พบฟอสซิล “อสูรทะเลยักษ์” 150 ล้านปี เผยมีแรงกัดเทียบชั้นทีเร็กซ์

ดร. สตีฟ เอ็ตช์ กับฟอสซิลส่วนหัวของไพลโอซอร์

ที่มาของภาพ, BBC/Tony Jolliffe

คำบรรยายภาพ, ดร. สตีฟ เอ็ตช์ กับฟอสซิลส่วนหัวของไพลโอซอร์
    • Author, โจนาธาน เอมอส และ อลิสัน ฟรานซิส
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี นิวส์

ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษค้นพบฟอสซิลส่วนหัวกะโหลกของ “อสูรทะเลยักษ์” ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 150 ล้านปี ซึ่งฝังอยู่ในหน้าผาริมชายฝั่งยุคจูราสสิก (Jurassic Coast) อันเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของมณฑลดอร์เซ็ต (Dorset) ทางตอนใต้ของสหราชอาณาจักร

ฟอสซิลดังกล่าวเป็นของ “ไพลโอซอร์” (Plaiosaur) สัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์จากยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งเป็นผู้ล่าที่ดุร้ายน่ากลัวแห่งท้องทะเลในอดีต โดยกะโหลกศีรษะยาว 2 เมตรนี้ เป็นชิ้นส่วนฟอสซิลของไพลโอซอร์ที่สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบมา

เรื่องราวของฟอสซิลกะโหลกศีรษะไพลโอซอร์ที่น่าตื่นตะลึงนี้ จะมีการนำเสนอในรายการสารคดีพิเศษของเซอร์ เดวิด แอตเทนบะระ ทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีวัน (BBC One) ในวันขึ้นปีใหม่ 2024 ที่จะถึงนี้ด้วย

ภาพจำลองไพลโอซอร์ ซึ่งมีความเร็วและพละกำลังมหาศาลจนสามารถล่าเหยื่อขนาดใหญ่ได้

ที่มาของภาพ, BBC Studios

คำบรรยายภาพ, ภาพจำลองไพลโอซอร์ ซึ่งมีความเร็วและพละกำลังมหาศาลจนสามารถล่าเหยื่อขนาดใหญ่ได้

ดร.สตีฟ เอ็ตช์ นักบรรพชีวินวิทยาซึ่งทำงานในพื้นที่ชายฝั่งของอ่าวคิมเมอริดจ์ (Kimmeridge) มายาวนาน บอกว่าฟอสซิลที่ถูกค้นพบครั้งนี้มีความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เขาได้เคยเห็นมา และมีเอกลักษณ์โดดเด่นชนิดที่ไม่มีฟอสซิลชิ้นใดเสมอเหมือน

“ขากรรไกรล่างและหัวกะโหลกส่วนบนของมัน สบประสานเข้าด้วยกันพอดีอย่างลงตัวเหมาะเจาะ เหมือนกับตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ ฟอสซิลที่ถูกค้นพบแล้วทั่วโลกนั้น แทบจะไม่มีชิ้นใดเลยที่ยังคงมีรายละเอียดหลงเหลืออยู่มากขนาดนี้ และแม้รูปทรงของมันจะบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย แต่กระดูกทุกชิ้นยังอยู่ครบ ต่างจากฟอสซิลคุณภาพดีจำนวนมากที่ล้วนมีชิ้นส่วนบางอันขาดหายไปอย่างละนิดละหน่อย” ดร. เอ็ตช์ กล่าว

ดร.สตีฟ เอ็ตช์ เผยฟอสซิลส่วนจมูกที่ค้นพบเป็นชิ้นแรก ให้เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ ได้ชม

ที่มาของภาพ, BBC Studios

คำบรรยายภาพ, ดร.สตีฟ เอ็ตช์ เผยฟอสซิลส่วนจมูกที่ค้นพบเป็นชิ้นแรก ให้เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ ได้ชม

กะโหลกศีรษะขนาดใหญ่ที่ยาวถึง 2 เมตรนี้ จัดว่ามีขนาดมหึมายิ่งกว่าความสูงของคนทั่วไป ซึ่งชวนให้จินตนาการต่อได้ว่าไพลโอซอร์ทั้งตัวจะใหญ่ยักษ์ขนาดไหน นอกจากนี้ มันยังมีฟันและเขี้ยวแหลมคมถึง 130 ซี่ แต่ละซี่ยาวและคมกริบเหมือนใบมีดโกน จนสามารถจะฆ่าเหยื่อให้ตายได้ด้วยการกัดเพียงครั้งเดียว

ด้านหลังของฟันยังมี “คมมีด” หรือสันกระดูกซี่เล็ก ๆ จำนวนมาก ซึ่งช่วยให้ไพลโอซอร์กัดเข้าเนื้อของเหยื่อได้ง่าย และถอนคมเขี้ยวออกมาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถโจมตีซ้ำเป็นครั้งที่สองได้ในพริบตา

การทดลองทำให้ค้นพบว่า สันกระดูกซี่เล็ก ๆ ด้านหลังฟันคม ช่วยให้ไพลโอซอร์กัดและถอนคมเขี้ยวได้อย่างว่องไว

ที่มาของภาพ, BBC/Tony Jolliffe

คำบรรยายภาพ, การทดลองทำให้ค้นพบว่า สันกระดูกซี่เล็ก ๆ ด้านหลังฟันคม ช่วยให้ไพลโอซอร์กัดและถอนคมเขี้ยวได้อย่างว่องไว

นักบรรพชีวินวิทยาระบุว่า ไพลโอซอร์มีขนาดลำตัวยาว 10-12 เมตร มีครีบกว้างเหมือนใบพายหรือตีนกบอันทรงพลัง 4 ครีบ ใช้แหวกว่ายไปในท้องทะเลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มันเป็นสัตว์ผู้ล่าระดับสุดยอดของห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทรยุคโบราณ

ดร.อันเดร โรว์ จากมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักร แสดงความเห็นว่า “ไพลโอซอร์จะต้องตัวใหญ่มาก มันน่าจะล่าเหยื่อทุกชนิดได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประเภทไหนที่หลงเข้ามาในอาณาเขตของมันก็ตาม ผมไม่สงสัยเลยว่านี่มัน ‘ทีเร็กซ์ทะเล’ ชัด ๆ”

อาหารมื้อใหญ่ของไพลโอซอร์ยังรวมถึงสัตว์เลื้อยคลานทะเลคอยาว “เพลซิโอซอร์” (Plesiosaurs) ที่เป็นญาติของมัน รวมทั้ง “อิกทีโอซอร์” (Ichthyosaur) สัตว์เลื้อยคลานทะเลที่คล้ายโลมาด้วย หลักฐานจากฟอสซิลที่ค้นพบก่อนหน้านี้ยังชี้ว่า ในบางครั้งมันก็กินพวกเดียวกันเป็นอาหาร

แผนภาพเปรียบเทียบแรงกัดของสัตว์ชนิดต่าง ๆ โดยแรงกัดมีหน่วยเป็นนิวตัน
คำบรรยายภาพ, แผนภาพเปรียบเทียบแรงกัดของสัตว์ชนิดต่าง ๆ โดยแรงกัดมีหน่วยเป็นนิวตัน

ที่มาของการค้นพบฟอสซิลหัวกะโหลกยักษ์ของไพลโอซอร์ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เช่นกัน โดยมีผู้พบฟอสซิลส่วนจมูกตกอยู่ที่พื้นชายหาดโดยบังเอิญ แต่มันหนักอึ้งเกินที่จะแบกไปคนเดียวได้ ผู้ค้นพบจึงติดต่อทีมของดร.เอ็ตช์ ให้มานำไปศึกษา โดยทีมนักบรรพชีวินวิทยาที่มาถึงได้ช่วยกันทำเปลหามง่าย ๆ เพื่อขนชิ้นส่วนฟอสซิลไปยังห้องปฏิบัติการ

หลังจากนั้นทีมของดร. เอ็ตช์ ได้ใช้โดรนบินสำรวจหน้าผาที่ติดกับชายหาด ซึ่งคาดว่าฟอสซิลส่วนจมูกร่วงหล่นลงมาจากส่วนหัวและลำตัวที่ยังคงติดอยู่ในหน้าผาด้านบน โดยพวกเขาต้องระบุตำแหน่งให้ได้ว่า จุดที่บรรจุซากฟอสซิลที่เหลือคือตรงไหนของหน้าผากันแน่

แม้จะค้นพบตำแหน่งที่ว่าแล้ว การสกัดฟอสซิลที่เหลือเพื่อนำออกมาจากหินผาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทีมงานต้องห้อยโหนโยนตัวลงมาจากหน้าผา แล้วค่อย ๆ สกัดเอาฟอสซิลที่เปราะบางออกมาอย่างเบามือ ขณะห้อยต่องแต่งที่ความสูง 15 เมตรเหนือพื้นดิน ซึ่งเป็นงานยากที่ต้องใช้ทักษะระดับสูง และกินเวลานานหลายเดือนกว่าจะสามารถนำฟอสซิลออกมาทำความสะอาด และเตรียมพร้อมสำหรับการศึกษาวิเคราะห์ของนักบรรพชีวินวิทยาทั่วโลกได้ต่อไป

ทีมงานขุดค้นฟอสซิลต้องห้อยโหนโยนตัวลงมาจากหน้าผาสูง

ที่มาของภาพ, BBC Studios

คำบรรยายภาพ, ทีมงานขุดค้นฟอสซิลต้องห้อยโหนโยนตัวลงมาจากหน้าผาสูง

ศ.เอมิลี เรย์ฟีลด์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักร เป็นผู้หนึ่งที่ได้เริ่มศึกษาฟอสซิลชิ้นนี้แล้ว เธอบอกว่าช่องเปิดที่เป็นวงกลมขนาดใหญ่ด้านหลังกะโหลกศีรษะของไพลโอซอร์ ชี้ถึงขนาดของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของขากรรไกร ว่าจะต้องมีขนาดใหญ่จนสามารถสร้างแรงกัดทรงพลังที่บดขยี้เหยื่อให้แหลกคาปากได้

ประมาณการว่า ไพลโอซอร์ตัวนี้สามารถออกแรงกัดได้สูงสุดถึง 33,000 นิวตัน นับว่าทรงพลังกว่าจระเข้น้ำเค็ม ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีขากรรไกรแข็งแกร่งที่สุดในยุคปัจจุบันถึงสองเท่า

“ถ้ามันสร้างแรงกัดที่ทรงพลังได้ขนาดนั้น มันจะทำให้เหยื่อหมดฤทธิ์และหนีไม่รอดอย่างแน่นอน แรงกัดมหาศาลยังทำให้บดขยี้เนื้อเยื่อและกระดูกของเหยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย” ศ.เรย์ฟีลด์ กล่าว “ส่วนเทคนิควิธีที่มันใช้ในการกินเหยื่อนั้น น่าจะเป็นแบบเดียวกับจระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีโครงสร้างหัวกะโหลกขยายออกด้านหลังเหมือนกัน โดยพวกมันจะงับเหยื่อให้แน่นแล้วบิดด้วยการหมุนตัว เพื่อให้แขนขาของเหยื่อขาดหลุดออกมา”

ส่วนต่าง ๆ ของหัวไพลโอซอร์มีความพิเศษไม่เหมือนใคร รวมทั้งตาที่สาม (Third eye) และรูบรรจุประสาทรับรู้แรงดันน้ำ (sensory pits) ที่จมูก
คำบรรยายภาพ, ส่วนต่าง ๆ ของหัวไพลโอซอร์มีความพิเศษไม่เหมือนใคร รวมทั้งตาที่สาม (Third eye) และรูบรรจุประสาทรับรู้แรงดันน้ำ (sensory pits) ที่จมูก

ศ.เรย์ฟีลด์ยังพบว่า ส่วนจมูกของไพลโอซอร์เต็มไปด้วยรูเล็ก ๆ จำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นหลุมบรรจุต่อมประสาทรับรู้ ที่ช่วยในการค้นหาเหยื่อ โดยการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของแรงดันในน้ำ จะช่วยให้ตรวจจับความเคลื่อนไหวของเหยื่อได้

นอกจากนี้ยังมีรูบรรจุ “ตาที่สาม” (Parietal eye) ซึ่งเป็นอวัยวะที่รับรู้และไวต่อแสง โดยกบ กิ้งก่า และปลาในยุคปัจจุบันก็มีตาที่สามนี้เช่นกัน เพื่อใช้ระบุตำแหน่งของเหยื่อได้ แม้ในตอนที่ขึ้นจากน้ำลึกและขุ่นมาอยู่บนผิวน้ำแล้วก็ตาม

ดร. เอ็ตช์มีแผนจะนำฟอสซิลนี้ออกแสดงต่อสาธารณชนในปีหน้า ที่พิพิธภัณฑ์ Etches Collection ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของเขาในเมืองคิมเมอริดจ์

รูเล็ก ๆ ที่ปลายจมูก ช่วยให้ไพลโอซอร์รับรู้ความเคลื่อนไหวของเหยื่อได้

ที่มาของภาพ, BBC/Tony Jolliffe

คำบรรยายภาพ, รูเล็ก ๆ ที่ปลายจมูก ช่วยให้ไพลโอซอร์รับรู้ความเคลื่อนไหวของเหยื่อได้

เขายังคงมุ่งมั่นที่จะค้นหาฟอสซิลส่วนที่เหลือของไพลโอซอร์ตัวนี้ต่อไป เนื่องจากมีกระดูกสันหลังไม่กี่ชิ้นติดมากับฟอสซิลส่วนหัวนี้ด้วย ทำให้คาดได้ว่าฟอสซิลส่วนลำตัวขนาดมหึมาของมัน น่าจะยังคงฝังอยู่ในหน้าผาแห่งเดิมนั่นเอง

“ผมเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยว่า ร่างส่วนที่เหลือของมันยังคงอยู่ที่นั่น และน่าจะโผล่ออกมาจากหินผาในอีกไม่ช้า เพราะสภาพแวดล้อมโดยรอบของหน้าผาแห่งนี้ กำลังถูกกัดกร่อนให้พังทลายลงอย่างรวดเร็ว หน้าผาส่วนนี้หดตัวถึงปีละ 1 ฟุต ดังนั้นอีกไม่นาน ชิ้นส่วนที่เหลือของไพลโอซอร์ตัวนี้จะร่วงหล่นลงมาและอาจสูญหายได้ มันจึงเป็นโอกาสที่มีเพียงครั้งเดียวในชีวิตจริง ๆ ” ดร. เอ็ตช์ กล่าวทิ้งท้าย

หน้าผาที่เป็นดินโคลนของอ่าวคิมเมอริดจ์ในมณฑลดอร์เซ็ต ในอดีตเคยเป็นก้นทะเลในยุคจูราสสิกที่มีอากาศอบอุ่น

ที่มาของภาพ, BBC/Tony Jolliffe

คำบรรยายภาพ, หน้าผาที่เป็นดินโคลนของอ่าวคิมเมอริดจ์ในมณฑลดอร์เซ็ต ในอดีตเคยเป็นก้นทะเลในยุคจูราสสิกที่มีอากาศอบอุ่น