สำรวจ 3 ทางเลือก ทรัมป์จะ "ครอบครอง" กรีนแลนด์ได้ด้วยวิธีใดบ้าง

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, แบร์นด์ เดบัสมันน์ จูเนียร์
- Role, ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว
- Author, นิค บีค และ เคย์ลา เอปสเตน
โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการซื้อเกาะกรีนแลนด์ ส่วนทำเนียบขาวบอกว่าทุกทางเลือกในการครอบครองเกาะดังกล่าวยังสามารถเป็นไปได้ รวมถึงการใช้กำลังทหาร
ทำเนียบขาวระบุว่ากำลังพิจารณาหลายทางเลือก ทั้งในด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง โดยการใช้กำลังทางทหารเป็นเพียงหนึ่งในหลายทางเลือกที่กำลังพิจารณา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าหากสหรัฐซึ่งเป็นสมาชิกนาโตโจมตีอีกประเทศหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกนาโตเหมือนกันจะสร้างความตึงเครียดอย่างหนัก และอาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ขององค์การนาโตในอนาคต
ที่ผ่านมาทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่าเกาะกรีนแลนด์มีความสำคัญต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ทั้งยังอ้างโดยปราศจากหลักฐานว่าเกาะนี้ "เต็มไปด้วยเรือรัสเซียและจีนทุกหนแห่ง"
ด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก บีบีซีได้พิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์อาจคิดไว้ รวมถึงเหตุผลที่สหรัฐฯ อาจยกขึ้นมาสนับสนุนแต่ละแนวทาง
ปฏิบัติการทางการทหาร
นักวิเคราะห์ด้านการป้องกันประเทศระบุว่า ปฏิบัติการยึดครองกรีนแลนด์สายฟ้าแลบทำได้ไม่ยากก็จริง แต่ผลกระทบจะรุนแรงอย่างมาก
กรีนแลนด์มีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่มีประชากรเพียงราว 58,000 คน โดยประมาณหนึ่งในสามอาศัยอยู่ที่เมืองนุก (Nuuk) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเกาะ โดยประชากรส่วนใหญ่ที่เหลืออาศัยตามชายฝั่งด้านตะวันตก
กรีนแลนด์ไม่มีทหารประจำการของตนเอง และแม้เดนมาร์กรับผิดชอบด้านการป้องกันให้ แต่เดนมาร์กเองก็มีทรัพยากรทางอากาศและทางทะเลจำกัดในการครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้
ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรีนแลนด์ได้รับการดูแลโดยหน่วยลาดตระเวณซีรีอัส (Sirius Patrol) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษของเดนมาร์กที่ใช้สุนัขลากเลื่อนเป็นหลักในการปฏิบัติภารกิจ
อย่างไรก็ตาม เดนมาร์กได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันในภูมิภาคอาร์กติกและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ รวมถึงกรีนแลนด์อย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา

กรีนแลนด์มีขนาดมหึมา ประชากรเบาบาง และไร้กองทัพ นี่เองที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นเป้าหมายที่สหรัฐฯ เพ่งเล็งได้โดยสะดวก ปัจจุบันสหรัฐฯ มีทหารประจำการมากกว่า 100 นายที่ศูนย์ปฏิบัติการพิทุฟฟิก (Pituffik) ซึ่งอยู่บริเวณด้านปลายทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์
หากมีการปฏิบัติการทหารในอนาคต ศูนย์ดังกล่าวก็อาจถูกใช้เป็นฐานสนับสนุนด้านลอจิสติกส์ได้
ฐานปฏิบัติการพิทุฟฟิกนี้ มีมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยหลังจากนาซียึดครองเดนมาร์กในช่วงสงคราม กองทัพสหรัฐฯ ก็เข้าประจำการบนเกาะเพื่อสร้างสถานีทหารและสถานีวิทยุ
ฮันส์ ติโต ฮันเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของเดนมาร์ก และซีอีโอของบริษัท Risk Intelligence อธิบายแนวทางที่สหรัฐฯ อาจใช้หากต้องการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ไว้ดังต่อไปนี้
ตามการประเมินของฮันเซน กองพลน้อยที่ 11 ประจำอะแลสกา ซึ่งประกอบด้วยสองกองพลสำหรับปฏิบัติการในภูมิภาคอาร์กติกที่สามารถปฏิบัติการทางร่มหรือทางเฮลิคอปเตอร์ได้ จะเป็น "กำลังหลัก" ในการรุกราน โดยมี "การสนับสนุนจากกองทัพอากาศและกองทัพเรือ"
การประเมินนี้สอดคล้องกับความเห็นของ จัสติน ครัมป์ นายทหารสำรองกองทัพบกอังกฤษ และซีอีโอของบริษัท Sibylline ซึ่งให้บริการด้านความเสี่ยงและข่าวกรอง ที่กล่าวว่า "สหรัฐฯ มีกำลังทางเรือเหนือกว่าอย่างมาก และมีศักยภาพในการลำเลียงกำลังพลจำนวนมาก"
เขากล่าวต่อว่า "คุณสามารถส่งทหารเข้าไปได้มากพอที่จะมีทหารหนึ่งนายต่อทุก ๆ ประชากรเพียงไม่กี่คนในการขนส่งลำเลียงเพียงครั้งเดียว"
ครัมป์ยังเสริมเพิ่มเติมว่า แนวทางนี้จะไร้ความปรานี แต่ก็อาจไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ เนื่องจากโอกาสที่จะมีการต่อต้านนั้นน้อยมาก
อย่างไรก็ตาม ในสหรัฐอเมริกานั้น อดีตเจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์ด้านกลาโหมหลายคนกลับระบุว่า โอกาสที่ปฏิบัติการทางทหารจะเกิดขึ้นนั้นแทบไม่มี เนื่องจากมันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป
มิค มัลรอย อดีตนาวิกโยธิน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการลับของซีไอเอ และอดีตรองผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐฯ กล่าวว่า "นั่นจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน" เขาระบุว่า "ยุโรปนั้นไม่เพียงแต่ไม่ได้เป็นภัยต่อสหรัฐฯ แต่ยังเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาอีกด้วย"
มัลรอยเชื่อว่าหากทำเนียบขาวเริ่มเดินหน้าสู่ทางเลือกทางทหาร ก็จะถูกต่อต้านจากฝ่ายนิติบัญญัติในสหรัฐฯ ซึ่งอาจใช้ พ.ร.บ.อำนาจสงคราม (War Powers Act) ที่ออกแบบมาเพื่อจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการทำสงครามโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส มาสกัดกั้น
เขากล่าวว่า "ผมไม่คิดว่าสภาคองเกรสจะสนับสนุนในการทำลายพันธมิตรนาโต"
ซื้อกรีนแลนด์
สหรัฐฯ มีงบประมาณมหาศาล แต่ทั้งรัฐบาลที่เมืองนุกและที่กรุงโคเปนเฮเกนยืนยันว่า กรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าสำหรับซื้อขาย
ซีบีเอส ซึ่งเป็นพันธมิตรข่าวของบีบีซีในสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างอิงสมาชิกสภาคองเกรสและแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการพูดคุยเรื่องการซื้อกรีนแลนด์ ว่า มาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อสมาชิกสภาคองเกรสหลายคนว่าการซื้อเป็นทางเลือกที่รัฐบาลต้องการ ซึ่งนี่เป็นน้ำเสียงที่แตกต่างจากทำเนียบขาว
กระนั้น แม้สมมติว่าเดนมาร์กต้องการจะขายกรีนแลนด์ แต่การทำธุรกรรมเช่นนี้ก็จะซับซ้อนอย่างยิ่ง
สภาคองเกรสต้องอนุมัติเงินทุน และวุฒิสภาต้องอนุมัติด้วยเสียงสองในสามของวุฒิสภาให้มีสนธิสัญญาว่าด้วยการได้มาซึ่งกรีนแลนด์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำได้
นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังต้องให้การรับรองข้อตกลงนี้ด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ในทางทฤษฎี ทรัมป์อาจพยายามทำข้อตกลงโดยลำพังโดยไม่มีกรีนแลนด์หรือสภาคองเกรสเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสถานการณ์เช่นนี้มีความเป็นไปได้น้อยมาก
ศาสตราจารย์โมนิกา ฮาคิมิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย กล่าวว่า "เราอาจจินตนาการถึงสถานการณ์" ที่เดนมาร์ก สหรัฐฯ และกรีนแลนด์ตกลงเงื่อนไขการโอนดินแดนได้
"[แต่] เพื่อให้มันสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์ สนธิสัญญานี้น่าจะต้องมีกรีนแลนด์เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง" เธอกล่าวเสริม
ตอนนี้ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อเกาะนี้จะมีราคาเท่าใด และเรื่องนี้อาจสร้างความยุ่งยากให้กับทรัมป์ที่หาเสียงด้วยนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน"
ฐานเสียง MAGA (ย่อมาจาก Make America Great Again ซึ่งหมายถึงการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่) ของเขาอาจไม่ยอมรับ หากมีแนวโน้มที่จะต้องใช้เงินภาษีของสหรัฐฯ หลายพันล้านหรือแม้แต่ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อเกาะที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งแห่งนี้
ครัมป์เชื่อว่าหากการซื้อเกาะล้มเหลว ทางเลือกทางทหารอาจดูน่าสนใจขึ้นสำหรับทรัมป์ โดยเฉพาะในภาวะที่รัฐบาลเพิ่งประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการจับกุม นิโกลัส มาดูโร ในเวเนซุเอลา
ครัมป์ทำนายถึงท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า "เขาจะพูดว่า 'ถ้างั้น เราก็แค่ไปยึดมัน'"
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ระบุว่าทรัมป์ "ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่พิจารณาหรือมองหาวิธีการได้มาซึ่งกรีนแลนด์" โดยเขาอ้างถึงประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน ซึ่งในปี 1946 เคยเสนอจ่ายทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ให้เดนมาร์กเพื่อซื้อดินแดนแห่งนี้
แคมเปญเพื่อชนะใจชาวกรีนแลนด์
ผลสำรวจความคิดเห็นที่ผ่านมาชี้ว่าชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ต้องการแยกตัวเป็นเอกราชจากเดนมาร์ก นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุอีกด้วยว่า พวกเขาไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา
ถึงกระนั้น สหรัฐฯ อาจเพิ่มความพยายามในการสร้างความนิยมในหมู่ชาวเกาะกรีนแลนด์ ด้วยการเสนอสิ่งจูงใจทางการเงินระยะสั้น หรือการให้ภาพอนาคตของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ขณะนี้ สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ได้เพิ่มการเฝ้าติดตามขบวนการเรียกร้องเอกราชของกรีนแลนด์ พร้อมทั้งพยายามระบุบุคคลที่จะสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลกรุงวอชิงตัน
อิมราน บายูนี ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์จากสภาแอตแลนติกในกรุงวอชิงตัน ดีซี และอดีตที่ปรึกษานโยบายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า มีแนวโน้มว่าจะเกิด "แคมเปญโน้มน้าวจิตใจ" มากกว่าการใช้กำลังทางทหาร
เขาอธิบายว่า แคมเปญนี้อาจช่วยผลักดันให้กรีนแลนด์เดินหน้าสู่การเป็นเอกราชได้
เขากล่าวอธิบายต่อว่า "จากนั้น หลังจากกรีนแลนด์ประกาศเอกราช สหรัฐฯ ก็สามารถเข้ามาเป็นพันธมิตรได้" และ "ต้นทุนของการใช้กำลังทหารนั้นสูงเกินไป"
ความร่วมมือในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ เคยทำข้อตกลงคล้ายกันกับประเทศในแปซิฟิก ได้แก่ ปาเลา ไมโครนีเซีย และหมู่เกาะมาร์แชล ซึ่งเป็นประเทศเอกราชที่เปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงสิทธิด้านการป้องกันประเทศ
ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นโดยแลกกับสิทธิที่ประชาชนของทั้งสามประเทศสามารถเดินทางไปอาศัยและทำงานในสหรัฐฯ ได้
แต่สิ่งนี้อาจไม่เพียงพอสำหรับทรัมป์ ซึ่งมีอำนาจในการส่งกองกำลังไปกรีนแลนด์ได้ตามข้อตกลงที่มีอยู่แล้ว
และข้อตกลงลักษณะนี้จะไม่ทำให้สหรัฐฯ ได้สิทธิครอบครองทรัพยากรแร่ธาตุจำนวนมหาศาลที่ฝังอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งอาร์กติก
ฮันเซน ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ชาวเดนมาร์ก ระบุว่า แคมเปญใด ๆ ที่มุ่ง "ครอบครอง" กรีนแลนด์โดยไม่ใช้กำลังทหารจะไม่ประสบความสำเร็จ ตราบใดที่ประชาชนกรีนแลนด์ยังคัดค้านแนวคิดนี้
จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีพรรคการเมืองใดในเกาะกรีนแลนด์ออกมานำเสนอให้กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ
"มีแนวโน้มสูงกว่าว่ากรีนแลนด์จะกลับไปเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอีกครั้ง" เขากล่าว
"นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียงสามปี ขณะที่ชาวกรีนแลนด์อาจมองไปไกลถึงอนาคตอีกพันปี"











