บีบีซีเปิดโปงค่านิยมเหยียดเพศ - เชื้อชาติ ที่ซ่อนเร้นในหมู่ตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน
- Author, เอเดรียน โพลเกลซ และ โจเซฟ ลี
- Role, บีบีซี พานอรามา
- Author, โจเซฟ ลี
ผู้สื่อข่าวรายการพานอรามาของบีบีซี (BBC Panorama) ซึ่งปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ในสถานีตำรวจ สามารถบันทึกคลิปวิดีโอขณะพลตำรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวนหลายนาย ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน (Met) ประพฤติตนไม่เหมาะสมขณะปฏิบัติหน้าที่ เช่นพูดว่าผู้อพยพสมควรถูกยิง แสดงความชื่นชอบสะใจกับการใช้กำลัง และไม่รับฟังข้อกล่าวหาข่มขืนที่หญิงเจ้าทุกข์พยายามจะแจ้งให้ทราบ
หลักฐานของค่านิยมรังเกียจเหยียดหยามเพศหญิง รวมทั้งการแบ่งแยกกีดกันทางเชื้อชาติ ที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีรวบรวมมาได้ดังกล่าวนั้น ท้าทายต่อคำมั่นสัญญาของกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้บอกว่าจะจัดการกับ "พฤติกรรมที่เป็นพิษ" ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด หลังเกิดกรณีฆาตกรรมนางสาวซาราห์ เอเวอราร์ด ด้วยน้ำมือของตำรวจนครบาลผู้หนึ่งเมื่อสี่ปีก่อน ทั้งที่คนร้ายยังคงปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อยู่ในขณะนั้น
คลิปแอบถ่ายของรายการพานอรามา แสดงให้เห็นบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อย ต่างกล่าวถ้อยคำที่มีนัยทางเพศต่อเพื่อนร่วมงานหญิง ทั้งยังแสดงทัศนคติเชิงลบที่เหยียดเชื้อชาติต่อชาวมุสลิมและเหล่าผู้อพยพด้วย
หลักฐานของบีบีซีแสดงให้เห็นว่า แทนที่ค่านิยมเหยียดเพศหญิงและเหยียดเชื้อชาติ จะถูกขจัดออกไปจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตามที่เคยได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ แต่ที่จริงปัญหาเหล่านี้กลับถูกนำไปเก็บซุกซ่อนไว้ในที่ลับ "แค่หาคนใหม่มาทำงานแทน ก็เหมือนหยิบหน้ากากมาสวมปกปิดแผลไว้ได้แล้ว คุณต้องไปตามสืบหาตัวคนทำผิดเอาเอง" เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้หนึ่งกล่าว
หลังจากที่บีบีซีได้ส่งรายการข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่รวบรวมมาได้ ให้กับกองบัญชาการตำรวจนครบาลไปแล้ว ได้มีการสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 นาย และเจ้าหน้าที่พลเรือนอีก 1 ราย นอกจากนี้ยังโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 2 นาย ออกจากการปฏิบัติหน้าที่จับกุมคนร้ายในแนวหน้าด้วย โดยเซอร์ มาร์ก โรวลีย์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน กล่าวว่าพฤติกรรมของตำรวจที่รายการพานอรามาร้องเรียนมานั้น "เสื่อมเสียและน่าอัปยศอดสู ทั้งยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง เพราะขัดต่อคุณค่าและมาตรฐานที่ตำรวจนครบาลยึดถือ"
คำเตือน: เรื่องราวต่อไปนี้มีการใช้ภาษาที่หยาบโลนอย่างมาก รวมทั้งมีถ้อยคำแบ่งแยกกีดกันทางเพศและเชื้อชาติในหลายจุด
ในบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกผู้สื่อข่าวบีบีซีแอบถ่ายนั้น มีบุคคลดังต่อไปนี้รวมอยู่ด้วย
- สิบตำรวจเอกโจ แมกิลเวนนี ซึ่งรับราชการมานานเกือบ 20 ปี ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล เขาบอกปัดไม่ยอมรับทราบข้อกล่าวหาที่หญิงมีครรภ์ผู้หนึ่งแจ้งว่า ถูกข่มขืนกระทำชำเราและตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว และเมื่อเพื่อนตำรวจหญิงผู้หนึ่งท้วงติง หลังส.ต.อ.แมกิลเวนนี ให้ประกันตัวผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว เขาบอกปัดเพียงสั้น ๆ ว่า "นั่นมันแค่เรื่องที่เธอพูด"
- พลตำรวจมาร์ติน บอร์ก เล่าเรื่องที่เขาได้เห็นส.ต.อ.สตีฟ แสตมป์ กระทืบขาผู้ต้องหา โดยแสดงความชื่นชอบสะใจในการกระทำดังกล่าว นอกจากนี้ พลฯ บอร์ก ยังหัวเราะสนุกสนาน เมื่อเล่าว่าเพื่อนตำรวจให้เขาช่วยยืนยัน ว่าผู้ต้องหาที่ถูกกระทืบขานั้น เป็นฝ่ายเตะส.ต.อ.แสตมป์ก่อน อย่างไรก็ตาม ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่อาจยืนยันได้ว่าคำกล่าวข้างต้นเป็นจริงหรือไม่
- พลตำรวจฟิล นีลสัน ได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่ปลอมตัวมาฟัง ขณะสังสรรค์กันอยู่ในผับว่า ชาวต่างชาติผู้หนึ่งที่ถูกควบคุมตัว เพราะพำนักอยู่เกินกำหนดที่ได้รับอนุญาตในวีซ่า "น่าจะถูกยิงกระสุนใส่หัว" ทั้งยังบอกว่า "พวกที่เอาหรือข่มขืนผู้หญิง ก็ตัดหำมันซะแล้วปล่อยให้เสียเลือดกันบ้าง"
รอรี บิบบ์ ผู้สื่อข่าวรายการบีบีซี พานอรามา ได้ใช้เวลาหาข้อมูลหลักฐานนานถึง 7 เดือน โดยปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลการควบคุมตัว (designated detention officer - DDO) ประจำห้องขังในสถานีตำรวจนครบาลชาริงครอสส์ (Charing Cross) ใจกลางกรุงลอนดอน และได้ยุติบทบาทดังกล่าวลงเมื่อช่วงเดือนม.ค.ของปีนี้ โดยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการควบคุมตัว เป็นตำแหน่งพลเรือนที่ได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวน แต่ไม่มีส่วนร่วมในการจับกุมตัวผู้ต้องหา
สถานีตำรวจนครบาลชาริงครอสส์ เป็นหนึ่งในสถานีตำรวจนครบาล 22 แห่ง ที่มีห้องชุดสำหรับการควบคุมตัว (custody suite) ซึ่งเป็นห้องขังและสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาหลังทำการจับกุม โดยจะควบคุมตัวไว้ในบริเวณดังกล่าวเป็นการชั่วคราว ก่อนการตั้งข้อหาหรือปล่อยตัวไป อย่างไรก็ตามพื้นที่อันคลุมเครือและยืดหยุ่นนี้ มักจะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้ต้องหาที่ดุร้ายอาละวาด หรือแม้กระทั่งกลั่นแกล้งรังแกกลุ่มเปราะบาง อย่างเช่นเยาวชนหรือผู้ป่วยจิตเวชได้
สถานีตำรวจนครบาลชาริงครอสส์ ตกเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบ โดยองค์กรอิสระเพื่อการคุมประพฤติตำรวจ (IOPC) ตั้งแต่สี่ปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการกลั่นแกล้งรังแก และการแบ่งแยกกีดกันด้วยสาเหตุต่าง ๆ ผลการสอบสวนขององค์กรนี้พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนแอบคุยกันเรื่องทำร้ายร่างกายแฟนสาว ทั้งยังแสดงความเห็นในกลุ่มแชตหรือกลุ่มสนทนาส่วนตัวอย่างหยาบคายโดยเหยียดเพศและเชื้อชาติ ทั้งยังเล่ามุกตลกเรื่องการข่มขืนกันอย่างสนุกสนานอีกด้วย
ผู้ร้องทุกข์กลุ่มหนึ่งให้เบาะแสกับรายการพานอรามาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีทัศนคติแบบเหยียดเชื้อชาติและเกลียดผู้หญิง ยังคงทำงานอยู่ในสถานีตำรวจแห่งนี้ แม้กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเคยให้คำมั่นไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า จะล้างบาง "ตำรวจอันธพาล" และขจัด "ความล้มเหลวทางวัฒนธรรม" ออกไปให้หมดสิ้นก็ตาม
"เหยียดเพศหญิงอย่างน่ากลัว"
ตามปกติแล้วเจ้าหน้าที่ยศสิบตำรวจเอก จะผลัดกันเป็นผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่สำหรับการควบคุมตัวในแต่ละวัน โดยต้องรับผิดชอบต่อการยึดถือคุณค่า และมาตรฐานจริยธรรมของกองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นสำคัญ
หนึ่งในเจ้าหน้าที่เหล่านี้ คือส.ต.อ.แมกิลเวนนี แห่งสถานีตำรวจนครบาลชาริงครอสส์ ซึ่งผู้สื่อข่าวบีบีซีสามารถถ่ายคลิป ในตอนที่เขาแสดงความเห็นเหยียดเพศหญิงขณะปฏิบัติหน้าที่ได้หลายครั้ง
ส.ต.อ.แมกิลเวนนี ชอบบรรยายอย่างโจ๋งครึ่มถึงกิจกรรมทางเพศของตนเอง โดยเล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่ปลอมตัวอยู่ และเพื่อนตำรวจหญิงอีกคนฟังว่า เขาได้รู้จักผู้หญิงคนหนึ่งทางออนไลน์ "หล่อนโคตรอ้วนจนคับบานประตูเลย แทบจะเหมือนสัตว์ประหลาดตัวมหึมา" แถมยังบอกอีกว่า "อ้วนจนดูเหมือนมีตรงนั้นสองอัน มีทั้งอันจริงกับอันที่อ้วนเต่งล้อมอยู่รอบ ๆ"
นอกจากนี้ ส.ต.อ.แมกิลเวนนี ยังพูดถึงความสุขสมทางเพศที่เขาได้รับจากการถูกสัมผัสหัวนม แม้เพื่อนร่วมงานหญิงที่อยู่ข้าง ๆ จะทักท้วงไม่ให้เขาพูดเรื่องที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวแล้ว แต่ส.ต.อ.แมกิลเวนนี ก็ยังพูดลามกต่อไปไม่หยุด โดยเล่าถึงเรื่องที่เขาจะไปเจาะหัวนมว่า "ผมทนเจ็บเพิ่มขึ้นได้มากทีเดียว ถ้ามีการกระตุ้นเล้าโลมไปพร้อมกันด้วย ผมเลยว่าจะลองถามคนที่ร้านว่า...ขอชักว่าวไปด้วยได้ไหม"
ในฐานะสิบตำรวจเอกผู้รับผิดชอบการควบคุมตัว ส.ต.อ.แมกิลเวนนีจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่า ผู้ต้องหาสมควรจะถูกควบคุมตัวต่อไป หรือควรให้การประกันตัวหลังจากมีการตั้งข้อหาแล้ว
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่หญิงผู้ดูแลการควบคุมตัวผู้หนึ่ง ตั้งคำถามเพื่อคัดค้านการตัดสินใจของ ส.ต.อ.แมกิลเวนนี ที่อนุญาตให้ผู้ต้องหาในคดีข่มขืนแฟนสาวของตัวเองได้ประกันตัว โดยเธอพยายามชี้แจงว่า หญิงเจ้าทุกข์ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ได้เคยระบุว่าถูกผู้ต้องหาคนดังกล่าวเตะเข้าที่ท้อง แต่ส.ต.อ. แมกิลเวนนี กลับตอบอย่างไม่ยี่หระว่า "นั่นมันแค่เรื่องที่เธอพูด"
บีบีซีไม่มีข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดของคดีข้างต้น แต่ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่หญิงผู้ดูแลการควบคุมตัวคนดังกล่าว ได้บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีที่แฝงตัวอยู่ในสถานีตำรวจว่า เธอรู้สึกโกรธ ส.ต.อ.แมกิลเวนนีมาก เนื่องจาก "เขามีท่าทีไม่สะทกสะท้าน แถมยังลอยหน้าลอยตาตอนที่บอกว่า แล้วไง...นั่นมันแค่เรื่องที่เธอพูด ไอ้นั่นแม่งกระทืบท้องเธอตอนกำลังตั้งท้อง"
"ฉันอยากจะหันกลับไปด่าจริง ๆ ว่า ไอ้คนต่ำช้าน่ารังเกียจ แกมันน่าขยะแขยง แต่น่าเสียดายที่ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมันเป็นตำรวจติดยศ 3 บั้งบนบ่า"

ซู ฟิช อดีตรักษาการตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรนอตติงแฮมเชียร์ ซึ่งเคยมีประสบการณ์ไต่สวนคดีที่ตำรวจประพฤติมิชอบมาก่อน แสดงความเห็นหลังได้ชมคลิปแอบถ่ายของรายการพานอรามาว่า คำพูดที่มีนัยทางเพศของส.ต.อ.แมกิลเวนนีนั้น "ไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิง และเหยียดหยามเพศแม่อย่างยิ่ง"
ส่วนท่าทีไม่ยี่หระของส.ต.อ.แมกิลเวนนี ต่อข้อกล่าวหาข่มขืนและใช้ความรุนแรงกับหญิงมีครรภ์นั้น อดีตผู้บังคับการตำรวจหญิงมองว่า "ในฐานะผู้หญิงและอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฉันคิดว่าการที่คนอย่างเขามีอำนาจตัดสินใจในเรื่องแบบนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างมากกับความปลอดภัยของตัวฉันและผู้หญิงคนอื่น ๆ มันช่างน่าขนลุกเสียจริง"
ก่อนหน้านี้ฟิชเล่าว่า เธอเคยถูกเพื่อนร่วมงานที่เป็นตำรวจด้วยกันประทุษร้ายทางเพศถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในตอนที่เธอยังเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย และครั้งที่สองในตอนที่มียศและตำแหน่งระดับสูงแล้ว ดังนั้นในตอนที่เธอได้รักษาการตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรนอตติงแฮมเชียร์ เมื่อปี 2016 หน่วยงานดังกล่าวจึงเป็นแห่งแรก ที่ดำเนินคดีเหตุเหยียดหยามเพศหญิง ในฐานะอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง (hate crime)
เมื่อเดือนม.ค.ของปีนี้ ขณะที่ผู้สื่อข่าวของบีบีซียังคงแฝงตัวอยู่ในสถานีตำรวจนครบาลชาริงครอสส์ ส.ต.อ.แมกิลเวนนีได้รับแจ้งว่า เขากำลังถูกสอบสวนเรื่องที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสม กับผู้ต้องหาหญิงที่ถูกควบคุมตัวไว้ผู้หนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการควบคุมตัวบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า หญิงคนดังกล่าวเป็นชาวเอเชีย และส.ต.อ.แมกิลเวนนีพูดกับเธอว่า เธอน่าจะไป "เป็นหมอนวด" ทำให้ตำรวจรถไฟผู้หนึ่งที่ได้ทราบเรื่อง ยื่นร้องเรียนส.ต.อ.แมกิลเวนนี ต่อผู้บังคับบัญชา
ละอองน้ำสีแดง
ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการควบคุมตัว สามารถถ่ายคลิปของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะแสดงความชื่นชอบสะใจต่อการใช้กำลังได้หลายครั้ง ซึ่งเผยให้เห็นค่านิยมในหมู่ตำรวจที่มั่นใจและเชื่อใจเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมากว่า จะไม่ "ฟ้องนาย ขายเพื่อน" โดยร้องเรียนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตนเองอย่างแน่นอน
แม้จะหน้าที่ตำรวจจะได้รับอนุญาตให้ใช้กำลังได้ แต่ก็เพียงในกรณีที่ "มีเหตุผลอันสมควร และให้รู้จักใช้กำลังแต่พอสมควรแก่เหตุในทุกสถานการณ์" โดยข้อความนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน ในเกณฑ์มาตรฐานพฤติกรรมแห่งวิชาชีพตำรวจ
เมื่อผู้สื่อข่าวบีบีซีได้ไปสังสรรค์กับเพื่อนตำรวจที่ผับหลังเลิกงาน พลตำรวจมาร์ติน บอร์ก เอ่ยขึ้นหลังจากดื่มเข้าไปสองสามแก้วว่า มีผู้ต้องหาที่ถูกจับเพราะแต่งกายเลียนแบบตำรวจและพยายามก่อเหตุลักพาตัว ถูกรุมจับกดในห้องขัง ทั้งที่ได้รับการประเมินทางจิตว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะฆ่าตัวตายได้
พลฯ บอร์ก กล่าวว่าชายผู้นั้นถ่มน้ำลายใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคน แถมยังถ่ายปัสสาวะลงบนพื้นห้องขังอีกด้วย ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งจึงช่วยกันจับเขากดลงกับพื้น แต่ในขณะที่ผู้ต้องหาดิ้นรนเตะถีบอย่างสุดชีวิต ส.ต.อ.สตีฟ แสตมป์ ฉายา "จอมกระทืบ" ได้กระแทกรองเท้าบู๊ตลงไปที่ขาข้างหนึ่งของผู้ต้องหาอย่างแรง ซึ่งผู้สื่อข่าวบีบีซีได้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดในภายหลังว่า ส.ต.อ.แสตมป์ กระทืบขาชายคนดังกล่าวสองครั้ง
"ไอ้คนนี้แม่งร้องลั่น" พลฯ บอร์กเล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟังในผับ "หลังจากนั้นมันมีก้อนบวมปูดก้อนใหญ่ขึ้นที่เท้า แม่งดูเหมือนเนื้องอกเลยว่ะเพื่อน" พลฯ บอร์กยังเล่าต่อไปว่า ผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้ประท้วงกับเขาเรื่องที่ถูกส.ต.อ.แสตมป์กระทืบขา แต่ตอนนั้นเขาพูดตอบกลับไปว่า "ใช่...เขาแม่งกระทืบขามึง แล้วไงล่ะไอ้เหี้ย"
พลฯ บอร์กยังเล่าว่า ในภายหลังส.ต.อ.แสตมป์ได้บอกกับเขา ว่าผู้ต้องหาที่ถูกกระทืบขาพยายามจะเตะถีบเขาก่อน พลฯ บอร์กจึงตอบรับและเสนอว่า "ใช่เลยครับจ่า จะให้ผมลงบันทึกเรื่องนี้ใน MG11 ไหมครับจ่า"
MG11 คือแบบฟอร์มที่ระบุถ้อยแถลงของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ซึ่งอดีตผู้บังคับการตำรวจหญิงซู ฟิช เห็นว่าหากพลฯ บอร์ก ให้การอันเป็นเท็จลงในแบบฟอร์มดังกล่าวจริง ก็จะเข้าข่ายความผิดฐาน "บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม หรือสมรู้ร่วมคิดกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม"
ภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องขังนั้น ไม่ชัดเจนพอจะยืนยันได้ว่า ผู้ต้องหาพยายามจะเตะถีบส.ต.อ.แสตมป์จริงหรือไม่ แต่เห็นได้ว่าชายผู้นั้นอยู่ในสภาพเท้าเปล่า ขณะที่ถูกตำรวจสี่คนรุมจับกดลงกับพื้น
เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกผู้หนึ่ง เล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่ปลอมตัวอยู่ได้ทราบว่า หากมีผู้ต้องหาปฏิเสธไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือแต่โดยดี เขาจะดึงสองนิ้วของผู้ต้องหาอย่างแรงจนเส้นเอ็นขาด แถมยังบอกอย่างภาคภูมิใจว่า "ผมชอบใช้กำลังบังคับพิมพ์ลายนิ้วมือ

พลตำรวจอีกผู้หนึ่ง ซึ่งได้รู้จักกับผู้สื่อข่าวบีบีซีเป็นครั้งแรกในโรงอาหาร เล่าว่าเคยถูกผู้ต้องหาประเคนศอกเข้าที่ใบหน้า เขาจึงตอบโต้ด้วยการ "กระหน่ำหวดแม่งที่น่อง" ขณะผู้ต้องหายืนอยู่ในรถคุมขังของตำรวจและถูกใส่โซ่ตรวนที่เท้า
"หวดแม่งไปแค่ห้าหกทีเท่านั้น แต่แผลมันดูไม่ดีเลย แน่นอนว่ามีละอองน้ำสีแดงกระเซ็นออกมานิดหน่อย แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น"
"พวกมันก็แค่เศษสวะ"
ในระหว่างการสังสรรค์กันที่ผับ บรรดาเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยของสถานีตำรวจนครบาลชาริงครอสส์ ต่างแสดงความเห็นในเชิงเหยียดเชื้อชาติและต่อต้านผู้อพยพ หรือไม่ก็แสดงความเห็นในเชิงต่อต้านชาวมุสลิม
ครั้งหนึ่งพลฯ บอร์ก เล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในผับถึงกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวว่า บางส่วนเป็นพวกชนกลุ่มน้อยเชื้อสายต่างด้าว และเมื่อถูกถามว่าคนกลุ่มไหนก่อเรื่องมากที่สุด เขาตอบทันทีว่า "พวกมุสลิม"
"พวกมันเกลียดเรา แบบโคตรจะเกลียดเราพอตัวเลย...อิสลามคือตัวปัญหา แถมเป็นปัญหาใหญ่ด้วยผมว่า" พลฯ บอร์ก กล่าวอย่างแค้นเคือง
มาตรฐานพฤติกรรมของตำรวจระบุไว้ว่า เจ้าหน้าที่จะต้อง "ไม่ทำลายความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หรือบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชน ไม่ว่าจะอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ก็ตาม"

ในตอนแรกพลตำรวจฟิล นีลสัน สมาชิกผู้หนึ่งของกองกำลังตำรวจที่ดูแลย่านเวสต์เอนด์ของกรุงลอนดอน ออกจะลังเลและดูวิตกกังวล ในการแสดงความเห็นให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่ปลอมตัวอยู่ได้ฟัง โดยเขากล่าวกึ่งติดตลกกึ่งหยั่งเชิงว่า ผู้สื่อข่าวบีบีซีเป็นคนของกองกำกับการมาตรฐานวิชาชีพตำรวจหรือไม่
สองสัปดาห์ต่อมา พลฯ นีลสันกับผู้สื่อข่าวบีบีซีได้พบกันอีกครั้งหนึ่งในผับ เขาจึงพูดคุยอย่างเปิดอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า ตนเองไม่ขัดข้องที่ชาวยูเครนจะลี้ภัยสงครามมาอยู่ในสหราชอาณาจักร แต่สำหรับคนที่มาจากตะวันออกกลางแล้ว มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แตกต่างกันมากทีเดียว "พวกมันเป็นแค่เศษสวะ...นี่มันรุกรานกันชัด ๆ" พลฯ นีลสันกล่าวขณะดื่มเบียร์เป็นเหยือกที่สอง "พระเจ้า...ตอนนี้พวกเราก็กำลังจะตกงานไปด้วยแล้ว"
ตลอดช่วงค่ำของวันนั้น ยิ่งพลฯ นีลสันดื่มมากขึ้น ก็ยิ่งแสดงทัศนคติที่เป็นลบต่อชาวมุสลิมออกมาอย่างรุนแรงสุดขั้วขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอลว่าชาวแอลจีเรียนั้นเป็นพวก "เศษสวะ" และ "หน้าตัวเมีย" ส่วนชาวโซมาเลียนั้น "ก็เศษสวะ" และ "หน้าตาน่าเกลียดทุเรศทุรัง" ซ้ำยังบอกว่า "คนต่างชาติจากประเทศไหนก็แล้วแต่ ล้วนเลวร้ายและจัดการยากที่สุดแล้ว"
เมื่อดื่มต่อไปอีกหน่อย พลฯ นีลสัน ได้เผยถึงทัศนคติต่อศาสนาอิสลามว่า "เห็นมาเยอะแล้ว พวกนับถืออิสลามนี่แหละที่ก่ออาชญากรรมมากที่สุด วิถีการดำเนินชีวิตของคนพวกนี้ไม่ถูกต้อง เราจะเห็นได้เลยว่า พวกที่ก่อคดีบ่อยที่สุดคือคนมุสลิม"
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานความประพฤติของตำรวจอังกฤษนั้น ห้ามเจ้าหน้าที่กระทำการแบ่งแยกกีดกันด้วยสาเหตุใด ๆ อย่างผิดกฎหมายและไม่เป็นธรรม ด้านกระทรวงกิจการภายในและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ไม่เคยเผยแพร่ตัวเลขสถิติการจับกุมอาชญากร โดยแยกกลุ่มตามการนับถือศาสนาของคนร้ายแต่อย่างใด
พลฯ นีลสันยังเล่าถึงผู้ถูกควบคุมตัวในความดูแลของเขา ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่พำนักในสหราชอาณาจักรจนเกินเวลาที่กำหนดไว้ในวีซ่าว่า "แม่งน่าจะยิงกระสุนเป่าหัวมัน หรือไม่ก็เนรเทศไปเลย" เขายังพูดต่ออย่างเมามันว่า "ถ้าได้ปืนลูกโม่หรือรีวอลเวอร์ที่ยิงได้ต่อเนื่องจะดีมาก ส่วนพวกที่เอาหรือข่มขืนผู้หญิง ก็ตัดหำมันซะแล้วปล่อยให้เสียเลือดกันบ้าง"
อดีตผู้บังคับการตำรวจหญิงซู ฟิช บอกว่าเธอ "ตกใจและขยะแขยง" ต่อทัศนคติของพลตำรวจผู้นี้อย่างมาก และยังเห็นว่าเขาคือ "พวกเหยียดเชื้อชาติที่ใช้ความรุนแรง"
"ฉันไม่อาจจะมั่นใจหรือเชื่อใจเขาในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เลย พูดตรง ๆ ว่าไม่สู้จะไว้ใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วย" อดีตผู้บังคับการตำรวจหญิงกล่าว
"เผยตัวตนที่แท้จริงออกมา"
แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคน จะได้เผยทัศนคติของตนเองที่เหยียดเพศและเชื้อชาติ รวมทั้งแสดงความเห็นที่ไม่เป็นมืออาชีพออกมา แต่บางคนก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่า พวกเขารู้ดีว่าต้องปกปิดทัศนคติที่แท้จริงของตนเองเอาไว้ให้มิดชิด
ครั้งหนึ่งส.ต.อ.แมกิลเวนนี กล่าวเตือนผู้สื่อข่าวบีบีซีที่ปลอมตัวอยู่ ไม่ให้เผลอพูดพล่อย ๆ ถึงการใช้กำลังกับผู้ต้องหา โดยต้องพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ให้กล้องวงจรปิดหรือเครื่องดักฟังภายในสถานีตำรวจบันทึกคำพูดในลักษณะนี้ได้
หลังจากที่ส.ต.อ.แมกิลเวนนี ต่อยขาของชายผู้หนึ่งที่ถูกใช้กำลังบังคับตรวจค้นตัว ผู้สื่อข่าวของบีบีซีพูดกับเขาว่า "ผมเห็นรอยยุบเล็ก ๆ ที่คุณทำ ตรงหลังขาของคนนั้นนะ" ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ส.ต.อ.แมกิลเวนนีได้ลากตัวผู้สื่อข่าวบีบีซีไปยังมุมหนึ่งของห้องควบคุมตัว ซึ่งอยู่ห่างจากกล้องวงจรปิดและไมโครโฟนดักฟัง พร้อมกับบอกว่า "ระวังหน่อย อย่าพูดซักไซ้ถึงเรื่องใช้กำลังในห้องควบคุมตัว มันฟังดูไม่ดีหากเกิดมีใครไปย้อนดูหรือย้อนฟังจนตรวจพบเข้า" ส.ต.อ.แมกิลเวนนียังกล่าวย้ำเป็นเชิงขู่ว่า "อย่าเผลอปากสว่าง จนพวกเราแม่งถูกร้องเรียนเป็นเรื่องใหญ่กันหมด"
ระหว่างการสังสรรค์ในผับครั้งหนึ่ง ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้พบกับพลตำรวจไบรอัน ชาร์กี ซึ่งกำลังดื่มกับเพื่อนตำรวจ และพูดเป็นเชิงตลกเสียดสีเรื่องการร้องเรียนทางวินัย โดยใช้คำพูดทะลึ่งลามกที่มีนัยทางเพศว่า "หากคิดจะทำเรื่องต่ำ ๆ อย่างประทุษร้ายทางเพศ ก็เอาถึงขั้นข่มขืนแม่งไปเลยเป็นไง"
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พูดโพล่งถ้อยคำไม่เหมาะสมข้างต้นออกมา พลฯ ชาร์กีก็ดูเหมือนจะได้สติ และนิ่งเงียบคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดกลบเกลื่อนว่ามันเป็นเพียงมุกตลกเท่านั้น "ที่พูดไปไม่ค่อยถูกต้องนัก ก็แค่ทดสอบตัวเองน่ะ"

ต่อมาพลฯ ชาร์กี หันมากล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซีที่ปลอมตัวมาว่า "นี่กูเชื่อใจใครได้บ้างเนี่ย...พวกเด็กใหม่อย่างมึงน่ะ" ก่อนจะปรามให้พวกเขาเลิกคุยกันเรื่องคดีอาชญากรรมอีกกรณีหนึ่ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกผู้หนึ่งบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า เขาระมัดระวังตัวเสมอ เวลาพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานที่เข้ามาใหม่ "คุณต้องสวมหน้ากากเอาไว้ โดยพูดถึงแต่ข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ในตอนที่สนิทกันแล้ว ค่อยถอดหน้ากากเผยตัวตนที่แท้จริงของคุณออกมา"
บีบีซีได้ทำหนังสือแจ้งต่อกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน ถึงหลักฐานการกระทำความผิดที่รวบรวมได้โดยละเอียด ตลอดระยะเวลา 7 เดือนของการทำข่าวสืบสวนสอบสวนภายในหน่วยงานของตำรวจ
เซอร์ มาร์ก โรวลีย์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน ชี้แจงว่าหน่วยงานของเขาได้ "ดำเนินการแก้ไขทันที ด้วยมาตรการในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อสอบสวนหาความจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเหล่านี้" โดยได้มอบหมายเรื่องการสอบสวนที่ว่า ให้กับองค์กรอิสระเพื่อการคุมประพฤติตำรวจ IOPC เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งอะแมนดา โรว์ ผู้อำนวยการของ IOPC ระบุว่า "เรากำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่อย่างเคร่งครัดและจริงจังอย่างยิ่ง"
ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนบอกว่า "ได้ยุบทีมเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการควบคุมตัว ประจำสถานีตำรวจนครบาลชาริงครอสส์แล้ว" และกล่าวเสริมว่านับแต่ปี 2022 เป็นต้นมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจลาออกหรือถูกให้ออกจากราชการไปแล้วกว่า 1,400 นาย เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานความประพฤติของหน่วยงานได้ ซึ่งถือว่าเป็น "การล้างบางครั้งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล"
"ยังคงมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก ในการแก้ไขปัญหาที่บางคนหรือกลุ่มพวกพ้องของตำรวจ ยังคงกระทำการที่น่ารังเกียจ ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับเพื่อนตำรวจและประชาชนชาวกรุงลอนดอน เรายังมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะมุ่งมั่นค้นหาตัวผู้กระทำผิด จัดการสอบสวนและลงโทษทางวินัย เพื่อขจัดคนเหล่านี้ออกไปให้หมดสิ้น"

รายการพานอรามายังส่งจดหมายสอบถาม ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละคนที่ปรากฏตัวในคลิปแอบถ่าย และผู้ที่ถูกเอ่ยถึงในบทความนี้ แต่ไม่มีใครตอบกลับมา
หลังเกิดคดีฆาตกรรมที่นางสาวซาราห์ เอเวอราร์ด ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลผู้หนึ่งลักพาตัวไปข่มขืนและสังหาร เมื่อปี 2021 ผลการประเมินหน่วยงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน ที่บารอนเนส ลูอิส เคซีย์ เป็นผู้จัดทำ ชี้ว่าองค์กรแห่งนี้มี "ค่านิยมเชิงสถาบัน" ที่แบ่งแยกกีดกันทางเชื้อชาติ รวมทั้งรังเกียจผู้หญิงและคนรักเพศเดียวกันอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนได้ยอมรับผลการประเมินดังกล่าวเพียงบางส่วน โดยเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะเพื่อการแก้ไขที่ผู้ประเมินเสนอมา แต่ไม่ยอมรับว่าปัญหาเรื่องค่านิยมที่เลวร้ายดังกล่าว เป็นปัญหาใหญ่เชิงโครงสร้างของสถาบันตำรวจนครบาลทั้งหมด
ต่อมาในปี 2022 สำนักงานจเรตำรวจแห่งสหราชอาณาจักร ได้เข้ามาบังคับใช้มาตรการพิเศษกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน โดยยกระดับการกวดขันตรวจสอบให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวได้สิ้นสุดลงไปเมื่อช่วงเดือนม.ค. ของปีนี้ โดยในตอนนั้นเซอร์ มาร์ก โรวลีย์ บอกว่ากองกำลังตำรวจในสังกัดของเขา "ได้พัฒนาไปมากทีเดียว"
โดมินิก กรีฟ อดีตอัยการสูงสุดของสหราชอาณาจักร ซึ่งได้ชมคลิปแอบถ่ายของรายการพานอรามาด้วยเช่นกัน แสดงความเห็นว่าเขาต้องตกใจสุดขีด เมื่อได้เห็นว่ามาตรฐานอันสูงส่ง รวมทั้งคุณค่าและวินัยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพึงยึดถือนั้น "ดูเหมือนว่าจะไม่มีปรากฏ และดูเหมือนว่าไม่มีความพยายามปลูกฝังบ่มเพาะค่านิยมที่ดี ในหมู่เจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยที่มีอำนาจในมือเลย"
อดีตอัยการสูงสุดผู้นี้ยังบอกว่า พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว บ่อนทำลายความสมัครใจให้ความร่วมมือของประชาชน ในเรื่องการสอบสวนและดำเนินคดีของตำรวจ ซึ่งจะทำให้งานของพวกเขายากลำบากขึ้นในระยะยาว
ด้านอดีตผู้บังคับการตำรวจหญิงซู ฟิช กล่าวทิ้งท้ายว่า "ฉันเห็นมาเยอะแล้ว จนอาจจะพูดได้ว่ามีค่านิยมที่เป็นพิษอย่างสูงอยู่ในองค์กรนี้ ทั้งพฤติกรรมชายแท้ที่หมกมุ่นกับเรื่องเพศมากจนเกินไป, การรังเกียจเหยียดหยามเพศหญิง, การเหยียดเชื้อชาติ, และการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุโดยไม่จำเป็นอย่างผิดกฎหมาย"
"พวกผู้บังคับบัญชาของตำรวจนครบาล ไม่เคยเข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่า ค่านิยมที่เลวร้ายเหล่านี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบร้ายแรงขนาดไหน สำหรับพวกเขาแล้ว มันก็แค่ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง แต่กลับไม่เคยที่จะคิดว่า ข้องใส่ปลานั่นแหละที่เน่าเฟะไปหมดแล้ว"
















