"กลัวเกินกว่าจะพูด" พ่อแม่ชาวไนจีเรียตกอยู่ในความกลัว หลังเกิดเหตุลักพาตัวหมู่นักเรียนกว่า 300 คนในครั้งเดียว

ที่มาของภาพ, EPA/Shutterstock
ชาวไนจีเรียจำนวนมากซึ่งลูก ๆ ของพวกเขาถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียนประจำเมื่อสิบวันที่แล้วกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว พวกเขาไม่ต้องการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่หรือกระทั่งนักข่าว เพราะกลัวการตอบโต้จากกลุ่มแก๊งลักพาตัว
"หากพวกเขาได้ยินว่าเราพูดอะไรบ้างถึงพวกเขา พวกเขาจะปรี่มาหาคุณก่อนที่คุณจะรู้ตัว พวกเขาจะมาที่บ้านและพาตัวคุณเข้าไปในป่า" หนึ่งในผู้ปกครองของเด้กกล่าวกับบีบีซี และเพื่อความปลอดภัยของเขา บีบีซีจะไม่ระบุชื่อและเรียกเขาด้วยนามสมมติว่า อาลียู
ลูกชายคนเล็กของเขาเป็นหนึ่งในนักเรียนกว่า 300 คนที่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มชายติดอาวุธที่บุกเข้าไปในโรงเรียนคาทอลิกเซนต์แมรี หมู่บ้านปาปิรี รัฐไนเจอร์ตอนกลาง ประเทศไนจีเรีย เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 21 พ.ย.
เด็กที่ถูกลักพาตัวบางคนมีอายุแค่เพียง 5 ขวบเท่านั้น และยังรายงานว่ามีเด็กอีกกว่า 250 คนที่ยังสูญหาย ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนที่สูงเกินจริง
เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุลักพาตัวครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือและตอนกลางของไนจีเรีย ซึ่งบางส่วนถูกกล่าวหาว่าเป็นฝีมือแก๊งอาชญากร หรือที่รู้จักกันในท้องถิ่นว่า "โจร" ซึ่งมองว่าการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการทำเงิน
"หมู่บ้านของเราเป็นหมู่บ้านห่างไกล เราอยู่ใกล้กับพวกกลุ่มโจร" อาลียู อธิบาย โดยลูกชายของเขาเป็นหนึ่งในเด็กชายที่ยังคงสูญหาย
"ต้องขับรถ 3 ชั่วโมงถึงที่ซ่อนของพวกเขา เรารู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน แต่เราไม่สามารถไปที่นั่นเองได้ เพราะมันอันตรายเกินไป"
เขารู้สึกสิ้นหวังและกังวลใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตระหนักว่าในการลักพาตัวครั้งก่อนหน้านี้ มีเหยื่อที่เปราะบางซึ่งถูกนำไปขังไว้ในที่ซ่อนในป่าเสียชีวิต ไม่ว่าจะเพราะป่วยหรือไม่ได้จ่ายเงินเรียกค่าไถ่ให้กลุ่มโจรก็ตาม
"ผมรู้สึกขมขื่นมากและภรรยาของผมไม่ได้กินอาหารมาหลายวันแล้ว... เราไม่มีความสุขเลย เราต้องการใครสักคนที่จะช่วยเราช่วยลูกออกมา"

ไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุลักพาตัวหมู่ในหมู่บ้านปาปิรี มีเด็กหญิง 25 คนถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียนในหมู่บ้านมากา ซึ่งอยู่ห่างไปทางตอนเหนือราว 200 กิโลเมตรในรัฐเคบบี (Kebbi)
มีเด็กนักเรียนหนึ่งคนที่หนีรอดชีวิตออกมาได้ ก่อนที่เด็กนักเรียนที่เหลือจะได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังฝ่ายความมั่นคงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยทางการระบุว่าได้ช่วยนักเรียนที่ถูกลักพาตัวออกมาจากจุดที่เรียกว่า "นิคมการเกษตร" แห่งหนึ่ง
กลุ่มโจรมักจะอาศัยอยู่ในค่ายที่เลี้ยงปศุสัตว์ซึ่งตั้งอยู่ในป่าลึก แก๊งส่วนใหญ่เหล่านี้ประกอบด้วยสมาชิกชาวฟูลานีซึ่งเป็นคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนแต่ดั้งเดิม
ไม่มีรายละเอียดปรากฏออกมาว่ากลุ่มเด็กผู้หญิงหมู่บ้านมากาที่ถูกช่วยเหลือออกมาได้นั้น ต้องแลกด้วยการจ่ายเงินค่าไถ่ตัวหรือไม่
ในความเป็นจริงแล้ว การจ่ายค่าไถ่ตัวเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในไนจีเรีย แต่หากกลุ่มโจรไม่ได้รับเงินค่าไถ่ ตัวประกันที่ถูกลักพาตัวไปอาจถูกฆ่าตายได้ ทำให้กลุ่มเครือญาติมักจะรวบรวมเงินกันเอง หรือหากเป็นกรณีการลักพาตัวหมู่ในโรงเรียน บางครั้งก็คาดว่าทางการอาจใช้วิธีเจรจาเพื่อให้ปล่อยตัวเหยื่อ
ไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุลักพาตัวนักเรียนหมู่สองครั้งล่าสุด แม้ว่ารัฐบาลจะบอกกับบีบีซีเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่าพวกเขาชื่อว่านี่เป็นการลงมือก่อเหตุของกลุ่มจีฮัด ไม่ใช่แก๊งโจร ซึ่งประชาชนที่อยู่ในรัฐเคบบีและไนเจอร์น่าจะต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้
ยูซูฟ (ชื่อสมมติ) ผู้ปกครองตามกฎหมายของเด็กหญิงบางคนในหมู่บ้านมากา เชื่อว่าเหตุลักพาตัวเช่นนี้ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้หากไม่มีคนในชุมชนให้ข้อมูลชี้เป้า
"เหตุลักพาตัวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่ปกติในรัฐเคบบี การลักพาตัวเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนจากชุมชนสมรู้ร่วมคิดเท่านั้น เพราะไม่มีคนแปลกหน้าคนไหนจะสามารถเข้ามาในหมู่บ้านและเอาตัวคนออกไปได้ โดยปราศจากความช่วยเหลือจากคนท้องถิ่น" เขากล่าวกับบีบีซี
"พวกเขาจำเป็นต้องได้การช่วยเหลือจากใครบางคนที่รู้ภูมิประเทศและทางหนีทีไล่ในพื้นที่เป็นอย่างดี"
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสิบปีหลังได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าประหลาดใจในบางพื้นที่ที่หมู่บ้านต้องทุกข์ทรมานจากการคุกคามของกลุ่มผู้ร้าย และคนในหมู่บ้านก็เลิกหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังฝ่ายความมั่นคง ทำให้ชุมชนบางแห่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับแหล่งที่ตั้งของแก๊งลักพาตัว และไม่มีการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพจากตำรวจ ลุกขึ้นมาหาทางออกด้วยตัวของพวกเขาเอง
"ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุลักพาตัวเหล่านั้นได้พยายามทำข้อตกลงที่เรียกว่า ข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มผู้ร้าย เพื่อแลกกับการอนุญาตให้พวกเขาเข้าถึงเหมืองแร่" เดวิด นวากเว นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงขององค์กรที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงจากภัยความมั่นคง เอสเอ็มบี อินเทลลิเจนซ์ กล่าวกับบีบีซี
หลายรัฐทางตะวันตกเฉียงเหนือของไนจีเรียเต็มไปด้วยแหล่งแร่ธาตุที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะทองคํา ซึ่งเป็นโอกาสในการทํากําไรสําหรับแก๊งโจร
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงรายนี้กล่าวว่าข้อตกลงเหล่านี้ใช้ได้ผลในบางพื้นที่
"สิ่งที่เราเห็นเมื่อเวลาผ่านไปคือดูเหมือนว่าจะมีอัตราการโจมตีที่ลดลง" เดวิด นวากเว กล่าว
ในรัฐคัตสินาที่อยู่ห่างไกลทางตอนเหนือของไนจีเรียคือตัวอย่างหนึ่งในกรณีนี้ รัฐนี้ขึ้นชื่อในเรื่องความไม่ปลอดภัยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการปล้นสะดมและการลักพาตัวแบบหมู่ แต่เมื่อปีที่แล้วบางสิ่งบางอย่างเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อตกลงสันติภาพที่ทำขึ้นระหว่างกลุ่มโจรและบรรดาผู้นำชุมชน
การเจรจาพูดคุยเกิดขึ้นบนเสื่อผืนหนึ่งใต้ร่มเงาของต้นไม้ขนาดใหญ่ ทั้งสองฝ่ายต่างกางเงื่อนไขของฝ่ายตนเองออกมาพูดคุยกันอย่างละเอียด ก่อนที่จะตกลงกันได้ในที่สุด
ผู้นำกลุ่มโจรต่าง ๆ มีความเต็มใจที่จะเจรจา ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากการเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพโดยมีอาวุธปืน เอเค47 และอาวุธอื่น ๆ ร่วมวงอยู่ด้วย
เขตจีเบีย (Jibia) เป็นพื้นที่แรก ๆ ที่นำกระบวนการเจรจาสันติภาพมาใช้และสามารถบรรลุข้อตกลงเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา
อิบราฮิม ซาบิอู ผู้นำชุมชนและทนายความกล่าวว่า หลังจากต้องทนกับความไม่มั่นคงมานานกว่า 10 ปี ชีวิตก็ไม่อาจอยู่ได้อีกต่อไป
"บ้านและแหล่งทำมาหากินของพวกเราถูกทำลาย" เขากล่าวกับบีบีซีเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา
"ทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาลถูกปิดหมด คนหลายร้อยคนถูกฆ่า และมีอีกหลายร้อยชีวิตที่ถูกลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่" เขากล่าว
ปัจจัยที่เป็นแรงกระตุ้นสำคัญของการทำข้อตกลงกันคือการกลับมาเปิดโรงเรียนอีกครั้ง นอกจากนี้ชุมชนยังเรียกร้องให้มีการรับรองว่าพวกเขาจะไม่ถูกโจมตี และกลุ่มโจรจะต้องไม่เข้าพื้นที่หมู่บ้านพร้อมด้วยอาวุธปืน
สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มโจรติดอาวุธในเขตจีเบีย พวกเขาต้องการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด และเส้นทางเดินที่ปลอดภัยสําหรับวัวและปศุสัตว์ เมื่อต้องเคลื่อนย้ายไปยังทุ่งหญ้าแห่งใหม่
นอกจากนี้ยังรวมถึงการอนุญาตให้เหล่าผู้หญิงของกลุ่มสามารถซื้อขายสินค้าในตลาดท้องถิ่นด้วย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
เรื่องสำคัญที่สุดของทั้งสองฝ่าย คือการปล่อยตัวผู้ที่ถูกลักพาตัวไป บีบีซีไม่ทราบว่ามีคนได้รับการปล่อยตัวกี่คนในเขตหมู่บ้านจีเบีย แต่ที่หมู่บ้านเคอร์ฟี (Kurfi) อีกพื้นที่หนึ่งในรัฐคัตสินา มีชาวบ้านได้รับการปล่อยตัว 37 คนในช่วงปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา หลังจากมีข้อตกลงสันติภาพเกิดขึ้นแล้วหนึ่งเดือน
"เราต้องยอมรับข้อเสนอสันติภาพ เพราะมันมองไม่เห็นเลยว่าความรุนแรงจะจบลง" อิบราฮิม ซาบิอู ผู้นำชุมชน กล่าว
"มันเป็นวิกฤตที่ตำรวจควรเป็นฝ่ายเข้ามาจัดการ แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงถูกส่งเข้ามา แล้วพวกเขาไม่สามารถยุติมันได้"
โอดู อับดุลลาฮี โอฟิซา หัวหน้ากลุ่มโจรติดอาวุธกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับหมู่บ้านจีเบีย สนับสนุนการเดินหน้าเพื่อสันติภาพ เขาบอกว่า "ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องขึ้น ๆ ลง ๆ เรายินดีที่จะก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่"
ชุมชนในชนบทได้รับประโยชน์จากการกลับสู่สันติภาพ แต่เรื่องที่ไม่ค่อยชัดเจนในทันที คือ เหตุใดกลุ่มโจรลักพาตัวจึงเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เหมืองทองคําไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง
การเข้าถึงเงินค่าไถ่ทำให้การปล้นกลายเป็นอาชญากรรมที่สร้างเม็ดเงินให้กับกลุ่มโจรได้มาโดยตลอด แต่ในเขตเคอร์ฟี (Kurfi) ผู้นำกลุ่มโจรกลับเป็นฝ่ายที่ร้องขอการเจรจาสันติภาพเสียเอง
พวกเขาใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน ซึ่งทำให้การเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้การมีวิถีเช่นนี้ยังทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ และนั่นทำให้การดำรงชีวิตของพวกเขาต้องแลกด้วยการจ่ายราคาที่แพงขึ้น ไม่สะดวกสบาย
"พวกเราเคยดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันในชุมชนเดียวกันนี้กระทั่งความรุนแรงที่ไม่คาดคิดเริ่มต้นขึ้น ตอนนี้เราเห็นร่วมกันว่าจะมีชีวิตร่วมกัน และปล่อยให้อีกฝ่ายมีชีวิตต่อไป ไม่มีการทำร้ายและการลักพาตัวอีกต่อไปจากทั้งสองฝ่าย"
นอกจากนี้ยังมีมุมมองที่กล่าวกันด้วยว่า ชุมชนเหล่านี้ถูกรีดไถจนแทบหมดตัว และไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าไถ่ได้อีกต่อไปแล้ว
แม้ว่าข้อตกลงสันติภาพในภาคเหนือของไนจีเรีย เช่นที่เกิดในเขตเคอร์ฟีและจีเบียจะทำให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยในเบื้องต้น แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่าสิ่งนี้ทำให้ปัญหาความไม่มั่นคงขยับไปยังจุดอื่น
กลุ่มโจรบางกลุ่มอาจพบว่าการเปลี่ยนเป้าหมายไปยังพื้นที่ทางตอนใต้อาจให้ความคุ้มค่ามากกว่า
"เมื่อคุณย้ายไปทางตอนใต้ ผู้คนก็มักจะมีเงินทองที่ร่ำรวยกว่า" นวาเกวา นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงกล่าว
"ยิ่งกลุ่มแก๊งโจรติดอาวุธมุ่งลงไปทางใต้เท่าใด พวกเขาก็ยิ่งเจอพื้นที่ในการโจมตีเพิ่มขึ้นเท่านั้น พ่อแม่ผู้ปกครองในโรงเรียนเหล่านั้นมีความสามารถในการระดมทุนเพื่อไถ่ค่าตัว"
"ในหลายพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ชุมชนชนบททั้งหมดถูกทิ้งร้าง ใครก็ตามที่มีทรัพย์สินได้ออกจากเขตชนบท เพื่อมุ่งไปอยู่ยังใจกลางเมืองใหญ่"
บางคนตั้งคําถามว่าการโจมตีที่กลับมาอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อมโยงกับการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่ว่าจะแทรกแซงทางทหารในไนจีเรียเมื่อเร็ว ๆ นี้หรือไม่
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไนจีเรียว่าล้มเหลวในการปกป้องที่มากพอต่อชุมชนชาวคริสเตียนไม่ให้ถูกโจมตีจากกลุ่มก่อความไม่สงบอิสลาม
ทั้งนี้ การก่อความไม่สงบของกลุ่มจีฮัดเกิดขึ้นในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศในปี 2009 และการลักพาตัวเด็กผู้หญิงกว่า 200 คนโดยกลุ่มโบโกฮารามจากชีบ็อก (Chibok) เมื่อ 11 ปีก่อน ถือเป็นหนึ่งในเหตุลักพาตัวครั้งใหญ่ครั้งแรก

รัฐบาลและนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงพยายามชี้ให้เห็นว่าทั้งชาวมุสลิมและคริสเตียน ต่างก็ตกเป็นเป้าหมายในการลักพาตัวหมู่ ตัวอย่างเช่น บีบีซีได้รับแจ้งว่าเด็กนักเรียนหญิงที่เพิ่งถูกลักพาตัวจากเขตมากา เป็นชาวมุสลิม
"สถานการณ์ความมั่นคงในไนจีเรียตอนนี้มีความซับซ้อนอย่างมาก ไม่รู้ว่าจะขีดเส้นแบ่งแยกระหว่างกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งและกลุ่มโจรได้อย่างไร เพราะพวกเขาปฏิบัติการในพื้นที่เดียวกันและมีลักษณะการปฏิบัติการที่ไหลลื่นไม่มีรูปแบบแน่นอน" คริสเตียน อานี ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันความมั่นคงศึกษา กล่าวกับบีบีซี
ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้ไม่เชื่อแนวคิดที่ว่าการที่เหตุการณ์ลักพาตัวหมู่เด็กนักเรียนเหตุใหญ่ ๆ กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง มีสาเหตุมาจากคำกล่าวของทรัมป์
"พวกเขาอาจมีแรงขับเคลื่อนทางอุดมการณ์ แต่พวกเขามีแรงกระตุ้นขับเคลื่อนจากการทำเงินมากกว่า" คริสเตียน อานี กล่าว
ด้านเดวิด นวากเว นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงอีกราย เห็นสอดคล้องกันว่าไม่สามารถจะเชื่อมโยงสาเหตุระหว่างคำพูดของทรัมป์ กับเหตุโจมตีที่เพิ่มขึ้นได้
"สำหรับตอนนี้ ผมคิดว่าพวกเขาแค่มุ่งเป้าหมายอ่อนอย่างโรงเรียน เพราะว่าง่ายต่อการที่จะได้เงิน [ค่าไถ่] ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะโยงเรื่องนี้กับข้อสรุปแบบอื่น" เขากล่าว
สิ่งที่เขาเป็นกังวลในตอนนี้คือ การหยุดความรุนแรงจะต้องมีแนวทางสองทาง ทั้งการผสมผสานระหว่างการเผชิญหน้าด้วยอาวุธและการเจรจาข้อตกลงนิรโทษกรรม
"มันเหมือนกับแนวทางไม้อ่อน-ไม้แข็ง แสดงให้พวกเขาเห็นว่าคุณสามารถใช้กําลังทหารอย่างหนักกับพวกเขา จากนั้นพยายามโน้มน้าวให้คนที่เหลือยอมจํานน" เดวิด นวากเว ระบุ
"ผมไม่คิดว่าการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียวจะได้ผลสำหรับที่นี่ คุณจำเป็นต้องเสริมมันด้วยวิธีการอื่น ๆ ด้วย"
ทว่าสำหรับพ่อแม่ในเขตหมู่บ้านปาปิรี โอกาสที่จะอยู่อย่างสงบสุขกับศัตรูยังคงเป็นความฝันที่ห่างไกล ในขณะที่พวกเขาอธิษฐานขอให้ลูกหลานกลับมาอย่างปลอดภัย











