัง ไม่แต่งตั้งข้าราชการใหม่ ชะลอการทดแทนอัตราว่างงานซึ่งเกิดจากการเกษียณอายุราชการออกไป เป็นต้น เพื่อลดรายจ่ายด้านบุคลากรลง พร้อมกับบริหารจัดการอัตรากำลังที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่จากข้อมูลจากเอกสาร “วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567” ซึ่งเป็นรายงานทางวิชาการของสำนักงบประมาณของรัฐสภา ระบุว่า กำลังคนภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากจำนวน 1.27 ล้านคนในปี 2556 มาเป็น 1.75 ล้านคนในปี 2565 ส่งผลให้รายจ่ายบุคลากรภาครัฐมีแนวโน้มสูงขึ้นในแต่ละปีงบประมาณ

Thailand Parliament

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ มูลค่าการก่อสร้างรวมกันกว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่สูงมาก ทางสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ของบผูกพันตั้งแต่ปี 2554-59

งบผูกพันข้ามปี

การผูกพันงบประมาณข้ามปี หมายถึง รายการงบประมาณรายจ่ายซึ่งต้องทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันและมีวงเงินที่คาดว่าจะต้องก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อ ๆ ไป โดยวงเงินดังกล่าวจะรวมเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องตั้งงบในปีต่อ ๆ ไป ให้แก่ส่วนราชการจนครบวงเงินตามสัญญา ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรอบวินัยการเงินและการคลังของรัฐกำหนดไว้ว่าสัดส่วนภาระผูกพันงบประมาณต้องไม่เกิน 10% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ยกตัวอย่างเช่น การก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ หรือ สัปปายะสภาสถาน มูลค่าการก่อสร้างรวมกันกว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่สูงมาก ทางสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ของบผูกพันตั้งแต่ปี 2554-59 เพื่อทยอยจ่ายเอกชนผู้ทำสัญญาการก่อสร้าง ตกปีละประมาณ 2,000 – 5,000 ล้านบาท จนครบวงเงินที่ขอผูกพันงบประมาณข้ามปี

ในแผนงบประมาณปี 2567 นี้ พบว่ามีวงเงินภาระผูกพันใหม่ทั้งสิ้น 3.45 แสนล้านบาท หรือ คิดเป็น 9.93% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณของรัฐสภา ระบุว่า นี่เป็นสัดส่วนก่อหนี้ผูกพันที่สูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

จากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2567 พบว่า 5 อันดับแรกของกระทรวงที่มีวงเงินภาระผูกพันที่จะเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 มากที่สุด ได้แก่

  • กระทรวงการคลัง จำนวน 99,414 ล้านบาท
  • กระทรวงคมนาคม 74,932 ล้านบาท
  • กระทรวงกลาโหม 57,815 ล้านบาท
  • กระทรวงมหาดไทย 46,784 ล้านบาท
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 14,422 ล้านบาท

จากการศึกษาของสำนักงบประมาณของรัฐสภา ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่มีภาระผูกพันงบประมาณรายการใหม่สูงสุด เนื่องจาก กรมธนารักษ์มีรายการผูกพันเป็นค่าเช่าพื้นที่ส่วนขยายศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ พื้นที่โซน C ซึ่งตั้งอยู่แถวแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยขอผูกพันงบประมาณปี 2567-96 วงเงิน 98,931 ล้านบาท และตั้งงบประมาณปี 2567 ไว้ที่ 1,1934 ล้านบาท

ทั้งนี้ ทางสำนักงบประมาณของรัฐสภาเห็นว่า รัฐบาลควรควบคุมสัดส่วนรายงานผูกพันข้ามปีงบประมาณให้เหมาะสม เพราะส่งผลให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) มีจำกัด หากต้องการดำเนินโครงการใหม่ ๆ ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ