อนุทิน กลายมาเป็นตัวแทนกลุ่มอำนาจเก่าแทน ทักษิณ แล้วหรือไม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม และ วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยผู้ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทย หลังเกิดกรณีวิกฤตไทย-กัมพูชา ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้วในวันนี้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังจะกลายเป็นหัวหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อย หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ "เห็นชอบ" ให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนน 311:152 เสียง ซึ่งได้เสียงสนับสนุนหลักส่วนหนึ่งมาจากพรรคประชาชน
คำมั่นแรกที่เขาให้กับสาธารณะ คือ "ตั้งใจทำงานเต็มที่ เพราะมีเวลาอยู่ไม่มาก" พร้อมกับขอบคุณเสียงสนับสนุนจากทุก ๆ คน
แต่คำถามคือช่วงเวลาของอนุทินมาถึงได้อย่างไร ?
ดร.เพตรา แอลเดอร์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน กล่าวกับบีบีซีไทยว่า หากมองย้อนกลับไปถึง "ใบอนุญาตที่สอง" ที่ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับมาไทยได้ เชื่อกันว่ามีอยู่ 2 ข้อตกลงหลัก ๆ ด้วยกัน นั่นคือการเข้ามาแย่งชิงคะแนนนิยมจากพรรคส้มหรือพรรคประชาชน ซึ่งประจักษ์แล้วว่าทักษิณยังไม่สามารถเอาชนะได้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้พรรคเพื่อไทยมีประวัติชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายมาก่อนก็ตาม
อีกประการหนึ่ง คือ ทักษิณและรัฐบาลเพื่อไทยไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาได้
"ดังนั้นในแง่นั้น คุณสามารถมองและเห็นได้ว่าเขาไม่ได้มีประโยชน์ต่อสถาบันดั้งเดิม (establishment) อีกต่อไป" ดร.เพตรา กล่าว
ด้าน ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า "วันนี้คำตอบมันค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าดีลที่คุณทักษิณได้ไปนั้นมันหมดอายุไปแล้ว และวันนี้มันกลายมาเป็นคุณอนุทิน"
เขาต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับการเมืองไทย แต่มันเป็นแบบแผน (pattern) ที่เห็นมานานแล้วว่ากลุ่มอำนาจเก่ามักใช้ตัวแทน (proxy) ทางการเมือง "ไปจนกว่า proxy เหล่านี้จะไม่มีประโยชน์กับพวกเขา"
"และเมื่อวันใดก็ตามที่คุณหมดประโยชน์ เขาก็แค่โยนทิ้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เอากลับมาใช้อีกในอนาคต" ศ.ดร.ปวิน กล่าว
ทักษิณพลาดอะไร และเหตุใดอนุทินจึงตอบโจทย์กลุ่มอำนาจเก่ามากกว่า ?
ในทัศนะของ ศ.ดร.ปวิน ส่วนหนึ่งที่ช่วยให้นายอนุทินมาถึงจุดนี้ได้เป็นเพราะเส้นทางการเติบโตทางการเมืองวางแผนมาอย่างดีในฐานะ "ผู้รับใช้สถาบัน" ซึ่งมีหลักฐานประจักษ์ทั้งในชีวิตส่วนตัวของนายอนุทิน ไปจนถึงอุดมการณ์ของพรรค
อีกประการหนึ่ง คือ นักการเมืองผู้นี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการปูพื้นของตัวเองให้อยู่ในกรอบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง (electoral politics) จนได้กลายเป็นพรรคอันดับ 3 ในสภาผู้แทนราษฎร "แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจที่อยู่นอกเหนือระบบ electoral politics ด้วย"
"เพราะฉะนั้นอันนี้มันเป็นส่วนผสมที่ผมคิดว่าเขา [กลุ่มอำนาจเก่า] เขามองหาในหลาย ๆ คน แต่อาจจะไม่ได้ แต่สามารถหาได้จากคุณอนุทิน"
"อีกส่วนหนึ่งยอมรับว่ามันเป็นจังหวะของคุณอนุทิน มันเป็นจังหวะที่เพื่อไทยดันพลาด มันเป็นจังหวะที่พรรคส้มเองก็อยู่ในสภาวะ get stuck (ติดขัด) ทั้งสองพรรคอยู่ในลักษณะ loggerhead (อยู่ในภาวะที่ไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรง) มันจึงเปิดช่องให้พรรคภูมิใจไทยมาเล่นบทบาทได้ แล้วเห็นเลยว่าเขาเล่นได้ดีด้วย ที่เราสามารถบอกว่าเขาเล่นได้ดี คือ ทันทีที่เกิดวิกฤตไทย-กัมพูชา และมีโทรศัพท์รั่ว ในห้วงที่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล มันรู้ได้เลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของจุดจบรัฐบาลเพื่อไทย" ศ.ดร.ปวิน กล่าว
ด้าน ดร.เพตรา กล่าวเสริมว่า เมื่อทักษิณกลับมาเมืองไทย เขาก็ยังคงทำตัวเป็นทักษิณที่ไม่ยอมหลบอยู่ในเงาเกมการเมืองของใคร ในหลายครั้งเรามักเห็นการแสดงวิสัยทัศน์นโยบายรัฐบาลเพื่อไทยที่มาจากปากของนายทักษิณก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเขาต้องการแสดงออกอยู่เสมอว่าตนเองกำลังกลับมาเป็นผู้เล่นหลัก ไม่ใช่กลับมาอยู่บ้านเลี้ยงหลานอย่างที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้
แต่เมื่อมองกลับไปที่พรรคภูมิใจไทย การควบคุมการเมืองอยู่ในหลังฉากอย่างเงียบ ๆ กลับเป็นสิ่งที่นายเนวิน ชิดชอบ อีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลของพรรคภูมิใจไทยทำได้ดีกว่า "ขณะที่ทักษิณนั้นไม่สามารถควบคุมตัวเองได้"
ทว่า นักวิชาการชาวอังกฤษผู้นี้กลับเห็นว่า หากวิเคราะห์ถึงความแตกต่างระหว่างนายทักษิณกับนายอนุทิน จะเห็นว่าทั้งคู่แทบไม่ได้แตกต่างกัน นั่นคือเป็นพวกปฏิบัตินิยม (pragmatism) ที่เน้นการปฏิบัติและผลลัพธ์ เพื่อให้ได้มาซึ่ง "การมีอำนาจและรักษาอำนาจ" และเอาเข้าจริงแล้วสถาบันดั้งเดิม (establishment) เองก็ดำเนินตามแนวทางนี้เช่นกัน และหลักนี้เองก็เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ชนชั้นนำรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ได้ แม้เผชิญความท้าทายอยู่หลายครั้ง
"คุณรู้ไหมว่าชนชั้นนำเองก็ค่อนข้างปฏิบัตินิยมและมีความยืดหยุ่นในแง่ที่พวกเขาพยายามรับมือ หรือลดความท้าทายของตัวเองให้เหลือน้อยลงที่สุด" เธอกล่าว
"[ชนชั้นนำ] เองก็ยินดีที่จะเจรจาทำข้อตกลง ตราบใดที่ข้อตกลงนั้นเป็นไปตามเป้าหมายของพวกเขา" ดร.เพตรา กล่าว

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ANUTIN CHARNVIRAKUL
อีกสิ่งหนึ่งที่นายอนุทินไม่เคยปิดบัง คือการแสดงว่าตนเองนั้นมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกลุ่มทุนและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจไทยอย่างเปิดเผย
ช่วงปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา เขาโพสต์ภาพถ่ายร่วมเฟรมกับนายสารัชถ์ รัตนาวะดี หรือที่คนไทยเรียกว่า "เจ้าสัวกัลฟ์" ก่อนจะลบออกจากเฟซบุ๊กในเวลาต่อมา โดยบอกกับสื่อว่า "ไม่มีอะไร เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก"
ดร.เพตรา มองว่ามีความเป็นไปได้ที่คนอาจมองว่านายอนุทินพยายามส่งสัญญาณทางการเมืองว่าชนชั้นนำทางเศรษฐกิจสนับสนุนให้เขาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือทั้งตัวอนุทินและตระกูลชิดชอบซึ่งร่วมกันบริหารพรรคภูมิใจไทย ต่างเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายชนชั้นนำทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ศ.ดร.ปวิน มองว่ายังเร็วไปที่จะประเมินว่านายอนุทินจะขึ้นมาเป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่าง ๆ ของเหล่าชนชั้นนำทางเศรษฐกิจหรือไม่ แต่ยอมรับว่า "เขามีความสามารถในการประสานผลประโยชน์อย่างแน่นอน"
"ช้างในห้อง"
ในช่วงเช้าของวันที่ 5 ก.ย. ก่อนลงคะแนนเสียงนายกรัฐมนตรีเพียงไม่กี่ชั่วโมง ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนเป็นเรื่องน่าผิดหวังก็ส่วนหนึ่ง "แต่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นช้างนี่เป็นเรื่องสำคัญ แล้วเราจะวิจารณ์ใครได้อีกภายหลังจากนี้"
ในโพสต์ดังกล่าว เขาเอ่ยถึง "ช้างในห้อง ที่ (ทำเป็น) มองไม่เห็น" หลายกรณีด้วยกัน โดยบอกว่า "มือของส้มเป็นส่วนหนึ่ง ที่ใหญ่กว่าคือการขยับของช้างที่อยู่ในห้อง แต่ก็ทำเป็นมองไม่เห็น เหมือนกับว่าไม่มีช้างอยู่"
"ช้างในห้อง" ที่เขาหยิบยกขึ้นมา คือ กรณีที่สำนักงานองคมนตรีส่งคืนร่าง พ.ร.ฎ. ยุบสภาของพรรคเพื่อไทย ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าร่าง พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าวถูกตีกลับ เนื่องจากสำนักงานองคมนตรีเห็นว่ายังมีประเด็นข้อกฎหมายที่มีการโต้แย้งและยังไม่เป็นข้อยุติ จึงยังไม่เห็นสมควรนำร่าง พ.ร.ฎ. ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในเวลานี้
ดร.เพตรา ตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ว่า หากยังมองว่าพรรคประชาชนเป็นภัยคุกคามของฝ่ายผู้มีอำนาจ แล้วหันกลับมามองตัวเลือกของฝ่ายอนุรักษนิยมในตอนนี้ จะเห็นว่าทั้งพรรคเพื่อไทยที่เคยดึงดูดเสียงของประชาชนจำนวนมาก หรือพรรคที่สนับสนุนกองทัพทั้งหลายต่างก็สูญเสียความน่าดึงดูดในหมู่ประชาชนไปมากแล้ว
"ถ้ามองจากมุมนั้น การยุบสภาน่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่แย่ที่สุดสำหรับฝ่ายอนุรักษนิยมในตอนนี้ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้สำหรับพวกเขาจริง ๆ ทำไมคุณถึงอยากเลือกตั้งในเมื่อ ณ ตอนนี้ ไม่มีอะไรที่คุณจะได้ประโยชน์จากการคืนอำนาจให้ประชาชน แล้วคุณก็รู้ว่าถ้าพรรคประชาชนชนะอีกครั้ง คุณก็ต้องกลับไปใช้กลอุบายทางกฎหมายเพื่อพยายามสกัดกั้นและขัดขวางพวกเขาไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล และนั่นหมายความว่าคุณกำลังสร้างวิกฤตอีกครั้ง" เธออธิบาย

ที่มาของภาพ, พรรคภูมิใจไทย
"ช้างในห้อง" อีกกรณีหนึ่ง คือสิ่งที่ ศ.สมชายระบุว่า "โปรดเกล้าฯ ตุลาการคนใหม่ไร้ปัญหา" ซึ่งหมายถึงเรื่องวันประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ย้อนกลับไปวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคเพื่อไทย 20 คน ซึ่งนำโดย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาล ส่งคำร้องผ่านประธานสภาฯ ขอให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ชี้แจงว่ากระบวนการพิจารณา "คดีคลิปเสียง" ระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กับ สมเด็จฮุน เซน นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำร้องของ 20 สส.พรรคเพื่อไทย ระบุว่าในวันที่ 29 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและวินิจฉัย "คดีคลิปเสียง" ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้นายสราวุธ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนนายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพ้นตำแหน่งเนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง ดังนั้นนายปัญญาจึงไม่ควรเข้าพิจารณาคดีดังกล่าว
ในเวลาต่อมา พบว่าราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสราวุธ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 30 ส.ค. 2568 ซึ่งอาจส่งผลให้คำร้องของ 20 สส.เพื่อไทย เป็นอันตกไป

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ANUTIN CHARNVIRAKUL
ด้าน ศ.ดร.ปวินให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่านี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเห็นว่า ในที่สุดแล้ว คนที่คุมเกมกติกาทางการเมืองของไทย คือ "non-elective institute" ซึ่งเขาให้คำนิยามว่า "เป็นสถาบันที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งเข้ามา" และเป็นอีกผู้เล่นสำคัญที่อยู่นอกสภา
"มันไม่ใช่การเมืองแบบธรรมดา" นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น กล่าว "ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการเข้ามาแทรกแซงของศาลรัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งตุลาการศาลฯ คนใหม่ ไปจนถึงการตีกลับ [ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา] มันปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่เป็นอาณัติของข้างบนที่ยังต้องเข้ามากำกับด้านการเมือง"
นักวิชาการจาก ม.เกียวโต กล่าวเสริมว่า หากมองจากสายตาของกลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันกับกลุ่มอำนาจเก่าอยู่แล้ว เมื่อมีการส่งสัญญาณชัดเจนว่านายอนุทินคือผู้ถูกเลือก "ก็ย่อมไม่มีเหตุผลปฏิเสธผู้ที่ถูกเลือกมาโดยกลุ่มอำนาจเก่า" เช่นเดียวกับกองทัพที่ไม่ได้มองว่านายอนุทินเป็นพิษภัยต่อสถาบันฯ และตัวเขาก็ไม่เคยมีท่าทีก้าวก่ายหรือต้องการลดทอนบทบาทอำนาจของกองทัพให้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
"แม้กระทั่งจุดที่ภูมิใจไทยถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็ยังเป็นจุดที่พิสูจน์ให้ว่าคุณอนุทินเป็นฝ่ายเดียวกันกับกองทัพ ด้วยการปฏิเสธสิ่งที่คุณแพทองธารพูดว่ากองทัพ 'เป็นฝ่ายตรงข้าม'"
"ผมคิดว่าในเกมนี้ เขามองตากันแล้วเขารู้ว่า ณ จุดนี้เรา allied (เป็นพันธมิตร) กันในเรื่องเกี่ยวกับจุดยืนและผลประโยชน์" ศ.ดร.ปวิน กล่าว "ผมคิดว่าข้างบนนั้นมันแทบจะเป็นก้อนเดียวกันในเรื่องเกี่ยวกับความเห็นชอบต่อตัวคุณอนุทิน"
อนุรักษนิยมจะยอมให้ "อนุทิน" แก้ รธน.60 ตามที่พรรคประชาชนต้องการ ?
ศ.ดร.ปวินให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นหัวใจสำคัญในการคงไว้ซึ่งอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่า ดังนั้นเขาจึงไม่มีความมั่นใจเลยว่านายอนุทินจะยอมเปิดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามความมุ่งหมายของพรรคประชาชน ถึงแม้ทั้งสองพรรคมีการลงนามข้อตกลงร่วมกันไว้ก็ตาม เพื่อแลกกับเสียงโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี
"ถ้ามันเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์แน่นกว่านี้ เราก็คงไม่ doubt (ข้องใจ) ว่ามันอาจจะมีความพยายามจริง ๆ ก็ได้ ถึงแม้มีอุปสรรคข้างหน้า"
นักวิชาการผู้นี้ให้ความเห็นต่อว่าข้อตกลงร่วมระหว่างสองพรรคยังไม่ใช่สิ่งการันตีที่ดีพอ และนายอนุทินยังสามารถหาเหตุผลอีกร้อยแปดพันเก้าเพื่อบอกว่าเหตุใดรัฐบาลใหม่จึงไม่ยังไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ โดยอ้างตัวแปรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขด้านเวลา ไปจนถึงเงื่อนไขด้านกระบวนการทางกฎหมาย
"พรรคประชาชนจะไม่รู้หรือว่าการแก้ไขมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น แต่เพื่อที่จะให้การสนับสนุนของพรรคแก่คุณอนุทินมันมีความชอบธรรม ก็เลยจำเป็นต้องใส่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา" ศ.ดร.ปวิน กล่าว และย้ำว่าตนเองไม่ได้ด้อยค่าข้อเสนอของพรรคประชาชน และเข้าใจดีว่าทางพรรคฝ่ายค้านต้องการผลักดันประเด็นนี้ แต่ก็ยืนกรานว่าไม่มีทางที่พรรคประชาชนจะไม่ทราบเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะเดียวกัน ดร.เพตรา กล่าวว่า หากไม่นับรวมเงื่อนไขและกฎเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกตั้งไว้สูงมาก อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นตลอดมา คือ บทบาทของพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านมา รวมถึงกลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงินในวุฒิสภาปัจจุบัน ล้วนคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด
"การที่พรรคภูมิใจไทยได้อำนาจ อาจหมายความว่าพวกเขาอาจเป็นผู้ควบคุมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่ามันอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพรรคประชาชน" เธอกล่าวกับบีบีซีไทย
พร้อมกันนี้เธอเสริมว่า สิ่งที่ต้องดูกันต่อไปคือใครจะขึ้นมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เนื้อหาในรัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในทิศทางไหน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะยังคงไว้ในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่เป็นคุณกับอนุรักษนิยมอยู่หรือเปล่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ นายอนุทินยังมีเวลาคิดหาหนทางได้ว่าจะจัดการอย่างสร้างสรรค์กับมันอย่างไร ทั้งในฐานะผู้รับปากกับพรรคประชาชนและในฐานะเป็น "ผู้ทำดีลหน้าใหม่" กับชนชั้นนำ












