ตรวจการบ้านรัฐบาลเศรษฐา (3): 4 นโยบายเร่งด่วน “คิดใหญ่ ทำเป็น ทำได้?”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
พรรคเพื่อไทย (พท.) เข้าสู่สนามเลือกตั้ง 14 พ.ค. ภายใต้คำขวัญ “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน” ประกาศสารพัดนโยบายประชานิยม หวังช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง แต่ถึงขณะนี้รัฐบาลเพื่อไทยกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความสามารถในการแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติว่า “คิดครบ ทำได้จริง” หรือไม่
ผ่านมาเกือบ 2 เดือนนับจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการเมื่อ 5 ก.ย. พวกเขาทำอะไรไปแล้วบ้าง นโยบายไหนเกิดผลเป็นรูปธรรม นโยบายไหนล่องหน นโยบายไหนไม่ตรงปก นโยบายไหนส่อเค้าเป็นเพียง “เทคนิคการหาเสียง”
บีบีซีไทยชวนตรวจการบ้านนโยบายหาเสียงหลักของพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างเพื่อไทยที่ประชาชนรอคอย-ถูกกล่าวขานถึงที่สุด โดยเปรียบเทียบข้อมูลจาก 3 ส่วน
เอกสารที่พรรค พท. ชี้แจง 70 นโยบายหาเสียง ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 ที่กำหนดให้พรรคการเมืองที่โฆษณานโยบาย ชี้แจงวงเงินและที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ, ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย
คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา
สถานะล่าสุดของนโยบาย โดยสำรวจผ่านมติ ครม. และคำชี้แจงของรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง
ในตอนที่สาม ขอนำเสนอ 4 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเศรษฐา
1. ปรับลดราคาพลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า ก๊าซ
นโยบายหาเสียง: ปรับลดราคาพลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า ก๊าซ โดยใช้การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และการบริหารระบบภาษี
นโยบายรัฐบาล: บรรจุเป็น 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน อันเป็นปัจจัยสาคัญในการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจ
คำแถลงนโยบายของรัฐบาลระบุตอนหนึ่งว่า รัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในทันที
สถานะล่าสุด: ลดค่าไฟ-น้ำมัน 3 เดือน
ที่ประชุม ครม. นัดแรกเมื่อ 13 ก.ย. มีมติให้ปรับลดค่าไฟและค่าน้ำมันเป็นเวลา 3 เดือน โดยปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 2.50 บาทต่อลิตร เพื่อให้ระดับราคาน้ำมันอยู่ที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร จากเดิมราคาประมาณ 32 บาทต่อลิตร กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 20 ก.ย.-31 ธ.ค. 2566 ทั้งนี้มาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีประมาณเดือนละ 5,000 ล้านบาท รวม 3 เดือน คาดว่าจะสูญเสียรายได้ 15,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ในคราวประชุม ครม. 31 ต.ค. ได้มีมติให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินลง 1 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. 2566-31 ม.ค. 2567 ส่งผลให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 2.50 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 1 บาทต่อลิตร ทั้งนี้มาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้เดือนละ 900 ล้านบาท รวม 3 เดือน คาดว่าสูญเสียรายได้ 2,700 ล้านบาท
ส่วนค่าไฟฟ้า ครม. มีมติ 13 ก.ย. ให้ปรับลดจาก 4.45 บาทต่อหน่วย เหลือ 4.10 บาทต่อหน่วย ก่อนปรับลดลงกว่าเดิมอีกในคราวประชุม ครม. 18 ก.ย. ทำให้ค่าไฟฟ้าเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย หรือเบ็ดเสร็จแล้วลดลงไป 0.46 บาท กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดบิลเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
2. พักหนี้เกษตรกร 3 ปี
นโยบายหาเสียง: พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ใช้วงเงิน 8,000 ล้านบาท โดยมาจากการบริหารงบประมาณ และการบริหารภาษี
นโยบายรัฐบาล: บรรจุเป็น 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วน โดย “รัฐบาลจะพักหนี้เกษตรกรตามเงื่อนไขและคุณสมบัติที่เหมาะสม” นอกจากนี้ยังพูดถึงการช่วยประคองภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงินสำหรับประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ด้วย
สถานะล่าสุด: พักหนี้เกษตรกร 3 ปี-ปล่อยกู้รายละ 1 แสน
ครม. มีมติเมื่อ 26 ก.ย. เห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยตามนโยบายรัฐบาล ระยะที่ 1 รวมถึงการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
สำหรับมาตรการนี้เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. มีเกษตรกรเป้าหมาย 2.69 ล้านราย โดยเป็นการพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณมาชดเชยภาระดอกเบี้ยให้กับ ธ.ก.ส. วงเงิน 11,096 ล้านบาท รวม 3 ปี วงเงินรวมกว่า 30,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ครม. กำหนดให้มาตการนี้ดำเนินการทีละปี โดยเริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 2566-30 ก.ย. 2567
นอกจากนี้ยังยังจัดสรรงบอีก 1,000 ล้านบาท ใช้ในโครงการการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ โดยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อต่อยอดอาชีพของตนเองได้ รายละไม่เกิน 100,000 บาท

ที่มาของภาพ, SOPA Images/LightRocket/Getty Images
3. ท่องเที่ยวโต 3 ล้านล้านบาทต่อปี
นโยบายหาเสียง: เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาทต่อปี สร้างโอกาสภาคบริการยุคใหม่ ใช้การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ
นโยบายรัฐบาล: บรรจุเป็น 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วน โดยระบุว่า "การท่องเที่ยวจะเป็นกุญแจดอกแรกในการสร้างรายได้ที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น"
รัฐบาลตั้งเป้าเปิดประตูรับนักท่องเที่ยว ด้วยการปรับปรุงขั้นตอนการขอวีซ่า และการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเป้าหมาย, จัดทำ Fast Track VISA สำหรับผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE), ร่วมกับภาคธุรกิจในทุกภาคส่วนเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้า งานเทศกาลระดับโลก, ปรับปรุงระบบคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เช่น ปรับปรุงสนามบินและจัดเที่ยวบินของสนามบินทั่วประเทศ เพิ่มปริมาณเที่ยวบินให้สามารถนำนักท่องเที่ยวเข้าไทยได้มากขึ้น และแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและปราบปรามการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว
สถานะล่าสุด: เปิดวีซ่าฟรีให้กับนักท่องเที่ยว 4 ประเทศ
ครม. เห็นชอบมาตรการวีซ่าฟรีให้กับนักท่องเที่ยวรวม 4 ประเทศ
- 13 ก.ย. ครม. มีมติเปิดวีซ่าฟรีแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนและคาซัคสถาน เริ่มตั้งแต่ 25 ก.ย. 2566-29 ก.พ. 2567 ตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวเพิ่ม 700,000 คน และสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 35,000 ล้านบาท
- 31 ต.ค. ครม. มีมติเปิดวีซ่าฟรีแก่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียและไต้หวัน เริ่มตั้งแต่ 10 พ.ย.-10 ธ.ค. 2566 ตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวอินเดียมาเที่ยวเพิ่ม 900,000 คน และชาวไต้หวัน 400,000 คน สร้างรายได้ให้ประเทศราว 55,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติเมื่อ 17 ต.ค. ขยายเวลาวีซ่าฟรีแก่ชาวรัสเซีย นาน 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2566-30 เม.ย. 2567

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
4. จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
นโยบายหาเสียง: รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ใช้วงเงิน 3,000 ล้านบาท โดยมาจากการบริหารงบประมาณ และการบริหารระบบภาษี
พรรค พท. ระบุว่า จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนโดยคงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และผ่านกระบวนการออกเสียงประชามติ
และเมื่อพรรค พท. สลัดทิ้งพรรค ก.ก. พลิกมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อ 21 ก.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค พท. หนึ่งในทีมเจรจาตั้งรัฐบาลกล่าวถึงความจำเป็นในการต้องตั้งรัฐบาลให้ได้
“ตั้งรัฐบาลเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ มติ ครม.วันแรก เราจะออกมาให้ทำประชามติตั้ง สสร. มาแก้รัฐธรรมนูญทันที" นายภูมิธรรมกล่าว
นโยบายรัฐบาล: บรรจุเป็น 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วน โดยระบุว่า “การแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อให้คนไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตย ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภา”
อย่างไรก็ตามไม่มีการระบุถึงกลไก สสร. ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลแต่อย่างใด
สถานะล่าสุด: ยังไร้บทสรุปว่าจะทำประชามติกี่ครั้ง ทำเมื่อใด ใช้คำถามว่าอะไร และใช้กลไก สสร. หรือไม่
นายกฯ ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน เมื่อ 3 ต.ค. ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างศึกษา เปิดรับฟังความคิดเห็นฝ่ายต่าง ๆ และรวบรวมแนวทางเสนอ ครม.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix










