งบประมาณปี 2567 : เปิดงบปีแรกของรัฐบาล “เศรษฐา” เหตุใดถึงถูกเปรียบว่าไม่ต่างจากรัฐบาล “ประยุทธ์”

เศรษฐาพบประยุทธ์

ที่มาของภาพ, สำนักนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฯ ปี 2567 ของรัฐบาลเศรษฐาถูกวิพากษ์โดยรองหัวหน้าพรรคก้าวไกลว่า แทบไม่แตกต่างจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

วันที่ 3-5 ม.ค. ที่จะถึงนี้ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการจัดทำงบประมาณครั้งแรกของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน พบว่า วงเงินงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่แล้ว 9.3%

โดยหลัก ๆ แบ่งจ่ายให้กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ตามด้วยรายจ่ายด้านบุคลากรซึ่งยังคงสูงอยู่หากดูจากสัดส่วนของวงเงินงบประมาณ เช่นเดียวกับงบกลางที่ไม่ปรับลดลง แถมยังเพิ่มขึ้นอีก 16,295 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีงบประมาณที่แล้วของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องว่าจัดสรรงบกลางสูงเกินไป เสมือนตีเช็คเปล่า เพราะยากต่อการตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติ

ทางพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมจัดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อภิปรายร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ถึง 33 คน โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีการจัดสรรงบประมาณภายใต้รัฐบาลของนายเศรษฐาว่า “น่าผิดหวังมาก” และเห็นว่าการจัดงบประมาณแทบไม่แตกต่างจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

ขณะที่วิปรัฐบาลไม่หนักใจกับการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฯ ที่กำลังจะมาถึง และมั่นใจว่ารัฐบาลชี้แจงได้ทุกเรื่อง

บีบีซีไทย ประมวลภาพรวมในหัวข้อที่น่าสนใจเพื่อเป็นข้อมูลและทำความเข้าใจการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลในปีนี้ ดังนี้

งบรายจ่ายปี 67 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 9.3%

จากเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ 2567 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 3.48 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ หรือ GDP โดยงบรายจ่ายจำนวนนี้เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2566 จำนวน 2.95 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.3%

สำนักงบประมาณ ประมาณการรายรับประจำปีงบประมาณ 2567 ไว้ที่ 3.48 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2.95 แสนล้านบาท หรือประมาณ 9.3% เมื่อเทียบกับประมาณการรายรับปีงบประมาณ 2566 ซึ่งประมาณการไว้ที่ 3.18 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจะจัดเก็บรายได้ประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การจัดเก็บภาษีอากรทั้งทางตรงและทางอ้อม รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ หรือรายได้จากรัฐพาณิชย์ จำนวนรวมสุทธิ 2.78 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 14.7% ของ GDP และกำหนดวงเงินกู้เงินชดเชยขาดดุลงบประมาณไว้ที่ 6.93 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.6% ของ GDP

ทั้งนี้ ในเอกสารดังกล่าวระบุว่า การขาดดุลงบประมาณยังอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลต่อวินัยและฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว

กราฟิก

โครงสร้างงบปี 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้

  • รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท คิดเป็น 33%
  • รายจ่ายบุคลากร 7.85 แสนล้านบาท คิดเป็น 22.6%
  • รายจ่ายงบกลาง 6.06 แสนล้านบาท คิดเป็น 17.4%
  • รายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ 3.46 แสนล้านบาท คิดเป็น 10%
  • รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน 2.57 แสนล้านบาท คิดเป็น 7.4%
  • รายจ่ายบูรณาการ 2.14 แสนล้านบาท คิดเป็น 6.2%
  • รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 1.18 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.4%

สำนักงบประมาณยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจปี 2567 จะขยายตัว 2.7-3.7% จากการขยายตัวของภาคการส่งออก การอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว แต่ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงจากภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งในภาคการเกษตร ความเสี่ยงจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกชะลอตัว และความผันผวนของระบบเศรษฐกิจกับการเงินโลกที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง

งบกลางเพิ่มขึ้นจากปีก่อน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องว่า ตั้งงบกลางสูงมากเกินไป เสมือน “ตีเช็คเปล่า” เพราะปรากฏเพียง “หัวข้อ” กับ “วงเงิน” ของแต่ละโครงการ ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบและกลั่นกรองงบประมาณได้ยาก

แต่เมื่อนำงบกลางของรัฐบาลเศรษฐา มาเทียบกับตัวเลขยุครัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ สมัยที่แล้ว พบว่าวงเงินงบกลางเพิ่มสูงขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับงบกลางปี 2566 จำนวน 5.9 แสนล้านบาท โดยในงบประมาณปี 2567 ตั้งงบกลางไว้ที่ 6.06 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมา 16,295 ล้านบาท

งบกลาง

ที่มาของภาพ, BBC Thai

เมื่อดูในรายละเอียดงบกลาง หลัก ๆ พบว่า วงเงินเพิ่มสูงขึ้นในงบค่าใช้จ่ายชดใช้เงินทดรองเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น และ เงินเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จ

กระทรวงใดงบมากที่สุด

เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณรายจ่ายจำแนกตามกระทรวง พบว่า 5 อันดับแรกที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด ได้แก่

  • กระทรวงมหาดไทย 3.53 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 8.6%
  • กระทรวงศึกษาธิการ 3.28 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3%
  • กระทรวงการคลัง 3.27 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7%
  • กระทรวงกลาโหม 1.98 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%
  • กระทรวงคมนาคม 1.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8%

ส่วนกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • กระทรวงพลังงาน 2,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5%
  • กระทรวงอุตสาหกรรม 4,559 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 5,591 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6%
  • กระทรวงพาณิชย์ 6,822 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9%
  • กระทรวงวัฒนธรรม 7,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2%

อย่างไรก็ตาม เกือบทุกกระทรวงได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ยกเว้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ถูกหั่นงบลดลงจากปีที่แล้วมากกว่า 9,537 ล้านบาท

งบลงหนักที่แผนยุทธศาสตร์ใดบ้าง

เอกสารงบประมาณปี 2567 ระบุว่า ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2567 จัดทำขึ้นให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ซึ่งเป็นมรดกจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

นอกจากนี้ ยังผนวกยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ.2566-2570) รวมถึง นโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

งบยุทธศาสตร์

ที่มาของภาพ, BBC Thai

แผนยุทธศาสตร์มีทั้งหมด 7 ด้าน โดยยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและทุ่มเงินลงไปมากที่สุด คือ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคของสังคม วงเงินงบประมาณ 8.34 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ถูกใช้เพื่อยกระดับนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค มากกว่า 3.39 แสนล้านบาท ภายใต้แผนงานสร้างหลักประกันทางสังคม

ตามมาด้วย ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ วงเงิน 6.04 แสนล้านบาท สำหรับปรับปรุงระบบการทำงานภาครัฐให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน รวดเร็ว โปร่งใส มีขนาดเล็กลง และนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น Big Data เข้ามาใช้ เพื่อพัฒนาระบบงานดิจิทัลตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ยังมีรายการค่าดำเนินการภาครัฐ 5.64 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินสำหรับใช้ในแผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ขณะที่ ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีวงเงินอยู่ที่ 5.61 แสนล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดทุกนำไปใช้ในแผนงานบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ

ขณะที่ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน งบประมาณอยู่ที่ 3.93 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้กับแผนงานด้านการพัฒนาคมนาคมและระบบโลจิสติกส์เหมือนกับทุก ๆ ปีที่ผ่านมา

ส่วนยุทธศาสตร์ความมั่นคงได้งบประมาณวงเงิน 3.90 แสนล้านบาท มุ่งไปที่แผนงานพัฒนาศักยภาพป้องกันประเทศ เพื่อให้พร้อมเผชิญกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยเพิ่มขีดความสามารถงานข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง เน้นการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในประเทศ ปลูกฝังจิตสำนึกรักสามัคคีและส่งเสริมความปรองดองของคนในชาติ รวมถึง ปลูกฝังให้คนในชาติพิทักษ์ รักษา เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ ยังใช้ในแผนงานพัฒนาระบบบริหารจัดการภัยพิบัติด้วย

ด้านยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด 1.31 แสนล้านบาท ทั้งที่เป็นงบประมาณสำหรับการจัดการปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ปัญหาหมอกควัน และไฟป่า รวมถึงลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเมื่อดูในรายละเอียดของงบประมาณในยุทธศาสตร์ดังกล่าว พบว่า ถูกนำไปใช้ในแผนจัดการบริหารทรัพยากรน้ำมากที่สุด วงเงินรวมกันกว่า 9 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยไม่พบวงเงินสำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงหลักของรัฐบาลเพื่อไทย

Deep South of Thailand

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลแต่ละยุคต่างทุ่มเงินรวมกันกว่า 4.92 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนใต้

ทุ่ม 6,658 ล้านบาทดับไฟใต้

ในแผนงบประมาณปี 2567 ระบุว่าวงเงิน 6,658 ล้านบาท คืองบสำหรับแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้ประเทศชาติเกิดความมั่นคง ประชาชนมีความปลอดภัย อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม

ในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลแต่ละยุคต่างทุ่มเงินเป็นจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาไฟใต้ โดยพบว่าระหว่างปีงบประมาณ 2548-2566 ใช้เงินไปแล้วมากกว่า 4.92 แสนล้านบาท

เหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 7,000 ราย และมากกว่า 13,000 รายได้รับบาดเจ็บหรือพิการไปตลอดชีวิต ทั้งหมดนี้มีทั้งพลเรือนและเจ้าหน้าที่รัฐ

กระทรวงใดมีภาระงบผูกพันมากสุด

การผูกพันงบประมาณข้ามปี หมายถึง รายการงบประมาณรายจ่าย ซึ่งจะต้องทำสัญญาก่อหนี้ผูกพัน และมีวงเงินที่คาดว่าจะต้องก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อ ๆ ไป โดยรวมเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ด้วย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักเป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก หรือรายจ่ายประจำที่ทำสัญญาผูกพันกับเอกชนต่อเนื่องกันหลายปี เช่น ค่าเช่ายานพาหนะ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรอบวินัยการคลังและการเงินของรัฐกำหนดไว้ว่า สัดส่วนภาระผูกพันงบประมาณต้องไม่เกิน 10% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ในแผนงบประมาณปี 2567 นี้ พบว่า มีวงเงินภาระผูกพันใหม่ทั้งสิ้น 3.45 แสนล้านบาท หรือ คิดเป็น 9.93% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยพบว่า 5 อันดับแรกของกระทรวงที่มีวงเงินภาระผูกพันที่จะเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 ได้แก่

  • กระทรวงการคลัง 99,414 ล้านบาท
  • กระทรวงคมนาคม 74,932 ล้านบาท
  • กระทรวงกลาโหม 57,815 ล้านบาท
  • กระทรวงมหาดไทย 46,784 ล้านบาท
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 14,422 ล้านบาท

แต่ถ้าหากวิเคราะห์จากภาระงบผูกพันที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พบว่า 5 อันดับแรกของกระทรวงที่มีวงเงินภาระผูกพันงบประมาณข้ามปีสูงสุด ได้แก่

  • กระทรวงคมนาคม 292,275 ล้านบาท
  • กระทรวงการคลัง 189,123 ล้านบาท
  • กระทรวงมหาดไทย 163,311 ล้านบาท
  • กระทรวงกลาโหม 142,311 ล้านบาท
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 98,766 ล้านบาท

สาเหตุที่กระทรวงคมนาคมมีภาระงบผูกพันสะสมมากที่สุด เนื่องจากต้องรับผิดชอบการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างโครงข่ายทางหลวงแผ่นดิน รวมถึงงานบำรุงรักษาโครงข่ายทางหลวงและสะพานทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง

public dept

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หนี้สาธารณะของประเทศไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ 61.7% ของ GDP ส่วนใหญ่เป็นหนี้รัฐบาลกู้โดยตรง

ฐานะการคลังเป็นอย่างไร

จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2566 ระบุว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดเดือน ต.ค. 2566 มีเงินคงคลังอยู่ที่ 2.97 แสนล้านบาท และอยู่ในสภาพขาดดุลเนื่องจากยังมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ แต่หากดูข้อมูลฐานะการคลังย้อนหลังตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2565 ก็พบว่าขาดดุลงบประมาณทุกปี และฐานะเงินคงคลังช่วงสิ้นปีงบประมาณจะอยู่ที่ประมาณ 5-6 แสนล้านบาท

ส่วนหนี้สาธารณะ ณ วันที่ 30 ก.ย. 2566 อยู่ที่ประมาณ 11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 61.7% ของ GDP ส่วนใหญ่เป็นหนี้รัฐบาลกู้โดยตรง จำนวนเงินมากกว่า 9 ล้านล้านบาท

ข้อมูลจากธนาคารโลกล่าสุด ระบุว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตของไทย คิดเป็นสัดส่วน 2.7% ของ GDP ซึ่งสามารถกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ 0.5 – 1% ภายในสองปี (ปี 2567-2568) อย่างไรก็ดี หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริงจะส่งผลให้ขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น 4-5% ของ GDP และหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นแตะ 65-66% ของ GDP

ขณะที่สำนักงบประมาณของรัฐสภา ระบุในรายงานวิชาการเรื่อง “วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567” ว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะส่งผลกระทบทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็น ภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 15,800 ล้านบาทต่อปี สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นอีก 2.65% และทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มการชำระต้นเงินกู้จากเดิมอีกปีละ 1.25 แสนล้านบาท ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิหลังหักจัดสรรเพิ่มขึ้นประมาณ 1.45 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปี

ด้าน นายเศรษฐาเคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะส่งผลให้หนี้สาธารณะขยับขึ้นเป็น 64.7-64.8% และยืนยันว่ายังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง

สำนักงบประมาณของรัฐสภาชี้ รัฐควรให้ความสำคัญกับการบริหารหนี้

จาก “วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567” ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา วิเคราะห์การเงินภาพรวมของภาครัฐปีที่ผ่านมาแล้วพบว่า สินทรัพย์ของประเทศมีจำนวนสูง ส่วนใหญ่เกิดจากหนี้สินระยะยาว ส่วนรายได้มีแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ดีขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายยังสูงกว่ารายได้ ซึ่งทำให้นโยบายรัฐบาลใช้การขาดดุลงบประมาณมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการบริหารหนี้ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพื่อให้เข้าสู่การจัดทำงบประมาณแบบสมดุลในระยะต่อไป

รายงานฉบับนี้ยังชี้ว่า รายจ่ายบุคลากรภาครัฐรวมกันทุกงบประมาณ เช่น งบกลาง, งบอุดหนุน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น วงเงินไม่ได้อยู่ที่จำนวน 7.85 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 22.6% ของวงเงินงบประมาณ ตามที่ระบุในโครงสร้างงบปี 2567 แต่อยู่ที่ 1.34 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 38.7% ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดในโครงสร้างงบประมาณประจำปี 2567 เนื่องจากกำลังคนภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้รายจ่ายบุคลากรมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปีงบประมาณ

นอกจากนี้ ยังพบว่ารายการผูกพันงบประมาณข้ามปีในงบประมาณปี 2567 มีสัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันคิดเป็น 9.9% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ทางสำนักงบประมาณของรัฐสภาจึงเห็นว่า รัฐบาลควรควบคุมสัดส่วนรายงานผูกพันข้ามปีงบประมาณให้เหมาะสม เพราะส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังมีจำกัด หากต้องการดำเนินโครงการใหม่ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การพิจารณารายการผูกพันเดิมและรายการผูกพันใหม่ที่จะเริ่มในปี 2567 นี้ ควรคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนและความสอดคล้องกับระยะเวลาที่จะดำเนินการ

รัฐสภา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ฯ ปี 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท วันที่ 3-5 ม.ค. นี้

ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายงบ ฯ เข้มข้น

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า พรรคก้าวไกลจัด สส. อภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วันที่ 3-5 ม.ค.นี้ ไว้ถึง 33 คน

ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดิมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) บอกว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านแบ่งเวลาการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ แล้ว นำโดย นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน และตามด้วยตัวแทนของแต่ละพรรค เช่น อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยสร้างไทย โดยจะแบ่งการอภิปรายให้เป็นหมวดหมู่สอดคล้องกัน

ด้าน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อภิปรายคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์ โดยน่าจะพูดตามเนื้อผ้า สะท้อนให้เห็นว่า พ.ร.บ.งบประมาณ ฯ ของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเจ้าของเงินได้เห็นภาพ ส่วนที่ฝ่ายรัฐบาลออกมาดักคอห้ามซักฟอกรัฐบาล เพราะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น

นายจุรินทร์กล่าวว่าทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ “เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็อย่าไปกลัว”

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) บอกว่า ไม่หนักใจกับการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฯ ที่กำลังจะมาถึง มั่นใจว่ารัฐบาลชี้แจงได้ทุกเรื่อง ส่วนการชี้แจงของรัฐมนตรีจะสงวนตอบในภาพรวม ยกเว้นว่าเป็นประเด็นสำคัญจริง ๆ ถึงจะตอบเจาะรายบุคคล