มาตรการรัฐบาลอนุทิน จะช่วยลดค่ารักษาพยาบาลได้แค่ไหน เมื่อ "ค่าหมอ" และ "ราคายา" ยังไม่ถูกแตะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"เรื่องหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่จะช่วยอย่างมาก คือลดค่าครองชีพที่เกี่ยวกับเรื่องที่จำเป็นสำหรับท่าน ก็คือเรื่องของสุขภาพ ซึ่งค่าใช้จ่ายในเรื่องของสุขภาพมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประชาชนก็อาจจะมีทางเลือกน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะค่ายาก็ต้องซื้อ สิ่งที่เรามุ่งเน้นก็คือ เราต้องการจะช่วยในเรื่องของความเดือดร้อน"
นี่คือคำกล่าวของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเธอระบุถึงมาตรการลดค่ารักษาพยาบาลเป็นหนึ่งในนโยบายลดค่าครองชีพของประชาชน
ในขณะนั้นเธอระบุถึงการทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลเอกชนเพื่อร่วมโครงการซึ่งมีแผนการดำเนินการสองส่วน คือการให้ประชาชนทราบราคายาก่อนชำระเงิน และมีทางเลือกในการไปซื้อยากับร้านค้านอกโรงพยาบาล และควบคุมราคาเวชภัณฑ์จำเป็นต่าง ๆ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถลดค่าครองชีพได้รวมกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี
เมื่อวานนี้ (4 พ.ย.) รมว.พาณิชย์ พร้อมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ "สุขกาย สบายกระเป๋า" ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน, กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน
"MOU ฉบับนี้จะผลักดันให้เกิดความร่วมมือกันในการแสดงรายละเอียดในใบสั่งยาของโรงพยาบาลอย่างถูกต้องและครบถ้วน โดยต้องแสดงรายการยา ข้อบ่งใช้ยา และราคายา เพื่อให้ผู้รับบริการมีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในการเลือกว่าเขาจะซื้อในโรงพยาบาลเอกชน หรือจะนำใบสั่งยานี้ไปซื้อยาด้วยตนเองที่ร้านขายยานอกโรงพยาบาล" นายอนุทิน ระบุในพิธีลงนาม MOU
ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากกลุ่มตัวแทนผู้บริโภคที่มองว่าราคาค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนถูก "บวกเพิ่ม" ไปอย่างไม่สมเหตุสมผล นโยบายใหม่นี้จะช่วยลดค่าครองชีพด้านสุขภาพของคนไทยได้แค่ไหน บีบีซีไทยพูดคุยกับสภาผู้บริโภคและผู้ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนว่าพวกเขามองมาตรการนี้อย่างไร
เหตุใดยาในโรงพยาบาลเอกชนจึงแพงกว่าต้นทุนหลายเท่า
การแถลงนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เมื่อ 30 ก.ย. ทำให้ประเด็นปัญหา "ยาแพง" โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง สื่อหลายสำนักขุดคุ้ยถึงค่ายาในโรงพยาบาลเอกชนที่แพงกว่าราคาต้นทุนหลายเท่า
ยกตัวอย่างเช่น พาราเซตามอล 500 มก. ยี่ห้อหนึ่ง จากที่บีบีซีไทยลองสืบค้นใน "ระบบค้นหาและเปรียบเทียบราคายา" ของกรมการค้าภายใน พบว่าราคาเฉลี่ยที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ซื้ออยู่ที่ 0.27 บาท/เม็ด แต่ราคาขายมีตั้งแต่ 2 - 23 บาท/เม็ด ขณะที่ยาอะม็อกซีซิลิน 500 มก. หรือที่คนมักรู้จักในชื่อ "ยาฆ่าเชื้อ" ยี่ห้อหนึ่งนั้น พบว่าโรงพยาบาลต่าง ๆ ซื้อในราคาเฉลี่ย 1.20 บาท/เม็ด แต่ราคาขายมีตั้งแต่ 4.50 – 36 บาท/เม็ด
ก่อนหน้านี้ "ไทยพีบีเอส" เคยรายงานว่า การคุมค่ายาแพงมีมาตั้งแต่ปี 2562 โดยกรมการค้าภายในเคยออกประกาศให้ควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และกำหนดให้ยาและเวชภัณฑ์ตามประกาศของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เป็นสินค้าควบคุม ทำให้โรงพยาบาลเอกชนต้องแจ้งราคาซื้อและราคาขายให้แก่กรมการค้าภายใน แต่ไม่ได้มีการกำหนด "เพดานราคาขาย" ทำให้ราคาค่ายายังขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลเอกชน
ขณะที่ นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" เมื่อ 5 ต.ค. ว่าสาเหตุที่ทำให้ราคายาโรงพยาบาลเอกชนสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ เพราะมีต้นทุนที่ต่างกัน โดยโรงพยาบาลรัฐไม่มีต้นทุนด้านที่ดิน ตัวอาคาร เครื่องมือแพทย์ หรือทรัพยากรต่าง ๆ
นอกจากค่ายาแล้ว อีกส่วนที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือราคาเวชภัณฑ์ โดยสภาผู้บริโภคเคยออกมาเปิดเผยว่าจากการได้รับใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนที่ผู้บริโภคมาร้องเรียน พบว่ามีการคิดราคาเวชภัณฑ์สูงเกินจริงหลายรายการ อาทิ
- น้ำเกลือ 1,000 มิลลิลิตร จากราคาท้องตลาดเพียง 45 บาท ถูกคิดในราคา 919 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 1,900%
- พลาสเตอร์ปิดแผลขนาด 6 เซนติเมตร ซึ่งราคาทั่วไปแผ่นละ 25 บาท กลับถูกเรียกเก็บถึง 224 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 700%
- ถุงมือยางทางการแพทย์จากราคาท้องตลาด 2.5 บาทต่อชิ้น เพิ่มเป็น 17 บาท (580%)
- สำลีก้อนขนาดเล็กจาก 0.10 บาท เพิ่มเป็น 7 บาทต่อก้อน (6,900%)

ที่มาของภาพ, Getty Images
ณิศศา แสงคง วัย 38 ปี ผู้ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเป็นประจำ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า เธอเพิ่งสังเกตถึงค่าบริการบางอย่างในโรงพยาบาลที่ไม่สมเหตุสมผลเมื่อต้นเดือน ต.ค. ที่ผ่านมานี้เอง เมื่อพาแม่ซึ่งไม่มีประกันสุขภาพ ไปรักษาตัวที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ด้วยโรคอาหารเป็นพิษและต้องแอดมิท 1 คืน
เธอบอกว่าปกติเธอเข้า รพ.เอกชนเป็นประจำอยู่แล้ว โดยมักจะต้องพาลูกมาหาหมอ ซึ่งทั้งเธอและลูกสองคนมีประกันสุขภาพ แต่บังเอิญว่าแม่ของเธอซึ่งทำประกันไม่ได้เพราะมีโรคประจำตัว และสิทธิการรักษาตามสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่ใน รพ.ต่างจังหวัด มีอาการป่วยในขณะที่อยู่กรุงเทพพอดี จึงต้องพามารักษาโดยออกค่าใช้จ่ายเอง
"นอนไป 1 คืน ค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000 นิด ๆ เราก็เลยมาเช็กดูว่ามันมีค่าอะไรบ้าง เพราะว่าได้ยาฆ่าเชื้อแล้วก็น้ำเกลือนะคะ ยาอย่างอื่นไม่ได้" ณิศศาเล่า
จากการตรวจสอบบิล เธอพบว่าถูกคิดค่าใช้จ่ายยิบย่อยหลายรายการ อาทิ ปลอกอุปกรณ์วัดไข้ 7 ชิ้น ชิ้นละ 13 บาท, แก้วพลาสติกใส่ยาเม็ดแบบใช้แล้วทิ้ง แก้วละ 3 บาท, หน้ากากอนามัยแผ่นละ 3 บาท, ป้ายชื่อผู้ป่วย 11 บาท, ถุงมือ ฯลฯ ซึ่งเธอเข้าใจว่าเป็นอุปกรณ์การรักษา แต่สะดุดใจตรงที่มีการคิดค่าเจลแอลกอฮอล์ขนาด 450 มล. ซึ่งครอบครัวเธอไม่ได้ใช้ แต่พยาบาลนำมาตั้งไว้และกดใช้เองไป 1 ครั้ง ในราคา 445 บาท ซึ่งแพงกว่าที่เธอสามารถหาซื้อข้างนอกได้ในราคา 150 บาท เกือบสามเท่า
เธอโพสต์เรื่องนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊ก "พวกเราคือผู้บริโภค" ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกว่า 700 ข้อความ โดยหลายคนบอกว่าเจอประสบการณ์คล้ายกับเธอ คือถูกคิดค่าใช้จ่ายยิบย่อย ในราคาที่แพงกว่าซื้อตามร้านขายยาข้างนอกมาก

ที่มาของภาพ, Nissa Pranpreeya/Facebook
สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค ระบุกับบีบีซีไทยว่า การที่ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนมีราคาที่แพงเกินควรนั้น ส่งผลกระทบให้บริษัทประกันเอกชนคิดราคาประกันสุขภาพแพงตามไปด้วย และเริ่มมีการเก็บ co-payment คือให้ผู้บริโภคต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วนด้วย นอกจากนั้น ยังส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ ทั้งสิทธิข้าราชการ, ประกันสังคม, ไปจนถึงบัตรทอง เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อโรคที่มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสุดท้ายก็จะกระทบ "ต่องบประมาณแผ่นดินโดยภาพรวม"
โครงการ "สุขกาย สบายกระเป๋า"
หลังการประกาศนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน (DIT) จัดประชุมร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เมื่อวันที่ 7 ต.ค. เพื่อ "ยกระดับการให้บริการและขอความร่วมมือจากเครือข่ายโรงพยาบาลต่าง ๆ ในการแจงรายละเอียดราคายาและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อยาจากร้านขายยาข้างนอกได้ ภายใต้โครงการ 'สุขกาย สบายกระเป๋า'"
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่าโครงการนี้ได้รับความสนใจ มีเครือโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วม 9 เครือ และยังมีโรงพยาบาลอื่นที่ไม่ได้สังกัดเครืออีกหลายแห่งเข้าร่วม ทำให้มีจำนวนโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 300 แห่ง จากสมาชิก 354 แห่ง โดยโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ
- เครือ BDMS (ดุสิตเวชการ อาทิ รพ.กรุงเทพ, รพ.พญาไท)
- เครือโรงพยาบาลธนบุรี
- เครือ BCH (กลุ่มโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลการุญเวช)
- เครือบางปะกอก-ปิยะเวช
- เครือรามคำแหง-วิภาราม
- เครือ PCL (พริ๊นซิเพิล)
- เครือจุฬารัตน์
- เครือนวมินทร์
- เครือสินแพทย์
- อื่น ๆ เช่น โรงพยาบาลหัวเฉียว โรงพยาบาลวิภาวดี โรงพยาบาลบีแคร์
โดยนายวิทยากร เปิดเผยรายละเอียดของโครงการว่าจะมีการแสดง "รายการยาและค่ายา" อย่างชัดเจนในใบแจ้งค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบ เปรียบเทียบราคาได้ หรือนำใบสั่งยาเพื่อไปเลือกซื้อยาจากร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการภายนอกโรงพยาบาลได้

ที่มาของภาพ, กระทรวงพาณิชย์/website
โครงการ "สุขกาย สบายกระเป๋า" เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ (4 พ.ย.) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน
ในพิธีดังกล่าว นายกรัฐมนตรีประกาศว่ามี "โรงพยาบาลเอกชนสมัครใจเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 300 แห่ง และมีร้านขายยามากกว่า 3,400 แห่งลงทะเบียนกับทาง อย."
เขาบอกด้วยว่ามาตรการนี้จะทำให้ "ประชาชนได้รับความเป็นธรรมด้านราคา และมั่นใจได้ว่าได้ซื้อยาจากร้านขายยาที่มีคุณภาพมาตรฐาน คาดว่าจะช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี และยังเป็นการพัฒนาและยกระดับการบริการสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น"

ที่มาของภาพ, กรมการค้าภายใน DIT/Facebook
โดยขั้นตอนการซื้อยาตามโครงการ "สุขกาย สบายกระเป๋า" จากวิดีทัศน์ที่เปิดในพิธีลงนาม MOU คือผู้ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนจะต้องลงทะเบียนทำประวัติตามปกติของการเข้าใช้บริการ จากนั้นพยาบาลจะซักประวัติ ก่อนที่จะได้เข้าพบแพทย์
ขั้นตอนการพบแพทย์นี้เองที่ผู้ใช้บริการสามารถดูรายการยา ราคายา และแจ้งความประสงค์กับแพทย์ได้ว่าต้องการนำใบรายการยาออกไปซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกหรือไม่
จากนั้นผู้ใช้บริการจะต้องติดต่อห้องชำระเงิน ซึ่งในกรณีที่ไม่ประสงค์จะซื้อยาจากทางโรงพยาบาล ก็สามารถนำใบรายการยาไปซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกที่เข้าร่วมโครงการได้
โครงการใหม่จะช่วยผู้บริโภคได้แค่ไหน ?
ผู้บริโภคส่วนหนึ่งมองว่าการซื้อยานอก รพ.ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่ผ่านมาขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ที่รักษาจะแจ้งสิทธิ์ให้หรือไม่ ซึ่งไม่ได้มีหลักเกณฑ์ตายตัว เช่น กิ๊ฟ (นามสมมติ) ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัย 34 ปี ที่รักษาและติดตามอาการกับโรงพยาบาลเอกชนมาเป็นเวลา 8 ปีแล้ว บอกว่าช่วงแรก ๆ ยาทั้งหมดที่เธอได้รับคือการสั่งจ่ายจากโรงพยาบาล แต่ต่อมาเมื่อหมอทราบว่าเธอไม่ได้มีสภาพคล่องทางการเงินมาก ก็แจ้งสิทธิให้เธอสามารถไปซื้อยาจากข้างนอกได้
"พอหมอเข้าใจว่าเราอาจจะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย หมอก็เลยแนะนำว่าอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวหมอจะสั่งยาให้แค่... คือจริง ๆ อาจจะต้องได้รับยาแบบ 5 แพ็คหรือ 10 แพ็ค หมอก็จะสั่งให้ 1 แพ็คเพราะว่ามันเป็นมาตรการของโรงพยาบาล คือยังไงก็ต้องจ่ายยา แล้วที่เหลือตัวยาเดียวกันเราสามารถออกไปซื้อที่ร้านยาข้างนอกได้ เอาชื่อยาถ่ายรูปให้เค้าดู แล้วเภสัชกรเขาก็จะเอามาขายให้" เธอระบุ พร้อมบอกว่าเธอซื้อยาจากร้านขายยามาหลายปีแล้ว ซึ่งมีราคาถูกกว่าที่โรงพยาบาลจ่ายให้หลายเท่า แม้จะเป็นยาตัวเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน และขนาดเท่ากัน
เช่นเดียวกับ ณิศศา ที่ทราบมานานแล้วว่าเธอสามารถไปซื้อยาบางตัวจากร้านขายยา แทนที่จะให้แพทย์สั่งจ่ายจากโรงพยาบาลได้ เธอบอกว่าหมอคนที่เธอพาลูกไปรักษาเป็นประจำ เป็นคนแนะนำวิธีนี้กับเธอ โดยมีเพียงยาควบคุมบางตัวเท่านั้นที่ต้องสั่งจ่ายจากโรงพยาบาล
"คือถ้าให้ไปซื้อยาข้างนอกจริง ๆ มันมีมาตั้งนานแล้วค่ะ เพราะว่ามีลูก 2 คน อยู่เอกชนมาเป็น 10 ปี อย่างสมมติว่าถ้าช่วงนี้ต้องกินวิตามินเพิ่ม เขา[หมอ]ก็เขียนชื่อวิตามิน ไม่ได้สั่งให้จากที่โรงพยาบาล เขาบอกว่าให้ไปซื้อข้างนอก มันถูกกว่า หรือยาบางตัวที่มันไปซื้อข้างนอกได้ เขาก็บอกว่าไปซื้อข้างนอกได้" ณิศศา เล่า
"สิทธิในการที่คนไข้จะไปซื้อยาข้างนอกเป็นสิทธิเดิมของผู้ป่วยอยู่แล้ว" สารี อ๋องสมหวัง บอกกับบีบีซีไทย เธอเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เคยพยายามกำกับเรื่อง "ค่ารักษาพยาบาลแพง" มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ปัญหาก็คือว่า "ไม่สามารถกำกับได้จริง" ดังนั้นเที่ยวนี้ก็ต้องรอดูในทางปฏิบัติว่าจะเป็นอย่างไร
"เขา [กรมการค้าภายใน] กำกับใน 2 ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือกำกับค่ายา ห้ามคิดราคายาเกินฉลากข้างกล่อง และสองคือให้คนไข้มีสิทธิ์ไปซื้อยานอกโรงพยาบาล เพราะฉะนั้นมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์จะทำเที่ยวนี้ มันไม่ใช่มาตรการใหม่ แต่เราพบว่าที่ผ่านมาอำนาจต่อรองของคนไข้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แล้วก็บางทีมันก็เป็นโครงสร้างนโยบายของโรงพยาบาลที่อาจจะถูกส่งผ่านมาไปถึงคุณหมอที่เป็นคนดูแลรักษา" เลขาธิการสภาผู้บริโภคกล่าว
"เพราะฉะนั้นเที่ยวนี้เราหวังว่า จะมีการแจ้งสิทธิ์ให้กับคนไข้อย่างชัดเจนที่จะทำให้คนไข้ทำได้จริง ให้คนไข้รู้ว่า ถ้าจะรักษาเนี่ย ราคาจะประมาณเท่าไหร่ แล้วก็ถ้าคนไข้รู้สึกว่าแพงก็ให้ร้องเรียน แล้วกรมการค้าภายในก็จะเข้าไปสอบสวน"
เธอมองว่าการประกาศนโยบายครั้งนี้ "ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี" และ "จะช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลสักประมาณ 5% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด" เพราะยังมีส่วนอื่น ๆ ในการรักษาพยาบาลที่ราคาแพงอยู่ เช่น "ค่าวิชาชีพ" ซึ่งงานวิจัยของสภาผู้บริโภคพบว่าคิดเป็น 45% ของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด
"เราอยากให้คุมค่าบริการทางการแพทย์ด้วย" สารีกล่าว เธอเสนอให้กรมการค้าภายในหารือกับแพทยสภาเพื่อที่จะกำกับค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการเข้าใช้บริการแบบฉุกเฉิน ซึ่งโดยปกติแล้วใน 72 ชั่วโมงแรกจะได้รับการคิดค่ารักษาในอัตราพิเศษ ให้สามารถรักษาด้วยเรตราคานี้ต่อหากไม่สามารถย้ายไปโรงพยาบาลอื่นภายใน 72 ชั่วโมงได้ทัน รวมถึงควรกำหนด "มาตรฐานราคาขั้นสูง" หรือเพดานราคาที่โรงพยาบาลเอกชนจะคิดเกินจากนี้ไม่ได้ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องถูกเท่ากับโรงพยาบาลของรัฐ แต่ก็ควรมีหลักเกณฑ์กำกับอยู่บ้าง
ในขณะที่ผู้ใช้บริการอย่าง ณิศศา บอกว่าเธอขอแค่ "ถ้ากระทรวงทำได้ อยากจะให้มีการชี้แจงในของที่จะเอามาใช้กับเราในแต่ละอย่างที่มีการคิดค่าใช้จ่ายค่ะ"
เธอเสนอว่าอยากให้โรงพยาบาลแปะป้ายบอกราคาสิ่งของต่าง ๆ ในห้องผู้ป่วยไปเลยว่า หากหยิบสิ่งนี้มาใช้แล้วจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ โดยทำให้เหมือนกับร้านอาหารที่ต้องบอกราคาเมนูก่อน เพราะทุกวันนี้คือ "แล้วแต่ดวงว่าเราเจอบุคลากรแบบไหน"
"อย่างโรงพยาบาลเดียวกันแต่คนละตึก พยาบาลคนแรกแจ้งว่าอันนี้มีค่าใช้จ่ายจะเอาไหม แต่บางตึก พยาบาลบางท่านก็ไม่แจ้ง มาถึงก็มาวางแล้วก็คิดตังค์ลงไปในรายการเลย ซึ่งไม่มีราคาแปะ มันทำให้เรามารู้เอาทีหลัง" ณิศศา กล่าว "ถ้าสมมติว่าเราไม่มีบัตรเครดิตหรือว่าเราไม่มีกำลังที่จะจ่าย นอนคืนเดียวโดนไป 30,000 [บาท] ถ้าเราไม่มีกำลังก็คือจบค่ะ"
"แต่ถ้าสมมติเค้าแปะป้ายราคาก่อนว่า สิ่งนี้นะ ถ้วยรูปไตถ้าคุณจะใช้เพื่อรองอาเจียนหรือดูดน้ำมูกอะไรก็ตามแต่ ค่าใช้จ่ายมี 80 บาท หรือเหยือกน้ำอันนี้ราคา 150 แปะเลย อันไหนที่วางคือมีราคา พยาบาลแจ้งก่อนเลยว่าทุกอย่างที่แปะไว้ ถ้ามีการใช้คือมีราคา" เธอมองว่าหากรู้ราคาของทุกอย่างก็จะสามารถหารือร่วมกันได้ว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใช้ของโรงพยาบาล หรือรับได้กับราคานี้หรือไม่ เพื่อที่บางอย่างที่อาจไม่จำเป็น เช่น ไม่ได้มีความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนหรือการหมดอายุ ก็สามารถเลือกที่จะไปหาซื้อเองจากข้างนอกได้











