ใครเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ และทำไมจึงเป็นที่ต้องการของทรัมป์ ?

ที่มาของภาพ, Reuters
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้ผนวกกรีนแลนด์อีกครั้ง หลังจากที่ผู้นำเดนมาร์กเรียกร้องให้เขา "ยุติการข่มขู่" เกี่ยวกับเกาะนี้
การโต้ตอบไปมานี้เกิดขึ้นหลังจากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในประเทศเวเนซุเอลา โดยจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา และนำตัวพวกเขาไปยังนครนิวยอร์ก
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "เราต้องการกรีนแลนด์จากมุมมองด้านความมั่นคงแห่งชาติ"
ทรัมป์หยิบยกประเด็นความเป็นไปได้ที่ดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์กแห่งนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก กล่าวว่า "สหรัฐฯ ไม่มีสิทธิผนวกชาติใดใน 3 ชาติที่อยู่ภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก"
เจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวว่า แนวคิดเรื่องการควบคุมเกาะโดยสหรัฐฯ เป็นเพียง "เรื่องเพ้อฝัน"
ทำไมทรัมป์ถึงต้องการกรีนแลนด์?

ที่มาของภาพ, Reuters
นับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2025 ทรัมป์ได้รื้อฟื้นความสนใจที่มีต่อกรีนแลนด์ขึ้นมาอีกครั้ง โดยอ้างถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์และแร่ธาตุมากมายที่สำคัญต่อภาคเทคโนโลยี
เขาปฏิเสธจะตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อควบคุมเกาะแห่งนี้ ซึ่งเป็นท่าทีที่ทำให้เดนมาร์ก พันธมิตรนาโตที่มักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ต้องหวาดผวา
ทรัมป์กล่าวว่า "เราต้องหาทางออกกัน เราต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เพื่อแร่ธาตุ"
ทรัมป์ชี้ให้เห็นถึงการปรากฏตัวของเรือจีนและรัสเซียในน่านน้ำอาร์กติกใกล้เคียงว่าเป็นภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น
รายงานของสถาบันอาร์กติก (Arctic Institute) ระบุว่า จีนและรัสเซียได้เพิ่มขีดความสามารถทางทหารในแถบอาร์กติกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องพัฒนาบทบาทของตนในภูมิภาคนี้ให้มากขึ้น
ในช่วงต้น ๆ ทรัมป์เคยเสนอแนวคิดที่จะซื้อกรีนแลนด์ในช่วงวาระแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทั้งเดนมาร์กและรัฐบาลกรีนแลนด์ปฏิเสธข้อเสนอนี้ในปี 2019 โดยกล่าวว่า "กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้สำหรับขาย"
ถึงแม้วาทกรรมดังกล่าวจะดูแปลกไปบ้าง แต่ความสนใจของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่
ในปี 1867 หลังจากซื้ออะแลสกาจากรัสเซีย วิลเลียม เอช ซีเวิร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้นำการเจรจาเพื่อซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
ในปี 1946 สหรัฐฯ เสนอซื้อดินแดนดังกล่าวอีกครั้ง โดยเสนอจ่าย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน (37,451 ล้านล้านบาท) โดยพิจารณาว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ แต่รัฐบาลเดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว
ทำไมกรีนแลนด์จึงสำคัญ?

ที่มาของภาพ, Reuters
สหรัฐฯ มีความสนใจเชิงยุทธศาสตร์ในกรีนแลนด์มาอย่างยาวนาน
หลังจากนาซีเยอรมนีเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ของเดนมาร์กในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ ได้เคลื่อนกำลังเข้าสู่กรีนแลนด์ โดยจัดตั้งสถานีทหารและสถานีวิทยุทั่วเกาะ
หลังสงคราม กองกำลังสหรัฐฯ ยังคงอยู่ ฐานอวกาศปิตูฟฟิก (เดิมชื่อฐานทัพอากาศทูเล) ดำเนินการโดยสหรัฐฯ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศกับเดนมาร์กในปี 1951 มอบบทบาทสำคัญให้แก่สหรัฐฯ ในการป้องกันกรีนแลนด์ รวมถึงสิทธิในการสร้างและบำรุงรักษาฐานทัพ
"หากรัสเซียส่งขีปนาวุธไปยังสหรัฐฯ เส้นทางที่สั้นที่สุดสำหรับอาวุธนิวเคลียร์จะต้องผ่านขั้วโลกเหนือและกรีนแลนด์" มาร์ค จาคอบเซน รองศาสตราจารย์จากวิทยาลัยป้องกันประเทศแห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก กล่าวในการสัมภาษณ์กับบีบีซีเมื่อเดือน ม.ค.
"นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฐานอวกาศปิตูฟฟิกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันสหรัฐฯ" เขากล่าวเสริม
รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เคยเยี่ยมชมฐานทัพแห่งนี้ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา พร้อมกับเรียกร้องให้ชาวกรีนแลนด์ "ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ"
กรีนแลนด์ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นจากทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงยูเรเนียม เหล็ก และแร่ธาตุหายาก ซึ่งเป็นกลุ่มโลหะ 17 ชนิดที่จำเป็นต่อเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันหลายอย่าง เช่น สมาร์ทโฟนและจอโทรทัศน์ เชื่อกันว่าเกาะแห่งนี้มีทรัพยากรแร่หายาก หรือแรร์เอิร์ธ ที่ยังไม่ได้พัฒนามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นอกจากนี้ ในพื้นที่อื่น ๆ ยังมีแหล่งแร่ทับทิมและไพลิน รวมถึงทองคำ แพลทินัม สังกะสี และตะกั่ว ตลอดจนทรัพยากรน้ำมันและก๊าซที่มีศักยภาพ
กรีนแลนด์ควบคุมทรัพยากรธรรมชาติของตนเองภายใต้ระบบการปกครองตนเอง แต่กิจกรรมการทำเหมืองยังคงมีจำกัด ปัจจุบันมีเหมืองที่ดำเนินการอยู่เพียงไม่กี่แห่งบนเกาะ แม้ว่าจะมีการออกใบอนุญาตสำรวจหลายสิบฉบับแล้ว เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ กำลังมองหาแหล่งแร่ที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทายทางเทคนิคและมีต้นทุนสูง เนื่องจากขนาดที่กว้างใหญ่ สภาพอากาศที่รุนแรง และการปกคลุมด้วยน้ำแข็งอย่างกว้างขวางของกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม แหล่งแร่บางแห่งอาจเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้ธารน้ำแข็งละลายในบางส่วนของเกาะ
สหรัฐฯ ได้เปิดสถานกงสุลในเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์อีกครั้งในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงวาระแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากปิดไปในปี 1953 หลายประเทศในยุโรป รวมถึงแคนาดา ก็มีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์อยู่ที่นั่นเช่นกัน
กรีนแลนด์อยู่ที่ไหนและเป็นของใคร?

กรีนแลนด์ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่ใช่ทวีป ตั้งอยู่ในแถบอาร์กติก โดยเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ถึงแม้กรีนแลนด์จะควบคุมนโยบายส่วนใหญ่ภายในประเทศ แต่การป้องกันประเทศและกิจการต่างประเทศยังคงอยู่ในมือของเดนมาร์ก
กรีนแลนด์ยังเป็นดินแดนที่มีประชากรหนาแน่นน้อยสุดในโลก โดยมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 57,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิต ซึ่งเป็นชนพื้นเมือง
พื้นที่ของเกาะประมาณ 80% ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง หมายความว่าผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ รอบเมืองหลวงนุก
เศรษฐกิจส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการประมง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 90% ของการส่งออก ในขณะที่เงินอุดหนุนจากเดนมาร์กคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของกรีนแลนด์
กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์กได้อย่างไร ?
กรีนแลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 3,000 กิโลเมตร เป็นเวลาราว 300 ปี
เกาะนี้มีชนพื้นเมืองเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นครั้งแรก โดยอพยพมาจากบริเวณที่ปัจจุบันคือทางตอนเหนือของแคนาดา ก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามาเสียอีก
ประวัติศาสตร์ของกรีนแลนด์ที่บันทึกไว้โดยชาวยุโรปนั้นย้อนไปถึงปี ค.ศ. 985 เมื่อชาวนอร์สจากไอซ์แลนด์ได้ก่อตั้งชุมชนบนเกาะ ในศตวรรษที่ 13 ประชากรชาวนอร์สได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อกษัตริย์แห่งนอร์เวย์ ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นดินแดนห่างไกลของนอร์เวย์ที่มีการควบคุมดูแลอย่างจำกัด
ด้วยการรวมราชวงศ์ กรีนแลนด์จึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมทางกฎหมายของเดนมาร์กในปี 1380 แม้ว่าเดนมาร์กจะไม่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรเป็นเวลาหลายศตวรรษ และประมาณปี 1450 การตั้งถิ่นฐานของชาวนอร์สในยุคแรกก็หายไป เดนมาร์กกลับมามีอำนาจอีกครั้งในปี 1721 เมื่อมิชชันนารี ฮันส์ เอเกเด นำคณะสำรวจไปยังเกาะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองโดยเดนมาร์กอย่างต่อเนื่อง
กรีนแลนด์ถูกปกครองในฐานะอาณานิคมจนถึงปี 1953 เมื่อถูกผนวกเข้ากับราชอาณาจักรเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ และชาวกรีนแลนด์ได้กลายเป็นพลเมืองเดนมาร์ก
การลงประชามติในปี 1979 ทำให้กรีนแลนด์ได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง โดยควบคุมนโยบายภายในประเทศส่วนใหญ่ ในขณะที่เดนมาร์กยังคงรับผิดชอบด้านการป้องกันประเทศและกิจการต่างประเทศ
ในปี 2009 พระราชบัญญัติการปกครองตนเองได้มอบอำนาจปกครองตนเองอย่างกว้างขวางแก่กรีนแลนด์ รวมถึงสิทธิในการจัดการลงประชามติเพื่อแยกเอกราชด้วย
เจฟฟ์ แลนดรี ทูตพิเศษของทรัมป์คือใคร ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อเดือนที่แล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ได้จุดชนวนความขัดแย้งกับเดนมาร์ก หลังจากแต่งตั้ง เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนา เป็นทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ ทั้งนี้เขาเป็นทหารผ่านศึก อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ และอัยการสูงสุดของรัฐลุยเซียนา ก่อนได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐในปี 2023
เขากล่าวว่า บทบาทใหม่ในฐานะทูตพิเศษจะไม่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของเขาในฐานะผู้ว่าการรัฐ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำหน้าที่ใน "ตำแหน่งอาสาสมัครเพื่อให้กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ"
แลนดรีเคยแสดงความคิดเห็นอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับกรีนแลนด์มาก่อน ในเดือน ม.ค. เขาเขียนในบัญชีเอ็กซ์ (X) ของเขาว่า "ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พูดถูกอย่างแน่นอน! เราต้องแน่ใจว่ากรีนแลนด์เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ดีสำหรับพวกเขา ดีสำหรับเรา! มาทำให้สำเร็จกันเถอะ!"
ทูตพิเศษเป็นการแต่งตั้งอย่างไม่เป็นทางการ และแตกต่างจากนักการทูตอย่างเป็นทางการ ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากประเทศเจ้าภาพ
ปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง ?

ที่มาของภาพ, Reuters
หลังจากการแต่งตั้งเจฟฟ์ แลนดรี เป็นทูตพิเศษของทรัมป์เมื่อเดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรีเจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน แห่งกรีนแลนด์ กล่าวว่า ดินแดนแห่งนี้ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน
"เราตัดสินอนาคตของเราเอง" เขากล่าวและ "กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์ และต้องเคารพในบูรณภาพแห่งดินแดน"
นายกรัฐมนตรีเมตเต เฟรเดอริกเซน ของเดนมาร์ก กล่าวว่า "การพูดถึงความจำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องเข้ายึดครองกรีนแลนด์นั้นไม่มีเหตุผลเลย"
เฟรเดอริกเซนกล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุนี้กรีนแลนด์เป็นสมาชิกนาโตและได้รับความคุ้มครองจากการรับประกันความมั่นคงของพันธมิตร และกล่าวว่าข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศที่อนุญาตให้สหรัฐฯ เข้าถึงเกาะนั้นมีอยู่แล้ว
สหภาพยุโรปกล่าวว่าจะยังคงปกป้องและยึดมั่นใน "หลักการของอธิปไตยแห่งชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน และความไม่สามารถละเมิดได้ของพรมแดน" อนิตตา ฮิปเปอร์ โฆษกด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าวกับผู้สื่อข่าว











