นิติวิทยาศาสตร์ระบุตัวเด็กสาวที่ถูกลืมได้อย่างไร หลังเธอกลายเป็นศพปริศนาในม้วนพรมนาน 8 ปี

Three overlapping archive photographs. The main image, at the top, is of Karen Price, she has mousy brown hair cut into a mullet with a full fringe. She looks to the left of the frame and has a slight smile. She wears a dark polo top. The bottom right black and white image shows a police officer in full uniform, taken in 1989, he stands outside the house on Fitzhamon Embankment alongside four workmen, who lean on a brick wall. The third black and white photo in the bottom left shows four police officers behind police tape in the garden where Karen Price's body was found, two on the left are in PPE overalls walking behind a plastic sheet cover, while the other two wear dark coats and walk behind them. A large pile of rubble and dirt is at the forefront of the image.
คำบรรยายภาพ, ตลอดช่วงเวลา 8 ปี ที่คาเรน ไพรซ์ เด็กสาววัย 15 ปี หายตัวไป ไม่มีใครสักคนที่พยายามออกตามหาเธอ
    • Author, ชาร์ลี บัคแลนด์
    • Role, บีบีซี เวลส์

คาเรน ไพรซ์ มีอายุได้เพียง 15 ปี หลังจากเธอหายตัวไปในปี 1981 และหากคนงานก่อสร้างสองคน ไม่ได้ค้นพบร่างไร้วิญญาณของคาเรนโดยบังเอิญ อาจไม่มีใครได้พบศพของเธอไปตลอดกาล นั่นเป็นเพราะเธอไม่มีญาติพี่น้อง หรือแม้แต่ใครสักคนที่กำลังพยายามตามหาเธออยู่

สื่อมวลชนอังกฤษให้ฉายาเธอว่า "สาวน้อยไร้ตัวตน" เพราะคาเรนหายสาบสูญไปนานถึง 8 ปี ก่อนที่ร่างโครงกระดูกซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยพรมปูพื้น จะถูกขุดขึ้นมาในวันที่ 7 ธ.ค. 1989 โดยคนงานก่อสร้างสองคนที่พบมันเข้าโดยบังเอิญ บริเวณย่านชุมชนใจกลางเมืองคาร์ดิฟฟ์

ร่างของเธอถูกฝังอยู่ในหลุมตื้น ๆ ด้านนอกอาคารที่พักอาศัยซึ่งเป็นแฟลตชั้นใต้ดิน ในย่านฟิตซ์แฮมอน เอ็มแบงก์เมนต์ (Fitzhamon Embankment) ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ร่างนั้นเน่าเปื่อยและสลายตัวไปแล้วอย่างมาก จนไม่อาจระบุถึงสาเหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิตได้เลย

ปัจจุบันเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมาแล้วนานกว่า 40 ปี ทั้งยังมีการปล่อยตัวคนร้ายที่สังหารคาเรนจากเรือนจำแล้ว แต่เพิ่งมีสารคดีเรื่องใหม่ทางโทรทัศน์ ที่ออกมาบอกเล่าเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ ว่าสามารถปะติดปะต่อเบาะแสต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จนไขคดีฆาตกรรมเด็กสาว "ที่ไม่มีใครรู้จัก" ได้อย่างไร สารคดีนี้ยังเผยถึงวิธีการใหม่ทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ช่วยให้ตำรวจติดตามจับกุมชายสองคนมาดำเนินคดีได้ด้วย

ทอม เบดฟอร์ด ผู้สื่อข่าวอาชญากรรมที่เคยได้ทำข่าวนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน บอกว่า "มันช่างเหลือเชื่อเมื่อมาลองคิดดูว่า เด็กสาวอายุแค่ 15 ปี สามารถจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีใครผิดสังเกตหรือให้ความสนใจห่วงใยเธอเลย สี่สิบปีมานี้ผมทำข่าวมาแล้วหลายเรื่อง แต่จะไม่มีวันลืมเรื่องนี้"

เบดฟอร์ดยังให้สัมภาษณ์ในสารคดีเรื่องใหม่ "ความลับที่ถูกฝัง: ศพในม้วนพรม" (Buried Secrets: The Body in the Carpet) ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ของสหราชอาณาจักรว่า "ข้อเท็จจริงที่ว่ามีการปล่อยให้เธอหนีออกจากบ้านพักเด็กและเยาวชนของรัฐ โดยไม่มีการประกาศตามหา หรือการสอบสวนทวนความใด ๆ ในเรื่องดังกล่าว มันช่างน่าเศร้าเหลือเกิน ไม่มีการขึ้นทะเบียนชื่อของเธอในรายชื่อผู้สูญหาย ไม่มีใครรู้ว่าเธอหายตัวไป ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเธอเป็นใคร"

Photograph of the garden where Karen Price's body was found at Fitzhamon Embankment in 1989. Four male officers are captured walking into a polyester tent which enclosed the site of her body. They stand behind police tape, one man on the right has a camera on a lanyard around his neck, while two others on far the left wear boiler suits.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตำรวจบอกว่าหลักฐานส่วนใหญ่ต้องถูกทำลายไปเพราะการก่อสร้าง

คำเตือน: เรื่องราวต่อไปนี้มีรายละเอียดที่อาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกไม่สบายใจ

พ่อแม่ของคาเรนหย่าร้างกัน ทำให้เธอต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางชีวิตครอบครัวที่วุ่นวายปั่นป่วน ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้งเรื่องสิทธิในการเลี้ยงดูปกครองบุตร ทำให้เธอต้องเข้าไปอยู่ในความดูแลของทางการตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี

เธอเคยแอบหนีออกจากบ้านพักเด็กและเยาวชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเธออยู่มาตั้งแต่ตอนอายุได้ 11 ปี และต่อมาก็หนีออกจากศูนย์ประเมินเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม Maes-Yr-Eglwys ที่หมู่บ้าน Church Village ในเขต Rhondda Cynon Taf ของแคว้นเวลส์ โดยไม่หวนกลับมาอีกเลย

ส่วนร่องรอยหลักฐานที่พอจะบ่งบอกได้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของคาเรนหลังจากนั้น ไปจนถึงช่วงก่อนที่เธอจะเสียชีวิต ก็หาพบได้ยากมาก

The decomposed body of a young woman was found by workers in the back yard of a house in Fitzhamon Embankment, Cardiff. The body was found in the corner where police have erected a polythene tent. Unfortunately, building activity has ruined much of the evidence. Pictured is Paul Bodenham of Roath Housing building contractors, who found the body, showing the corner of the yard where it was found. It is a black and white image of him pointing to where he found the body (in the garden)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พอล โบเดแนม หนึ่งในสองคนงานก่อสร้างที่พบศพคาเรน

ในช่วงฤดูหนาวของปี 1989 คนงานก่อสร้างซึ่งกำลังปรับปรุงพื้นที่ ตรงบริเวณที่จะกลายเป็นสนามกีฬาประจำเมืองในปัจจุบัน ได้ขุดดินลึกลงไปประมาณ 3 ฟุต ก่อนจะพบเข้ากับพรมม้วนหนึ่ง

คลิปวิดีโอที่บันทึกรายงานข่าวในตอนนั้น มีถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของนายพอล โบเดแนม หนึ่งในคนงานก่อสร้าง ที่เล่าว่าตอนแรกพวกเขาต่างหยอกล้อกันเล่น ๆ ว่า "อาจจะมีศพอยู่ในนั้นก็ได้"

แต่เมื่อได้เห็นสิ่งสยองขวัญที่อยู่ด้านใน พวกเขารีบแจ้งให้ตำรวจมาทันที ศพของคาเรนที่อยู่ในม้วนพรมนั้น ถูกมัดด้วยท่อร้อยสายไฟที่ข้อมือ ส่วนที่ศีรษะยังคงมีถุงพลาสติกคลุมอยู่

เนื่องจากแทบไม่มีใครรู้ว่า เธอไปไหนและทำอะไรมาบ้างก่อนตาย ส่วนกล้องวงจรปิดก็ยังไม่เป็นที่นิยมในยุคนั้น การสืบสวนสอบสวนของตำรวจในคดีนี้ จึงต้องอาศัยนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลัก

ซากหนอนที่พบในพรมคือเบาะแสสำคัญ ซึ่งจะบอกได้ว่าเธอตายตั้งแต่เมื่อไหร่ และร่างของเธอถูกฝังอยู่ที่นั่นมานานแค่ไหนแล้ว เพราะแมลงวันจะไม่วางไข่ในซากศพที่ถูกฝังตั้งแต่แรก ดังนั้นการที่ศพมีหนอนไชจึงยืนยันได้ว่า คาเรนน่าจะถูกฆาตกรรมในช่วงระหว่างเดือนก.ค. ปี 1981 จนถึงเดือนมี.ค. ปี 1982 ก่อนที่ร่างของเธอจะถูกนำไปฝังในหลุมตื้น ๆ

ข้อมูลนี้ทำให้ตำรวจสืบสวนสามารถระบุรายชื่อของผู้ต้องสงสัย ซึ่งน่าจะเป็นคนที่พักอยู่ในแฟลตชั้นใต้ดินแห่งดังกล่าว ในช่วงเวลาที่คาดว่าเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์เดวิด วิตเทเกอร์ ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ยังได้ตรวจสอบโครโมโซมจากฟันของผู้ตาย รวมทั้งพิจารณาระดับพัฒนาการของโครงสร้างฟัน จนทราบได้ถึงเพศและอายุของศพ ทั้งยังพบโพรงสีชมพูในรอยแตกของฟัน ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดฝอยที่ส่งเลือดไปเลี้ยงฟันฉีกขาด ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่า มรณกรรมของคาเรนน่าจะมีสาเหตุมาจากการใช้ความรุนแรง

A black and white photograph of the outside of flat 29, Fitzhamon Embankment, Cardiff, where Karen Price's body was found. A police officer stands outside the building in full uniform, in front of a gate cornering off the building using cones. Other builders can be seen stood chatting and laughing in the right hand corner, next to the officer.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เหตุฆาตกรรมเช่นนี้ ถือว่าผิดปกติอย่างยิ่งสำหรับเมืองคาร์ดิฟฟ์ในยุคสมัยนั้น

จุดเปลี่ยนของวงการนิติวิทยาศาสตร์

อดีตเจ้าหน้าที่สืบสวน เจฟฟ์ นอร์แมน แห่งกองบังคับการตำรวจภูธรแคว้นเวลส์ใต้ บอกว่าเหตุฆาตกรรมอย่างกรณีของคาเรน ถือว่าผิดปกติอย่างยิ่งสำหรับเมืองคาร์ดิฟฟ์ในยุคสมัยนั้น เพราะก่อนหน้าคดีดังกล่าว ตัวเขาเองเคยเจอมาแต่คดีอาชญากรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น "ไม่ค่อยมีเหตุฆาตกรรมในเมืองคาร์ดิฟฟ์ ตัวผมเองก็ไม่เคยเห็นซากโครงกระดูกมาก่อน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างช็อกเลยทีเดียว"

ในเมื่อไม่มีข้อมูลคนหายที่ตรงกับซากศพปริศนา เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงต้องปะติดปะต่อเบาะแสต่าง ๆ เข้าด้วยกันเอาเอง โดยอาศัยเทคนิคใหม่ ๆ ทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ยังไม่ผ่านการทดสอบเป็นส่วนใหญ่

ริชาร์ด นีฟ ศิลปินคนสำคัญผู้เชี่ยวชาญการประกอบสร้างใบหน้าใหม่ เพื่อระบุตัวตนให้กับศพที่ไม่เหลือเค้าของโฉมหน้าเดิมแล้ว ได้ใช้กะโหลกศีรษะของคาเรน มาเป็นเค้าโครงในการสร้างแบบจำลองใบหน้าของเธอในตอนที่ยังมีชีวิต ซึ่งปรากฏว่าทำออกมาได้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงมากทีเดียว

ความสำเร็จในครั้งนี้ ถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในความก้าวหน้าของวงการนิติวิทยาศาสตร์ เพราะเทคนิคใหม่รุ่นบุกเบิกที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงการเดาสุ่มในตอนแรก กลับกลายเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างล้นหลาม

Reconstructed computer generated image of Karen Price, aged 15. There is no dimension in colour in Karen's face, as the image has a peachy hue, but you can see her bone structure and features. She has blue eyes has curly hair in the image and appears very young.
คำบรรยายภาพ, ใบหน้าของคาเรนที่ประกอบสร้างขึ้นใหม่ ถือว่าเป็นเทคนิคทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัยในยุคนั้น

ประกาศหาเบาะแสที่ออกในรายการ "เฝ้าระวังอาชญากรรม" หรือ Crimewatch ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 1990 ได้แสดงภาพใบหน้าที่ประกอบสร้างขึ้นใหม่ของคาเรน ทำให้เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์สองคนจากเมืองพอนตีพริดด์ (Pontypridd) ซึ่งอยู่ห่างจากคาร์ดิฟฟ์ไปทางตอนเหนือราว 16 กิโลเมตร จดจำเธอได้ทันทีและแจ้งถึงชื่อรวมทั้งตัวตนของคาเรนกับตำรวจ

อย่างไรก็ตาม การระบุตัวตนของคาเรนให้ได้อย่างแน่ชัด ยังต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งบุกเบิกในยุคนั้นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือการสกัดสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) จากกระดูกมนุษย์ เทคนิคนี้ทำให้สามารถบ่งชี้ได้ว่า ศพนิรนามนั้นเป็นบุตรของใคร ซึ่งเท่ากับเป็นการยืนยันตัวตนที่แน่ชัดของเธอเป็นครั้งแรก

Anita Edward, who is the mother of the body-in-the-carpet victim, Karen Price. She died after failing to come to terms with her daughter's murder. Picture is taken circa 1990s. She has brown short hair, brown eyes and looks at the camera. She wears a jumper patterned with rows of roses and hearts on it. The photo is in black and white.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แอนิตา เอ็ดเวิร์ด แม่ของคาเรนบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อปี 1981 เธอได้พยายามรั้งลูกไว้ไม่ให้ออกจากบ้านแล้ว

รายการ Crimewatch ไม่เพียงแต่ช่วยระบุชื่อของศพนิรนามได้เท่านั้น ยังทำให้ผู้ที่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุฆาตกรรมของคาเรน ยอมออกมารับสารภาพและให้เบาะแสเพิ่มเติมอีกด้วย

อิดริส อาลี เป็นคนหนึ่งที่ได้รับชมรายการดังกล่าว เพื่อนคนหนึ่งของเขาได้พยายามชักจูงโน้มน้าว ให้อาลียินยอมออกมาให้การกับตำรวจ เรื่องที่เขาเคยมีส่วนพัวพันกับการเป็นนายหน้าค้ากาม โดยใช้แรงงานเด็กสาวกลุ่มหนึ่งที่หนีออกมาจากบ้านพักเด็กและเยาวชน ซึ่งเขาร่วมกับนายอลัน ชาร์ลตัน ชาวมณฑลซัมเมอร์เซต กระทำการดังกล่าวเมื่อหลายปีก่อน

ชาร์ลตันคือคนที่อาศัยอยู่ในแฟลตชั้นใต้ดินเลขที่ 29 ของย่านฟิตซ์แฮมอน เอ็มแบงก์เมนต์ ใจกลางเมืองคาร์ดิฟฟ์ โดยเขาพักอยู่ที่นั่นระหว่างเดือนมิ.ย. ปี 1981 จนกระทั่งถึงเดือน ก.พ. ปี 1982 เอกสารที่ใช้ในการพิจารณาคดีของศาลระบุว่า ศพของคาเรน "ถูกพบอยู่ห่างจากประตูหลังของบ้านเขาเพียงไม่กี่ฟุต"

อาลีให้การกับตำรวจว่า เขาเห็นชาร์ลตันสั่งให้คาเรนกับเด็กสาวอายุ 13 ปีอีกคนหนึ่ง ถอดเสื้อผ้าออกเพื่อถ่ายภาพเปลือย แต่เมื่อเด็กสาวที่อายุน้อยกว่าปฏิเสธ ชาร์ลตันก็ตรงเข้าทำร้ายเธอทันที ทำให้คาเรนพยายามเข้ามาช่วยปกป้องรุ่นน้อง จนชาร์ลตันโมโหและหันไปใช้ความรุนแรงกับคาเรนแทน

อัยการระบุว่าชาร์ลตันนั้นเป็น "พวกโรคจิต" เขาตบและต่อยคาเรนอย่างรุนแรง จนอาลีต้องเข้ามาห้ามและพลอยถูกหมัดของชาร์ลตันไปด้วย อาลียังให้การต่อศาลอุทธรณ์ว่า ภายใต้ภาวะที่ถูกข่มขู่ด้วยการใช้ความรุนแรง เขาได้พยายามจับมือของคาเรนไว้เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ในขณะที่ชาร์ลตันยังคงตบและต่อยเธอไม่หยุด

อาลียังบอกว่า เมื่อชาร์ลตันหยุดทำร้ายคาเรนในที่สุด "มีเลือดไหลจากปากของเธอ และเธอยังแน่นิ่งไม่ตอบสนองใด ๆ"

Still photograph of Idris Ali. The image is pixelated but he has brown eyes, brown short hair and looks plainly at the camera. He wears a purple t-shirt.

ที่มาของภาพ, South Wales Police

คำบรรยายภาพ, ประกาศที่ออกในรายการ Crimewatch ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี ทำให้นายอิดริส อาลี ยอมรับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารคาเรน

ในตอนที่เกิดเหตุฆาตกรรมดังกล่าว อาลียังเป็นผู้เยาว์ที่มีอายุเพียง 16 ปี เขาเล่าว่าชาร์ลตันได้เอาพรมออกมาห่อร่างของคาเรน ซึ่งเขายอมรับว่าได้ช่วยชาร์ลตันปกปิดอำพรางศพด้วยวิธีดังกล่าวด้วย

ในตอนแรกร่างของคาเรนถูกเก็บไว้ในตู้เป็นเวลา 4 วัน ก่อนที่พวกเขาจะย้อนกลับมาฝังร่างของเธออีกครั้ง ซึ่งช่วงเวลาที่ศพถูกทิ้งไว้ในตู้นี้ นานเพียงพอที่แมลงวันจะมาวางไข่ จนเกิดหนอนขึ้นในภายหลังได้

อาลีบอกว่าชาร์ลตันสั่งให้เขากลับมาที่บ้านหลังดังกล่าว เพื่อช่วยฝังศพคาเรนในหลุมที่ขุดขึ้นลวก ๆ ในสวนด้านหลังของแฟลต ซึ่งตรงกับด้านนอกของหน้าต่างห้องครัวพอดี และนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่มีผู้ได้พบเห็นคาเรน ไพรซ์ ก่อนเธอจะหายสาบสูญไปเป็นเวลา 8 ปี หลังจากนั้น

ต่อมาในปี 1991 ศาลตัดสินให้ชาร์ลตันและอาลีต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยพวกเขาต้องถูกจำคุกอย่างน้อย 15 ปี ก่อนจะมีสิทธิยื่นขอพักโทษ อย่างไรก็ตาม ศาลได้เพิกถอนความผิดฐานฆาตกรรมของอาลีในปี 1994 หลังเขาหันมายอมรับสารภาพในข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นความผิดฐานที่เบากว่าฆาตกรรมโดยเจตนา อาลียอมรับว่าเขาทำเช่นนั้น เพื่อให้พ้นโทษและออกจากเรือนจำไวขึ้น

ส่วนชาร์ลตันซึ่งยืนกรานว่าตนเองบริสุทธิ์มาโดยตลอดนั้น ได้รับอนุญาตให้พักโทษและถูกปล่อยตัวในปี 2017 หลังถูกจองจำมาเป็นเวลานาน 26 ปี

Photograph of Alan Charlton, who has brown thick hair, a brown short beard, and smiles at the camera. He wears a blue shirt and a v neck beige jumper. He is stood outside and you can see house roofs in the background.

ที่มาของภาพ, South Wales Police

คำบรรยายภาพ, อลัน ชาร์ลตัน ฆาตกรที่สังหารคาเรน ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี 1991 แต่เขาอยู่ในเรือนจำเพียง 26 ปี ก่อนได้รับการปล่อยตัวในปี 2017

หลังศาลมีคำพิพากษาลงโทษคนร้ายทั้งสองในปี 1991 นายเลนาร์ด ไมเคิล ไพรซ์ พ่อของคาเรน ได้ให้สัมภาษณ์ในรายงานข่าวเมื่อปี 1991 โดยเขาคิดว่าคาเรนได้แต่งงานมีครอบครัวของตนเองไปแล้ว จึงไม่ได้เป็นห่วงกังวลถึงความเป็นไปของลูกสาวอีกเลย จนกระทั่งมีการพบศพและรื้อฟื้นคดีขึ้นมาดังกล่าว

พ่อของคาเรนบอกว่า "มันน่าเศร้าสำหรับครอบครัวของเรา แต่อย่างน้อยเธอก็ได้พักผ่อนอย่างสงบแล้ว ส่วนคนร้ายก็ได้รับโทษตามสมควร"

รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น South Wales Echo เมื่อปี 1990 ระบุว่านายไพรซ์เห็นลูกสาวครั้งสุดท้าย ในการหารือไกล่เกลี่ยเรื่องสวัสดิภาพของคาเรนที่ศาล เมื่อเดือนก.พ. ปี 1981

ส่วนแอนิตา เอ็ดเวิร์ด แม่ของคาเรน ได้ให้สัมภาษณ์กับไมค์ อาร์โนลด์ นักข่าวอาชญากรรมว่า เธอหวังว่าสักวันหนึ่งคาเรนจะกลับบ้าน โดยพาสามีและลูก ๆ ของเธอมาด้วย

แม่ของคาเรนยังบอกว่า ตนได้พยายามรั้งตัวลูกสาวเอาไว้อย่างสุดความสามารถแล้ว ในตอนที่เธอจะขึ้นรถโดยสารเพื่อหนีออกจากบ้านในปี 1981 หลังจากที่ทั้งสองทะเลาะกันเพราะคาเรนขโมยเครื่องบันทึกเสียง แต่เธอก็รั้งตัวลูกสาวเอาไว้ไม่ได้ และหลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้พบหน้าลูกอีกเลย

แม่ของคาเรนบอกว่าเธอคิดถึงลูกเสมอ และอ้างว่าเคยเขียนจดหมายสอบถามกับหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ในปี 1984 เพื่อติดตามข่าวคราวของคาเรน แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น South Wales Echo รายงานในเวลาต่อมาว่า แม่ของคาเรนเสียชีวิตลงเมื่อมีอายุได้ 54 ปี ด้วยภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษอย่างเฉียบพลัน ในวันที่ 26 ธ.ค. 1992 หลังดื่มหนักจนล้มฟุบในวันคริสต์มาส

สิ่งที่ยังค้างคาอยู่คือคำถามที่ว่า เหตุใดไม่มีใครสนใจจะตามหาตัวเด็กสาวผู้นี้ ซึ่งได้หายตัวไปทั้งที่ยังอยู่ในความดูแลของทางการท้องถิ่น

หากคาเรนยังมีชีวิตอยู่ เธอจะมีอายุครบ 60 ปี เมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา แม้เหตุฆาตกรรมของเธอจะโหดร้ายและสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์บอกว่า ผู้คนยังคงจดจำเรื่องราวของเธอได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะมันมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาวงการนิติวิทยาศาสตร์

ทอม เบดฟอร์ด อดีตผู้สื่อข่าวอาชญากรรมกล่าวทิ้งท้ายว่า "ผมทำข่าวมาแล้วหลายพันเรื่อง นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่เศร้าที่สุด เท่าที่ผมเคยรายงานมา การที่เด็กสาวอายุน้อยต้องมาตายแบบนั้น ชีวิตต้องดับสูญไปทั้งที่อายุได้แค่ 15 ปี มันช่างเศร้าเกินไปจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้"