"เหมือนถูกทิ้ง" "รู้สึกหวิว ๆ" คนชายแดนมองอย่างไรต่อการยุบสภา ในขณะที่การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชายังไม่คลี่คลาย

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai

    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

"ตกใจ" "แปลกใจ" "ทำไมมันเร็วจัง" นี่คือความรู้สึกของชาว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลายคนที่อพยพลี้ภัยการสู้รบชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา มาอยู่ที่ศูนย์อพยพแห่งหนึ่งใน อ.โนนคูณ หลังทราบข่าวซึ่งหลายคนเพิ่งทราบเมื่อช่วงเช้าวานนี้ (12 ธ.ค.) ว่า นายกฯ "อนุทิน" ประกาศยุบสภา

"เพิ่งจะทราบเมื่อตอนเช้า เปิดโทรศัพท์ดู[เห็น]ว่ายุบสภา ก็ตกใจเหมือนกัน ทำไม?" หญิงวัย 60 ปีที่ให้เราเรียกเธอว่า 'อี๊ด' บอกกับบีบีซีไทย

"คือบ้านเมืองกำลังจะรบกันอยู่นี่ แล้วก็ยุบสภา อันนี้พูดความเห็นของแม่นะ เราก็ตกใจ มันเหมือนกับว่าอะไร เหมือนกับว่าอยู่ ๆ ก็ปล่อยให้เราก็อยู่กลางทะเล มันเคว้ง"

เธอไม่ใช่คนเดียวที่บอกกับเราแบบนี้ เท่าที่บีบีซีไทยได้พูดคุยกับผู้อพยพในศูนย์ฯ ราว 4-5 คน มี 2-3 คนที่พูดในทำนองเดียวกัน คือรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง "รู้สึกหวิว ๆ" และไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

"ตอนแรกที่เห็นเนาะ[ข่าวยุบสภา]มันจะขึ้นในโทรศัพท์ ก็ตกใจ คือเขาทำไมเร็วจัง" หนูภา สาระขันธ์ วัย 40 ปี บอกกับบีบีซีไทย "ที่รู้ก็ตกใจ เพราะว่าเหมือนเราโดนทิ้ง อะไรอย่างนี้นะ แต่ก็สืบอ่านอะไร เราก็ตามข่าวตามอะไร ก็พอเข้าใจอยู่"

ขณะที่ความรู้สึกของบางคน บอกกับเราว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องการเมืองอะไรหรอก และ "เฉย ๆ" กับการประกาศยุบสภาของนายอนุทิน

"ก็ยังเฉยๆ อยู่ครับ" ชายวัย 60 ปีในศูนย์อพยพอีกแห่งที่ให้เราเรียกเขาว่า 'พ่อแลง' บอก "ก็ยังไม่ค่อยอะไรครับ นึกว่ามันจะไม่ไวขนาดนี้นะ นึกว่าจะไม่ยุบสภาไวขนาดนี้ แปลกใจนิดนึงพอรู้ข่าวว่า โอ๊ะ! ทำไมยุบไวจัง ไอ้เรื่องสงครามยังไม่จบอย่างนี้แหละ"

อย่างไรดี เขายอมรับว่าหากเลือกได้ อยากให้การสู้รบที่ชายแดนสิ้นสุดลงก่อน ก่อนที่มีการประกาศยุบสภา เพราะก็มีความรู้สึกไม่แน่นอนว่าเมื่อสถานการณ์ทางเมืองเปลี่ยนแปลงไป แล้วสถานการณ์ที่ชายแดนจะเป็นอย่างไร

"อยากให้มันสิ้นสุดสงคราม[ก่อน] ก็จะดี" เขาบอก "ปัญหาเรื่องสงครามมันจะได้หมดไปอย่างนี้ แต่ทีนี้มันจะหมดหรือไม่หมดไม่รู้แล้ว [ไม่รู้]มันจะอยู่กี่วัน... น่าจะให้มันจบก่อนถึงยุบ"

อยากให้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาชายแดนอย่างไร ?

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai

คำบรรยายภาพ, อี๊ดบอกว่าเธออยากให้การสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สิ้นสุดลงแบบที่ไม่ต้องให้ชาวบ้านอยู่อาศัยด้วยความหวาดระแวงอีกแล้ว

เป็นคำถามที่หลายคนซึ่งบีบีซีไทยได้พูดคุยตอบตรงกันว่า อยากให้การสู้รบบริเวณชายแดนจบลงแบบที่ชาวบ้านไม่ต้องอยู่อาศัยด้วยความหวาดระแวงอีกแล้ว

"อยากให้รบให้จบไปเลยทีเดียว ประชาชนจะได้ไม่ต้องอพยพหลายครั้ง มันเดือดร้อน แล้วเราก็อยู่แบบ[มี]อาการหวาดผวา" อี๊ดให้ความเห็น เธออพยพมาจากบ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเดียวกันกับที่ลูกจรวด BM-21 ตกใส่ปั๊มน้ำมันในการปะทะเมื่อเดือน ก.ค. ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน

"วันที่ระเบิดลง มันเครียดจนมันกินไม่ได้ มันสั่นไปหมดบางคนช็อกก็มี อย่างป้าเนี่ย วันที่ระเบิดลงไม่รู้หัวไปชนอะไร หัวโน ไม่รู้เลยว่าตัวเองไปชนอะไร ไม่รู้ จนทุกวันนี้อาการก็ยังผวาอยู่ เสียงมะม่วงหล่นใส่หลังคา[บ้าน]ก็คิดว่าระเบิด" เธอย้อนเล่า

"ถ้ารบก็คือให้จบ จะได้ไม่ต้องรบอีก รบให้เสร็จแล้วก็ทำกำแพงไปให้เสร็จ เราไม่ต้องไปติดต่อกับเขมรอีก" อี๊ดบอกว่าหากการสู้รบสิ้นสุดเธอก็ไม่อยากติดต่อกับชาวกัมพูชาอีกแล้ว เพราะเธอมองว่าไม่มีสัจจะ แม้ในอดีตจะเคยข้ามไปซื้อของที่ตลาดบริเวณชายแดนอยู่บ้าง

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพความเสียหายที่ร้านสะดวกซื้อภายในปั๊ม ปตท.บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังถูกจรวด BM-21 ตกใส่ในการปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อปลายเดือน ก.ค. (ภาพถ่ายวันที่ 15 ส.ค.)

ด้านหนูภาอยากให้รัฐบาลใหม่ทำให้ชายแดนมั่นคง

"ก็อยากให้มั่นคงกว่านี้ ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ เพราะว่าประชาชนตามชายแดนเขาก็เกิดความหวาดระแวง" เธอบอก "ทุกวันที่ทำมาหากินก็ใจไม่อยู่นิ่ง ใจไม่สงบ เพราะว่าหวาดระแวงเรื่องการสู้รบ"

"เพราะว่าเคยโดนประสบการณ์เกี่ยวกับระเบิดมาลงหน้าปั๊มใช่ไหม ทีนี้พวกเราก็ตื่นตระหนก ทุกวันจะคิดแต่ว่ามันจะมีเสียงปืนไหมอะไรอย่างนี้ ขอแค่ว่าให้มีความมั่นคงเกิดขึ้น ไม่มีแบบนี้... เด็กน้อย เด็กเล็ก ๆ เขาไม่รู้เรื่องก็กลัว"

หนูภามีลูก 2 คนซึ่งตอนนี้ก็มาอยู่ที่ศูนย์อพยพด้วยกัน คนโตเรียนอยู่ชั้น ป.4 ส่วนคนเล็กอยู่อนุบาล 3

"ที่เกิดเหตุตอนวันที่ 24 [ก.ค.] ตอนมันลงตอนแรกเนาะ มันใกล้บ้าน แล้วลูกเขาวิ่งเขาสะพายกระเป๋า แล้วตอนนั้นเขาก็วิ่งสวนกันนั่นน่ะ วิ่งชนกัน ลูกสองคนเขาก็ร้องบอก 'แม่ทำไงดี ๆ' เพราะเสียงมันดังมากเลยนะ" หนูภาย้อนเล่า "คือเขาสติไม่มีเลยอ่ะ เด็กน้อย แล้วทีนี้เวลามานอน ตอนกลางคืนเขาจะผวา มีเสียงอะไรดังนิดหน่อย เขา[จะถามว่า] 'เสียงระเบิดไหม' จะร้องหาแม่ตลอดเลยนะ เด็กน้อยน่ะ"

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ผู้สูงอายุที่อพยพมาจาก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ติดตามข่าวสารการปะทะบริเวณชายแดนผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

"ขอชายแดนให้สงบ แล้วก็เรื่องเศรษฐกิจก็ขอให้ดีกว่านี้" พ่อแลงบอกกับบีบีซีไทย เขาเป็นเกษตรกรที่ทั้งทำนา ไร่มันสำปะหลัง และสวนยางพารา

"ตอนนี้กำลังจะเริ่มดีแล้วแหละเนาะ... ผักก็เริ่มแพง อันนี้ก็ดีแล้วแหละที่แพง... ถ้าเกิดมันแพงประชาชนก็ลืมตาอ้าปากได้ แต่เรื่องชายแดนก็ขอให้ท่านจัดการให้เรียบร้อยให้สงบ เพราะว่าพวกเราก็จะไม่ ได้กังวลอะไรอีก" เขากล่าว

"มันลำบากนะ [ต้อง]ขนของ พอได้ข่าวก็เก็บของใส่รถ เมื่อไหร่จะยิง เมื่อไหร่จะอะไรก็ไม่รู้ ไปทำงานก็รอฟังแต่เสียงตูมอย่างเดียว พอไปทำงาน ปลูกมันปลูกอะไร [ก็คิดว่า]เมื่อไหร่มันจะตูมมาอย่างนี้ ก็ระแวง ระแวงมาก... ทำงานก็ไม่มีจิตใจจะทำ ก็รอแต่เสียงตูมอย่างเดียว [เสียงดัง]เมื่อไหร่ก็วิ่งขึ้นบ้าน"

พ่อแลงบอกว่าตั้งแต่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นก่อนจะเกิดการปะทะขึ้นมาจริง ๆ ในวันที่ 7 ธ.ค. เขา "ไม่ได้กรีดยางมาเป็นเดือนแล้ว" เพราะกลัวว่าจะมีจรวดมาตกที่สวนยาง เหมือนที่มันเคยตกในสวนยางพาราของคนอื่นที่อยู่ไม่ไกล ในครั้งที่มีการปะทะเมื่อเดือน ก.ค.

เงินเยียวยา

ผู้อพยพจาก อ.กันทรลักษ์ บอกบีบีซีไทยว่า ในการอพยพรอบที่แล้วเมื่อเดือน ก.ค. พวกเขาได้รับเงินเยียวยาครัวเรือนละ 5,000 บาท

เงินส่วนนี้ใช้เวลารอประมาณ 1 เดือน ซึ่งกลุ่มคนที่บีบีซีไทยได้พูดคุยก็มองว่าไม่นาน แต่สิ่งที่เราได้รับเสียงสะท้อนเพิ่มเติมคือเงินส่วนนี้ไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริงจากการขาดรายได้ ทั้งในช่วงเวลาที่ต้องอพยพ และช่วงเวลาที่สถานการณ์ไม่สงบทำให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่อย่างเคย

"ค่าเยียวยา 5,000 [บาท] มันน้อยเกินไปนะ" พ่อแลงให้ความเห็น เขาบอกว่าเงินเยียวยาที่เขาได้รับจากการที่ต้องอพยพในการปะทะเมื่อเดือน ก.ค. นั้น ไม่ต้องนับกับการขาดรายได้ในช่วงที่อพยพมา แต่แค่ค่าเดินทางมาศูนย์อพยพที่อยู่ต่างอำเภอ และเทียวไปเทียวมากลับไปดูบ้านใน อ.กันทรลักษ์ นั้น ก็ "ไม่พอ" แล้ว

"ไม่พอค่าเดินทาง ไป-กลับ ไปบ้านกลับมา ๆ อย่างนี้เที่ยวหนึ่งก็[ค่า]น้ำมันไป 600 กว่าบาท" เขาบอก "สมมุติว่าวิ่ง 6 เที่ยว ก็ตกไป 6 พัน (หรือ 3-4 พัน) ค่าน้ำมันไปจากศูนย์[อพยพ]ไปบ้าน เพราะว่ามันประมาณ 70 กว่ากิโล"

ขณะที่อี๊ดมองว่า "ถ้าครัวเรือนเล็ก ๆ ก็ไม่ค่อยกระทบอะไร มันก็ไม่เป็นไร แต่บางครัวเรือนที่เขาเยอะ เขาอยู่กันหลายคน เขาขาดรายได้ อันนี้มันก็กระทบเยอะ มันไม่พอนะ พูดจริง ๆ" เธอสะท้อน ตอนนี้เธอไม่ได้ทำงานอะไร แต่ลูกชายที่เธออาศัยพึ่งพาไม่สามารถเข้าไปทำงานในพื้นที่สีแดงได้ เมื่อมีคำสั่งให้อพยพ

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พ่อแลงบอกว่าเขา "ไม่ได้กรีดยางมาเป็นเดือนแล้ว" เพราะระแวงว่าจรวดจะตกใส่สวนยาง เหมือนที่เคยตกใส่สวนยางของคนอื่นที่อยู่ไม่ไกลจากเขามาก

ด้านหนูภาซึ่งทำสวนผัก เมื่อคำสั่งอพยพรอบนี้มาตอนที่เธอกำลังจะขนผักไปขาย ก็กลายเป็นว่าเธอต้องขนข้าวของและพาเพื่อนบ้านรอบข้างมากับรถบรรทุกผัก ส่วนผักที่ขนขึ้นรถแล้วนั้น จากที่จะขายก็กลายเป็นบริจาคให้กับคนที่ศูนย์อพยพได้มีวัตถุดิบทำอาหารกินกันในวันแรกที่หน่วยงานท้องถิ่นยังไม่ทันได้จัดอาหารให้

"เสียดาย" เธอยอมรับถึงความรู้สึกในวันนั้น "ถ้าเกิดเราไปขายเราก็ได้[เงิน]เท่านี้ใช่ไหม แต่นี่เราไม่ได้ขาย เราก็เสียเงินเสียเวลา แล้วถ้าไม่ได้เก็บวันนี้ เราจะทำยังไง เราจะเอาเงินที่ไหนใช้"

"รอบที่แล้วเนาะ ที่ปะทะกันเนอะ 4-5 คืนใช่ไหม หลังจากนั้นตลาดมันก็ยังไม่ทันเปิดนะคะ" หนูภาบอก เธอบอกว่าแม้การปะทะเมื่อเดือน ก.ค. จะสิ้นสุดลงภายในไม่กี่วัน แต่เธอต้องรอเวลาถึง "ครึ่งเดือน" กว่าที่ตลาดจะกลับมาเปิดและเธอสามารถนำผักไปขายได้ และเมื่อตลาดเปิดแล้วก็ใช้เวลาเป็นเดือนกว่าที่คนจะกลับมาจับจ่ายใช้สอยกันเหมือนเดิม

"ทุกวันนี้ที่อพยพมาแต่ละคนก็ไม่มีรายได้เนาะ เพราะว่ารายได้ส่วนใหญ่เขาก็อยู่กับการเกษตร อยู่ตามบ้านตัวเอง ทีนี้โดนแบบนี้เขาก็ไม่มีรายได้" หนูภาสะท้อน เธอบอกว่าแม้ที่ศูนย์อพยพจะมีอาหารให้สามมื้อ แต่เธอก็ต้องใช้เงินซื้อข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสีฟัน และของใช้อื่น ๆ

นอกจากนี้ การทำให้ลูก ๆ สบายใจในการอยู่ศูนย์อพยพก็มีค่าใช้จ่าย เช่น อาจต้องซื้อข้าวหรือขนมให้เด็กไม่เบื่อบ้าง ในขณะที่ลูก ๆ ของเธอยังคงได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์

"ก็อยากให้เขาคิดดูว่ารายได้แต่ละวันของประชาชนอย่างนี้มันเท่าไหร่ ใช้จ่ายยังไง คือครัวเรือนละ 5,000 [บาท]มันไม่พอ"